ถกสนั่น "บาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง"! "วิษณุ" ห่วงขัด รธน. ส่อโมฆะทั้งประเทศ ด้าน "อ.ไชยันต์" ยกโมเดลอังกฤษชี้เป็นดาบสกัดทุจริต
"ศ.ดร.ไชยันต์ ไชยพร" ออกมากางโมเดลการเลือกตั้งอังกฤษ ชี้ระบบสืบย้อนรหัสบัตรมีไว้เพื่อเป็น "ดาบปราบโกง" สกัดการสวมสิทธิและยัดบัตร โดยมีกำแพงกฎหมายคุ้มกันแน่นหนาและจะเปิดเผยได้ก็ต่อเมื่อศาลสั่งเท่านั้น หลัง "วิษณุ" ออกมาเตือนว่าการพิมพ์บาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งอาจขัดรัฐธรรมนูญฐานละเมิดหลักการ "ลงคะแนนลับ" ซึ่งเสี่ยงลุกลามถึงขั้นต้องจัดเลือกตั้งใหม่ทั้งประเทศ
จากกรณี นายวิษณุ เครืองาม อดีตรองนายกรัฐมนตรี พูดถึงประเด็นการพิมพ์บาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งซึ่งถูกตั้งคำถามถึงความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ กลายเป็นหัวข้อถกเถียงสำคัญ ท่ามกลางความกังวลต่อเสถียรภาพการเมืองหลังการเลือกตั้ง ชี้ การตีความทางกฎหมาย 2 แนวทาง 1.ขัดรัฐธรรมนูญ หากบาร์โค้ดทำให้สืบรู้ตัวผู้ใช้สิทธิและผลโหวตได้ ย่อมกระทบหลักความลับ 2.ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ: หากพิจารณาแค่ช่วงเวลาขณะกากบาทในคูหาว่าไม่มีใครเห็น ก็ถือว่าเป็นการลงคะแนนโดยลับแล้ว (อิงบรรทัดฐานคำตัดสินปี 2549)
ส่วนตัวมองว่ามีแนวโน้มไปทาง ขัดรัฐธรรมนูญ เพราะคำว่า "ลับ" ควรเป็นความลับตลอดไป ไม่ใช่แค่ตอนอยู่ในคูหา หากนำบาร์โค้ดไปเทียบต้นขั้วและบัญชีรายชื่อได้ ก็ถือว่าสูญเสียความลับ
หาก กกต. หรือศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าการลงคะแนนครั้งนี้ "ไม่ลับ" อาจนำไปสู่ การจัดเลือกตั้งใหม่ทั้งประเทศ เนื่องจากใช้รูปแบบบัตรเหมือนกันทั่วประเทศ
ล่าสุด วันนี้ (20 ก.พ.) ศ.ดร.ไชยันต์ ไชยพร อาจารย์ภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ออกมาโพสต์ข้อความ ชี้ บัตรเลือกตั้งในอังกฤษมีบาร์โค้ดที่สามารถสืบย้อนถึงผู้ลงคะแนนได้ เพื่อใช้เป็นเครื่องมือป้องกันการทุจริต (เช่น การสวมสิทธิหรือยัดบัตร) แต่ในเวลาปกติข้อมูลนี้จะถือเป็นความลับสูงสุด โดยระบบจะแยกเก็บต้นขั้วและบัตรออกจากกันอย่างเด็ดขาด การจะจับคู่ข้อมูลเพื่อดูว่าใครเลือกใครนั้น จะทำได้ก็ต่อเมื่อมี "คำสั่งจากศาลเลือกตั้ง" เพื่อสอบสวนคดีทุจริตที่มีผลต่อการแพ้ชนะเท่านั้น ดังเช่นคดีในยุค 1970s ที่ศาลใช้รหัสนี้ตามสืบบัตรทุจริตจนพบและสั่งโมฆะได้สำเร็จ ทั้งนี้ ศ.ดร.ไชยันต์ ได้ระบุข้อความว่า
"ในทางนิติศาสตร์และทางปฏิบัติของการเลือกตั้งในอังกฤษ Barcode (หรือรหัสตัวเลข UIM) บนบัตรเลือกตั้งสามารถ "สืบย้อน" ไปถึงตัวผู้ลงคะแนนได้ในทางทฤษฎี
แต่มีกำแพงทางกฎหมายที่แข็งแกร่งมากกั้นไว้เพื่อรักษาความลับ
ทำไมถึงต้องทำให้ไม่ ”ลับสมบูรณ์แบบที่สุดในสามโลก“ ?
