โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

‘คะแนนความโปร่งใส ผมให้ศูนย์’ เมื่อเลือกตั้ง (ไม่) ลับ ส่งผลต่อวิกฤตศรัทธา กกต. คุยกับ 'สมบัติ บุญงามอนงค์'

The MATTER

อัพเดต 17 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 17 ชั่วโมงที่ผ่านมา • Politics

“เราไม่ควรยอมให้การกระทําลักษณะนี้ของ กกต. เกิดขึ้นและดํารงอยู่ได้ หากเราไม่แก้ไข เสียงของเราก็แทบจะไม่มีพื้นที่ให้สะท้อนความต้องการที่แท้จริงของประชาชน”

แม้เลือกตั้ง 2569 จะเสร็จสิ้นไปแล้ว แต่ผลงานที่ผ่านมาของ กกต. ตั้งแต่ก่อนลงคะแนนเสียง วันที่ก้าวเท้าเข้าคูหา การนับคะแนนในแต่ละหน่วย จนถึงการรายงานผลเลือกตั้งที่ขัดข้องและล่าช้าในคืนวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ได้นำมาสู่ข้อกังขาเรื่องความโปร่งใสและเป็นธรรมของการเลือกตั้งครั้งนี้

โดยเฉพาะเมื่อพบว่าบัตรเลือกตั้งสีชมพูที่มีบาร์โค้ด ซึ่งถูกตั้งข้อสังเกตว่า สามารถสืบย้อนไปตัวตนของผู้ออกเสียงได้หากรวมกับต้นขั้ว และอาจทำลายหลักการเลือกตั้งโดยลับ จนนำไปสู่เสียงเรียกร้องจากหลายภาคส่วนให้มี กกต. แสดงความรับผิด

The MATTER พูดคุยกับ ‘หนูหริ่ง—สมบัติ บุญงามอนงค์’ หรือ ‘บก.ลายจุด’ ผู้อํานวยการมูลนิธิกระจกเงา ผู้สวมหมวกอีกใบเป็น ‘ม็อบดีไซเนอร์’ นักเคลื่อนไหวที่ขับเคลื่อนประเด็นการเมืองมาอย่างยาวนาน เกี่ยวกับการทำงานของ กกต. ที่ส่งผลต่อความเชื่อมั่นในระบบเลือกตั้ง จนเขามองว่านี่เป็นการเลือกตั้งที่แย่ที่สุดในชีวิต

ภาพ สมบัติ บุญงามอนงค์ (Photographer: Channarong Aueudomchote)

เลือกตั้ง69 เหมือนหรือต่างจากที่ผ่านมาอย่างไร?

สมบัติมองว่า การเลือกตั้งครั้งนี้มีความพิเศษกว่าครั้งอื่นๆ เพราะมีการทำประชามติเพิ่มเข้ามา ทำให้การรณรงค์ช่วงเลือกตั้งมี 2 ประเด็น ได้แก่ นโยบายของแต่ละพรรคการเมือง และการทำประชามติยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เขาจึงไม่รู้ว่าจะโฟกัสเรื่องไหนเนื่องจากมีประเด็นที่ต้องศึกษาจำนวนมาก

ส่วนบรรยากาศของการจัดการเลือกตั้ง สมบัติเห็นว่าประชาชนหลายคนรู้สึกกังขาและตั้งข้อสงสัยเรื่องความโปร่งใสและเป็นธรรมในการจัดการเลือกตั้งของ กกต. ในหลายๆ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ดังนี้

การสื่อสารและจัดการในสภาวะวิกฤตที่ไม่มีประสิทธิภาพ ผ่านการแถลงหรือให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนในประเด็นต่างๆ กลับไปมา ไม่มีความชัดเจน ทั้งที่ กกต. เป็นหน่วยที่รับผิดชอบเพียงเรื่องเดียวคือ “จัดการเลือกตั้ง”

การซื้อสิทธิ-ขายเสียง อ้างอิงจากรายงานของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ซึ่งระบุว่ามีการเบิก “เงินสด” มากถึง 100-250 ล้านบาท ซึ่งบางรายขอแลกเป็นธนบัตรฉบับละ 100 บาท หรือ 500 บาทเท่านั้น เหล่านี้ถือเป็นความผิดปกติที่เกิดขึ้นในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้ง

การทำงานของคณะกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง (กปน.) ผู้ควรทำหน้าที่อำนวยความสะดวกและนับคะแนนแต่ละหน่วยให้โปร่งใสที่สุด แต่ผลกลับออกมาว่ามีหลายหน่วยกีดกันการเฝ้านับคะแนนของประชาชน ขานคะแนนผิด ไม่แสดงบัตรเลือกตั้ง มุดกระดาษขีดคะแนน หรือบัตรเขย่ง ทำให้เกิดข้อสงสัยต่อการอบรมและการประสานงานของ กกต.

การรายงานผลการเลือกตั้ง ซึ่งหากใครติดตามผลการเลือกตั้งในคืนวันที่ 8 กุมภาพันธ์ จะเห็นว่ามีช่วงเวลากว่า 1-2 ชั่วโมงที่เว็บไซต์ของ กกต. ไม่มีการอัปเดตคะแนน และใช้เวลากว่าสัปดาห์ถึงจะมีรายงานผลการนับคะแนนดังกล่าว

ภาพ ความสัมพันธ์ระหว่างเล่มที่-เลขที่บัตรเลือกตั้งสีชมพูและบารโค้ด (cr.earthchie)

บัตรเลือกตั้งมีบาร์โค้ด ซึ่งปรากฏอยู่ท้ายบัตรเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ (สีชมพู) ซึ่งสามารถสืบถึงต้นขั้วและข้อมูลของผู้ออกเสียงได้ ทำให้การเลือกตั้งครั้งนี้ ‘ไม่ลับ’ และมีความสุ่มเสี่ยงเป็น ‘โมฆะ’

“นี่เป็นเรื่องใหญ่มาก เป็นปรากฏการณ์ที่ไม่เคยมีในชีวิตผม อาจจะมีในช่วงปี 2500 แต่ว่าผมเกิดไม่ทัน แต่พูดได้เลยว่า ผมคิดว่าการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นการเลือกตั้งที่แย่ที่สุดในชีวิต” สมบัติ กล่าว

การเลือกตั้งควรเป็นไปโดยลับและโปร่งใส

หลักการเบื้องต้นของการเลือกตั้งควรตั้งอยู่บน ‘ความโปร่งใส’ ที่เปิดให้ประชาชนเห็นว่า กกต. กำลังอะไร และการสื่อสารเพื่อสร้างความเข้าใจต่อสังคมโดยรวม

“ผมคิดว่าในคะแนนเกี่ยวกับความโปร่งใส ผมให้ศูนย์ หาความโปร่งใสไม่เจอ ไม่มีองค์กรภายนอก ไม่มีสื่อภายนอกไปช่วยดูวิธีการทํางานภายใน กกต. เราแทบไม่เห็นบอร์ดกรรมการทั้ง 7 ท่านของ กกต. ออกมาแสดงบทบาท หรือการทําหน้าที่ในการจัดการเลือกตั้ง รวมถึงการแก้วิกฤตการที่เกิดขึ้น ดังนั้น ในเรื่องของความโปร่งใสเนี่ยคิดว่าไม่มี” สมบัติ กล่าว

เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ กกต. ได้เผยแพร่ข่าวประชาสัมพันธ์โดยยืนยันว่า การเลือกตั้งดำเนินไปภายใต้หลักการ ออกเสียงโดยตรงและลับ ทุกขั้นตอนมีมาตรการทางกฎหมายรองรับอย่างชัดเจน ผู้เขียนจึงถามสมบัติว่าเขาคิดเห็นอย่างไรกับประเด็นนี้?

