โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

สนค. ชี้ตลาดออร์แกนิก–ธรรมชาติทั่วโลกโตต่อเนื่อง คาดโต 79% ภายในปี 2572 รับกระแสเลี่ยงอาหารแปรรูปขั้นสูง

BTimes

อัพเดต 56 นาทีที่แล้ว • เผยแพร่ 7 ชั่วโมงที่ผ่านมา • อัพเดตข่าวหุ้น ธุรกิจ การเงิน การลงทุน การตลาด การค้า สุขภาพ กับ บัญชา ชุมชัยเวทย์ - BTimes.Biz

รายงานจาก Euromonitor International Health and Wellness คาดการณ์ว่าปี 2572 ตลาดสินค้าอาหารหลัก (Staple Foods) ที่มีการสื่อสารด้านออร์แกนิกและธรรมชาติ (organic and natural) จะขยายตัวอย่างมีนัยสำคัญ โดยมูลค่าของตลาดอาหารหลักแบบออร์แกนิกทั่วโลกมีแนวโน้มขยายตัวถึงร้อยละ 79 ขณะที่อาหารหลักจากธรรมชาติคาดว่าจะขยายตัวสูงถึงร้อยละ 103 เมื่อเทียบกับปี 2562 สอดคล้องกับกระแสผู้บริโภคที่หลีกเลี่ยงอาหารแปรรูปขั้นสูง หรือ Ultra-Processed Foods (UPFs) ซึ่งกำลังกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดทิศทางตลาดอาหารโลกในระยะต่อไป

นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เปิดเผยว่า จากการติดตามสถานการณ์ตลาดอาหารโลกอย่างใกล้ชิด พบว่าความกังวลต่ออาหารแปรรูปขั้นสูงได้ขยายตัวจากประเด็นด้านสุขภาพ ไปสู่มิติด้านนโยบาย กฎระเบียบ และการค้าอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในกลุ่ม “อาหารหลัก” ซึ่งเป็นอาหารที่คนทั่วไปบริโภคเป็นประจำ และมีสัดส่วนสำคัญต่อโครงสร้างการบริโภคอาหารของประชากรโลก

จากข้อมูลการสำรวจผู้บริโภคระดับโลกในปี 2568 โดย Euromonitor Voice of the Consumer ระบุว่า ร้อยละ 27 ของผู้บริโภคทั่วโลกกำลังพยายามจำกัดการบริโภคอาหารแปรรูป และเมื่อพิจารณาเฉพาะกลุ่มผู้ที่ตั้งใจปรับพฤติกรรมการบริโภคเพื่อสุขภาพที่ดีขึ้น พบว่ามีสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 49 สะท้อนว่าการหลีกเลี่ยงอาหารแปรรูปไม่ได้เป็นเพียงกระแสเฉพาะกลุ่ม แต่กำลังกลายเป็นกระแสหลักในการเลือกบริโภคอาหารของผู้คนจำนวนมาก

รายงานของ Euromonitor ระบุว่า ประชากรโดยเฉลี่ยทั่วโลก บริโภคอาหารแปรรูปขั้นสูงคิดเป็น ร้อยละ 21 ของพลังงานจากอาหารที่บริโภคต่อคนต่อวัน อย่างไรก็ตาม สัดส่วนดังกล่าวกลับสูงกว่ามาก ในประเทศและภูมิภาคที่ประชากรมีรายได้ต่อหัวสูง อาทิ อเมริกาเหนือมีสัดส่วนการบริโภคอาหารแปรรูป ขั้นสูงถึงร้อยละ 54 ของพลังงานจากอาหารที่บริโภคต่อคนต่อวัน รองลงมาคือ ออสเตรเลีย ร้อยละ 42 และ ยุโรปตะวันตก ร้อยละ 35 ข้อมูลดังกล่าวสะท้อนว่า การบริโภคอาหารแปรรูปขั้นสูงไม่ได้เป็นปัญหาที่เชื่อมโยงกับรายได้หรือการเข้าถึงอาหารเท่านั้น หากแต่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างเศรษฐกิจ วิถีชีวิตเมือง ความเร่งรีบ ในการทำงาน และความพร้อมของอาหารสะดวกซื้อในตลาดสมัยใหม่ ซึ่งเป็นลักษณะเด่นของประเทศพัฒนาแล้ว