เจตนาไม่ใช่เพื่อแอบดูว่าคุณเลือกใคร
แต่มีไว้สำหรับ "กรณีที่มีการฟ้องร้องทางกฎหมาย" (Electoral Petition) เท่านั้น เช่น
การสวมสิทธิ (Personation) หากมีการพิสูจน์ได้ว่ามีคนแอบอ้างชื่อคุณไปลงคะแนน
ศาลเลือกตั้ง (Election Court) สามารถสั่งให้ดึงบัตรใบนั้นออกจากการนับคะแนนได้โดยใช้รหัสนี้
การป้องกันทุจริต เพื่อตรวจสอบว่าไม่มีการ "ยัดบัตร" (Ballot Stuffing) ที่ไม่ได้ออกมาจากเล่มที่ถูกต้อง
แม้จะสืบได้ แต่กระบวนการถูกออกแบบให้ "ไม่มีใครเห็น" ทั้งสองส่วนพร้อมกันในเวลาปกติ
การแยกส่วน หลังจากปิดหีบ ต้นขั้วบัตร (Corresponding Number List) จะถูกผนึกใส่ซองแยกต่างหากทันที และถูกส่งไปเก็บไว้ในที่ปลอดภัย
การนับคะแนน:
ในขณะนับคะแนน เจ้าหน้าที่จะเห็นเพียง "บัตรเลือกตั้ง"
แต่จะไม่ได้รับอนุญาตให้ดู "ต้นขั้ว" ดังนั้นพวกเขาจึงไม่มีทางรู้ว่าบัตรใบนั้นเป็นของใคร
การเปิดผนึก การจะเปิดดูว่าบัตรเลขนี้เป็นของใคร ต้องได้รับคำสั่งจากศาลเลือกตั้ง (Election Court) เท่านั้น
และมักจะเกิดขึ้นในกรณีที่ผลการเลือกตั้งก้ำกึ่งมากจนมีนัยสำคัญต่อชัยชนะ
กรณีตัวอย่าง : กรณีการเลือกตั้งสภาเขต Richmond-upon-Thames (ปลายทศวรรษ 1970)
กรณีนี้เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดของการใช้เลขรหัส (Serial Numbers) เพื่อตรวจสอบการทุจริต:
เหตุการณ์: มีการร้องเรียนเรื่องการสวมสิทธิ (Personation) โดยพบว่ามีคู่สามีภรรยาชาวเยอรมันคู่หนึ่งและเด็กหญิงที่อายุไม่ถึงเกณฑ์ได้ไปลงคะแนน
คำสั่งศาล: ศาลได้สั่งให้เปิดผนึกเอกสารเพื่อสืบย้อนจากเลขรหัสบนบัตรและต้นขั้ว (Counterfoils)
ผลการตรวจสอบ: ศาลสามารถระบุบัตรเลือกตั้ง 3 ใบนั้นได้ และพบว่าทั้ง 3 ใบลงคะแนนให้ผู้สมัครจากพรรค Conservative บัตรดังกล่าวจึงถูกสั่งให้เป็นโมฆะและหักออกจากคะแนนรวมของพรรคนั้นทันที"
website : mgronline.com
facebook : MGRonlineLive
twitter : @MGROnlineLive
instagram : mgronline
line : MGROnline
youtube : MGR Online VDO