“ผมคิดว่า การมีรหัสอิเล็กทรอนิกส์อยู่ในบัตรเลือกตั้งหรือต้นขั้ว มันทําลายความเป็น ‘ความลับ’ ไปแล้ว” สมบัติ ตอบ

**แม้ กกต. จะอ้างว่าบัตรและต้นขั้วเหล่านี้ถูกแยกส่วนและจัดเก็บในที่ที่คนทั่วไปเข้าถึงไม่ได้ แต่สมบัติอยากชวนมองตามมาตรา 85 ของรัฐธรรมนูญ ที่ระบุว่าการเลือกตั้ง สส. ให้ใช้วิธีการออกเสียงโดยตรงและลับ ซึ่งการเป็นลับนี้ไม่ควรมีใครล่วงรู้ว่าประชาชนเลือกอะไร แม้แต่ กกต. เอง

“เราแทบไม่ต้องไปสนใจเรื่องที่จัดเก็บด้วยซ้ำไป แต่ถ้าสามารถเข้าถึงที่จัดเก็บบัตรได้อีก นี่จบเกมเลย”

“เอาจริงๆ ไม่ต้องเข้าถึงที่จัดเก็บบัตรของ กกต. ก็สามารถล่วงรู้การลงคะแนนของประชาชนได้แล้ว ถ้าเข้าใจหลักการนี้ตั้งแต่ต้นและมีการเก็บข้อมูลจํานวนหนึ่ง…ผมสามารถรู้ได้ตั้งแต่หน้าหน่วยเลย ว่าคนที่มาลงคะแนนเลือกพรรคการเมืองไหน เลือก สส. คนไหน หากผมมีการเตรียมพร้อมที่เพียงพอ” สมบัติ กล่าว**

**ภาพ กิจกรรมชุมนุมหน้าหอศิลปฯ BACC เมื่อ 14 ก.พ. 2569 (Photographer: Asadawut Boonlitsak)

คิดอย่างไรกับคำอธิบายที่ว่า Barcode-QR Code เป็นมาตรการเพื่อความปลอดภัย?

สมบัติตั้งคำถามต่อคำอธิบายดังกล่าวใน 2 ประเด็น ดังนี้

ประการแรก คือ สามารถทํารหัสเหมือนกันเป็นเล่มๆ โดยไม่เจาะรายบุคคลได้หรือไม่ หรือทำเป็นเล่มล็อตแบบที่ กกต. แจ้งตอนต้น ก่อนถูกจับได้ว่าแต่ละใบมีรหัสเฉพาะบัตรซึ่งตรงกับต้นขั้ว

ประการที่ 2 คือ เห็นว่ามีการทำ QR Code ตั้งแต่บัตรเลือกตั้งในปี 2566 จึงอยากทราบว่าที่ผ่านมา กกต. เคยใช้ฟังก์ชันดังกล่าวในการตรวจสอบบัตรบ้างหรือไม่ โดยเฉพาะเมื่อเกิดกรณีบัตรเขย่งซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งในการเลือกตั้งที่ผ่านมาและการเลือกตั้งครั้งนี้

“การตรวจสอบบัตรเขย่ง ซึ่งมีตั้งแต่การเลือกตั้งเมื่อกว่า 2 ปีที่แล้ว อยากรู้ว่า กกต. ได้ใช้ฟังก์ชั่นนี้ไหมในการตรวจสอบเรื่องความปลอดภัยหรือไม่ ผลเป็นอย่างไร เพราะเราไม่เคยได้ยินเรื่องการตรวจสอบทุจริตโดยใช้ฟังก์ชันนี้จาก กกต. เลย” สมบัติ ตั้งคำถาม

บัตรเลือกตั้งที่สืบกลับไปหาต้นขั้วได้ มีความน่ากังวลอะไรบ้าง?**

“อันดับแรก ก็จะทําให้การซื้อสิทธิ-ขายเสียงแข็งแรงมากขึ้น มีระบบตรวจสอบว่าถ้าซื้อเสียงแล้ว คนที่รับเงินไปจะกาให้เบอร์ของตัวเองหรือไม่ เพราะเขาสามารถตรวจสอบได้” สมบัติ ตอบ

เพราะหลักการลงคะแนนโดยลับทำให้การแจกเงินหรือซื้อสิทธิ-ขายเสียงมีประสิทธิภาพต่ำ เพราะประชาชนสามารถรับเงินโดยไม่จำเป็นต้องกาให้จริงๆ ดังนั้น หากมีบัตรเลือกตั้งที่สืบย้อนไปหาผู้ออกเสียงได้ ก็อาจทำให้เกิดระบบตรวจสอบขึ้นมา