แม้ภาพจำของอาหารแปรรูปขั้นสูงมักเชื่อมโยงกับขนมขบเคี้ยวหรืออาหารฟาสต์ฟู้ด แต่ในเชิงโภชนาการกลับพบว่า กลุ่มอาหารหลัก เช่น ขนมปัง พาสต้า ซีเรียล บะหมี่ และเนื้อสัตว์แปรรูป เป็นแหล่งพลังงานของอาหารแปรรูปขั้นสูงที่มากที่สุดในโลก โดยคิดเป็น ร้อยละ 39 ของพลังงานจากอาหารแปรรูปขั้นสูงทั้งหมด สูงกว่ากลุ่มขนมขบเคี้ยวซึ่งอยู่ที่ร้อยละ 36 ทั้งนี้ กลุ่มอาหารหลักดังกล่าว เป็นอาหารที่ผู้บริโภคไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้โดยง่าย ทำให้แรงกดดันจากกระแสหลีกเลี่ยงอาหารแปรรูปส่งผลต่อกลุ่มสินค้าเหล่านี้โดยตรง

ผลกระทบของกระแสอาหารแปรรูปขั้นสูงไม่ได้ขึ้นอยู่กับนิยามทางเทคนิคเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้น

อยู่กับ การรับรู้ของผู้บริโภค เป็นสำคัญ กลุ่มอาหารที่ได้รับประโยชน์ อาทิ ข้าว ซึ่งถูกมองว่าเป็นคาร์โบไฮเดรตพื้นฐานที่เรียบง่ายและเป็นธรรมชาติ รวมถึง ผักและผลไม้แปรรูปแบบพื้นฐาน เช่น แช่แข็งหรือบรรจุกระป๋องที่มีส่วนผสมไม่ซับซ้อน ซึ่งผู้บริโภคยังคงมองว่าเป็นอาหารที่ดีต่อสุขภาพ ในทางตรงกันข้าม ซีเรียลอาหารเช้า และ เนื้อเทียม (plant-based meat) อาจเผชิญกับแรงกดดันอย่างชัดเจน เนื่องจากผู้บริโภครับรู้ว่าผลิตภัณฑ์เหล่านี้ต้องอาศัยการแปรรูปสูง และมีส่วนผสมที่ซับซ้อน ขัดกับหลักอาหารจากธรรมชาติ ขณะที่สินค้าในบางหมวด เช่น ขนมปัง และ พาสต้าหรือบะหมี่ มีผลกระทบแบบผสม โดยสินค้าแบบดั้งเดิมหรือสูตรเรียบง่ายยังได้รับการยอมรับมากกว่าสินค้าสำเร็จรูปหรือปรุงแต่งสูง

โดยมีการคาดการณ์ว่าภายในปี 2572 มูลค่าตลาดอาหารหลักแบบออร์แกนิกมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นร้อยละ 79 ขณะที่สินค้าธรรมชาติจะขยายตัวสูงถึงร้อยละ 103 สะท้อนการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของอุปสงค์ในตลาดอาหารโลก ซึ่งผู้บริโภคหันมาให้ความสำคัญกับ “ฉลากสะอาด (Clean Label)” มากขึ้น เสมือนใบยืนยันสร้างความเชื่อมั่นและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าอาหาร โดยการสื่อสารถึงความเป็นธรรมชาติ ความเรียบง่ายของส่วนผสม และการหลีกเลี่ยงสารปรุงแต่ง กลายเป็นเครื่องมือ ทางการตลาดที่มีน้ำหนักมากกว่าการอธิบายกระบวนการผลิตเชิงเทคนิคที่ซับซ้อนและยากต่อการรับรู้ของผู้บริโภค แนวโน้มดังกล่าวไม่เพียงส่งผลต่อกลยุทธ์การพัฒนาผลิตภัณฑ์ของผู้ประกอบการอาหารรายใหญ่และรายย่อยเท่านั้น แต่ยังสะท้อนโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ในห่วงโซ่อุปทานอาหาร ตั้งแต่การจัดหาวัตถุดิบ การแปรรูป ไปจนถึงการสร้างแบรนด์ ในช่วงที่การเติบโตเชิงปริมาณของตลาดอาหารโดยรวมเริ่มชะลอตัว

แนวโน้มดังกล่าวเป็นทั้งโอกาสและความท้าทายต่อสินค้าอาหารไทย โดยเฉพาะสินค้าอาหารหลักที่ไทยมีศักยภาพ เช่น ข้าว และผักผลไม้แปรรูปพื้นฐาน ซึ่งสอดคล้องกับหมวดสินค้าที่ผู้บริโภคยังให้ความเชื่อมั่น อย่างไรก็ตาม การเคลื่อนไหวด้านนโยบายและกฎระเบียบในประเทศพัฒนาแล้ว ที่อยู่ระหว่างการพัฒนานิยามและแนวทางกำกับอาหารแปรรูปขั้นสูง อาจนำไปสู่การออกมาตรการด้านฉลากหรือข้อกำหนดทางการค้าในอนาคต ผู้ประกอบการไทยจึงควรเร่งปรับตัว ลดการพึ่งพาการแข่งขันด้านราคาเพียงอย่างเดียว และหันมาให้ความสำคัญกับคุณภาพ ความโปร่งใสของส่วนผสม และการสื่อสารภาพลักษณ์อาหารธรรมชาติ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...