การโหวตที่ตรวจสอบได้นี้ อาจส่งผลต่อการเจริญเติบโตในหน้าที่การงานของบางกลุ่ม เช่น ทหารในค่าย อัยการ ผู้พิพากษา ปลัดกระทรวง หรือข้าราชการต่างๆ ที่อาจถูกฝ่ายการเมืองหรือฝ่ายบริหารตรวจสอบทัศนคติทางการเมืองว่าเอนเอียงไปที่พรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งหรือไม่ แล้วอาจทำให้หลายๆ คนไม่กล้าออกไปใช้สิทธิของตัวเองอีกเลย


ภาพ การจงใจแบ่งเขตเลือกตั้งให้บางพรรคการเมืองได้เปรียบในการเลือกตั้งหรือ Gerrymandering (cr. thehumangeoguy.com)

ความน่ากังวลสุดท้าย คือ หากมีผู้เข้าถึงข้อมูลเหล่านี้และนำบัตรเลือกตั้งมาจัดทำเป็น Big Data ก็อาจส่งผลต่อความได้เปรียบ-เสียเปรียบของพรรคการเมืองในการกำหนดยุทธศาสตร์การเลือกตั้ง หรือการแบ่งเขตเลือกตั้งเพื่อให้ผู้สมัครบางคนหรือบางพรรคได้ประโยชน์ เพราะรู้ว่าแต่ละพื้นที่มีแนวโน้มในการออกเสียงอย่างไร

เมื่อประชาชนเกิดวิกฤตศรัทธาต่อ กกต.

“นี่เป็นวิกฤตศรัทธานะ ผมว่าแบรนด์ของ กกต. ตอนนี้ น่าจะเรียกว่า ‘เน่า’ คืออยู่ในภาวะที่จริงๆ ต้องเจ๊งเลย เพราะมีความเสี่ยงที่จะไม่สามารถทําหน้าที่หลักตามอุดมการณ์ขององค์กรนี้ต่อไปได้” สมบัติ กล่าว

ม็อบดีไซเนอร์คนนี้ อธิบายว่า เพราะ กกต. ไม่สามารถจัดการเลือกตั้งให้สุจริต ยุติธรรม และโปร่งใสได้ แถมยังทําลายกระบวนการการเลือกตั้งทั้งที่เป็นผู้จัดการเลือกตั้ง เหล่านี้สร้างความเสียหายต่อองค์กรอย่างมาก

นอกจากนั้น ยังมีประเด็นเรื่องบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งซึ่งสุ่มเสี่ยงที่จะทำให้การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นโมฆะ และอาจทำให้ผู้เกี่ยวข้องต่างๆ อย่าง กกต. เองต้องถูกดำเนินคดีถึงขั้นติดคุก ซึ่งสมบัติมองว่านี่เป็นยุคที่ตกต่ำที่สุดของ กกต. ตั้งแต่เคยมีมา

แล้ว กกต. ชุดนี้ควรแสดงความรับผิดชอบอย่างไร? เพื่อกู้ความเชื่อมั่นต่อการเลือกตั้งไทยกลับมา

สมบัติเสนอว่า หาก กกต. ไม่ได้มีเจตนาทำให้การเลือกตั้งครั้งนี้ผิดไปจากหลักการที่ควรจะเป็น สิ่งที่ กกต. ควรทำขณะนี้ คือ การเปิดข้อมูลให้เกิดความโปร่งใส หรือมีเวทีไต่สวนสาธารณะ เพื่อให้ประชาชนหรือสื่อมวลชนได้มีส่วนร่วมในการตั้งคําถามต่อเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น


ภาพ กิจกรรมชุมนุมหน้าหอศิลปฯ BACC เมื่อ 14 ก.พ. 2569 (Photographer: Asadawut Boonlitsak)

“แม้ว่าจะมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์มาก่อนหน้านี้ แต่หาก กกต. เปิดทุกอย่างแบบ 360 องศา ตอบคําถามสังคมอย่างตรงไปตรงมา แม้สุดท้ายจะยังเหลือความไม่เข้าใจอยู่จํานวนหนึ่ง แต่ผมคิดว่าการทำแบบนี้จะช่วยสร้างความเข้าใจ แล้วความเข้าใจนั้นอาจจะนําไปสู่การให้โอกาส แต่ก็ต้องมีการแก้ไขสิ่งที่ผิดพลาดด้วย” สมบัติ อธิบาย

ทั้งนี้ หาก กกต. มีเจตนาทำให้การเลือกตั้งครั้งนี้ผิดเพี้ยนไปจากหลักความเป็นธรรมและความเป็นจริง สมบัติมองว่า “ไม่มีทางที่จะฟื้นฟูความเชื่อมั่นกลับมาได้ ต้องกวาดล้างคณะผู้บริหารทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ออก” แล้วดำเนินการสรรหาโดยเปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วม เพื่อให้องค์กรมีความโปร่งใสมากขึ้น

หากเป็นเลขาธิการ กกต. วันนี้ จะจัดแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนอย่างไร?

“ผมคิดว่าต้องเล่าเรื่องสิ่งที่เกิดขึ้นเบื้องหลังที่คนมองไม่เห็น” สมบัติ ตอบ

**เริ่มจากเรื่องการทำงานของ กปน. ที่มีปัญหาหลายหน่วยตามที่กล่าวไปก่อนหน้านี้ ซึ่งประชาชนหลายคนสงสัยว่าข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้น ถูกดำเนินการอย่างไรต่อ มีการแจ้งความ สอบสวน หรือแก้ไขใดๆ หรือไม่

ถัดมา คือ ระบบการทำงานของ War Room ซึ่งเป็นผู้รวบรวมคะแนนที่ถูกส่งมาจากแต่ละหน่วยเลือกตั้ง ควรเปิดว่ามีระบบการทำงานอย่างไร แล้วทำไมการรายงานผลคะแนนในคืนวันที่ 8 ถึงหยุดชะงักอยู่หลายชั่วโมง ทำไมจำนวนผู้ใช้สิทธิและผลคะแนนถึงขยับขึ้นลงไปมา รวมถึงการรายงานผลอย่างไม่เป็นทางการที่ค้างอยู่ 94% เป็นสัปดาห์ แล้วเกิดอะไรขึ้นกับอีก 6% ที่เหลือ

“รูปธรรมจริงๆ คืออะไร เมื่อตรวจสอบความผิดพลาดของคะแนนหรือมีความไม่ปกติในแต่ละหน่วยหรือเขต คุณค้นพบอะไรบ้าง มีการโกง มีความผิด ต้องบอกออกมาให้หมด พร้อมเปิดให้ประชาชนตั้งคําถามเพื่อชี้แจงให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ผมคิดว่าคงทําแบบนั้น” สมบัติ ระบุ

แล้วคิดว่า กกต. ติดค้างคำขอโทษต่อประชาชนทั้งประเทศไหม?

“ติดค้าง เพราะไปแจ้งความประชาชน กินภาษีแต่ว่าไม่ทําหน้าที่ให้เต็มที่ แถมยังพาการเลือกตั้งที่ใช้งบประมาณหลายพันล้าน ไปสู่ความสุ่มเสี่ยงที่จะต้องมีการใช้งบประมาณในการจัดการเลือกตั้งครั้งใหม่ ทําให้ประชาชนเสียเวลาและเสียความรู้สึก แล้วก็เสียศรัทธาต่อกระบวนการการเลือกตั้ง ซึ่งเป็นกระบวนการสําคัญอันหนึ่งในระบบประชาธิปไตย” สมบัติ กล่าว

อย่างไรก็ตาม สมบัติมองว่าแค่คำขอโทษคงไม่พอ แต่ กกต. ควรแสดงความรับผิดชอบด้วยการ ‘ลาออก’ และรับผลหากมีการดำเนินคดีเกิดขึ้น

สุดท้ายแล้วอยากให้ประเด็นนี้จบลงทางไหน?

“ผมคิดว่าต้องจัดเลือกตั้งใหม่” สมบัติ ตอบ

**ด้วยเหตุผลว่าการมีบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งทำให้การออกเสียงครั้งนี้ไม่เป็นลับอีกต่อไป การเลือกตั้งที่ผ่านมาจึงควรเป็นโมฆะ

อย่างไรก็ตาม สมบัติระบุว่าเขาไม่สามารถอ่านใจศาลรัฐธรรมนูญว่าจะมองเรื่องนี้อย่างไร แต่โดยสามัญสำนึกแล้ว หลายคนก็เห็นตรงกันว่าการทำงานของ กกต. รอบนี้เข้าข่ายล้มเหลว และควรมีการเลือกตั้งใหม่


ภาพ สมบัติ บุญงามอนงค์ (Photographer: Channarong Aueudomchote)

ฝากถึงประชาชน ทำไมการออกมาเรียกร้องหรือจับตาการเลือกตั้งจึงสำคัญ?

“ผมเห็นว่าประชาชนควรติดตามขบวนการการเลือกตั้งทั้งหมด” สมบัติ ตอบ

เพราะในระบบประชาธิปไตย อํานาจอธิปไตยหรืออํานาจสูงสุดเป็นของประชาชน ซึ่งประเทศไทยเป็นประชาธิปไตยที่ผ่านระบบรัฐสภา และการได้มาซึ่งผู้แทนราษฎรก็มาจากประชาชนที่เป็นเจ้าของอํานาจอธิปไตยออกไปใช้เสียงของตัวเอง ว่าจะให้ใครเป็นผู้แทนราษฎรเข้าไปทําหน้าที่

“แน่นอนว่าผมไม่เชื่อเรื่อง ‘ประชาธิปไตย 4 วินาที’ เพราะผมรู้ว่ากว่าประชาชนจะออกไปโหวต พวกเราใช้เวลาและพลังงานมหาศาลไปกับการติดตามข้อเสนอและพฤติกรรม รวมถึงประวัติความเป็นมาของพรรคการเมืองและผู้สมัครแต่ละคน…แต่กลับปรากฏว่าคะแนนที่โหวตไป ไม่เป็นไปตามเจตจํานงของประชาชน” สมบัติ กล่าว

**‘ประชาธิปไตย 4 วินาที’ เป็นวลีที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในการเมืองไทย เริ่มจากวิกฤตการเมืองช่วงปี 2548 ซึ่งถูกหยิบมาใช้อธิบายความไม่เชื่อมั่นหรือศรัทธาต่อการเลือกตั้ง ในแง่ที่ว่าประชาชนในฐานะเจ้าของอำนาจอธิปไตยมีโอกาสใช้อำนาจของตนเพียงชั่วขณะที่เข้าคูหากาบัตรเลือกตั้งเท่านั้น เมื่อการเลือกตั้งสิ้นสุดลงประชาชนก็หาได้มีโอกาสเข้าถึงและใช้อำนาจนั้นได้โดยตรงอีกต่อไป

“ผมคิดว่า เราไม่ควรยอมให้การกระทําลักษณะนี้ (ของ กกต.) เกิดขึ้นและดํารงอยู่ได้ ทั้งที่เกิดขึ้นในปัจจุบันและจะเกิดขึ้นในอนาคต หากเราไม่แก้ไขตรงนี้ เสียงของเรานี้ก็แทบจะไม่มีพื้นที่ให้สะท้อนความต้องการที่แท้จริงของประชาชน ผมจึงคิดว่าการที่ประชาชนติดตามการทํางานของ กกต. ในเวลานี้จึงถูกต้อง” สมบัติ อธิบาย

ดังนั้น ประชาชนทุกคนจึงควรร่วมจับตา ติดตาม และส่งเสียงกันต่อไป เพื่อให้ระบบการเลือกตั้งซึ่งเป็นพื้นที่สะท้อนเสียงของประชาชนนี้ มีความสุจริต ยุติธรรม และโปร่งใส เพื่อให้ผู้แทนราษฎรมาจากเสียงของราษฎร เข้าไปปฏิบัติหน้าที่เพื่อราษฎรอย่างแท้จริง
Graphic Designer: Manita Boonyong
Editor: Thanyawat Ippoodom**

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...