โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

‘ศุภจี-สีหศักดิ์-เอกนิติ’ พลิกสนามเลือกตั้ง!

ไทยโพสต์

อัพเดต 21 มกราคม 2569 เวลา 22.09 น. • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

การเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 กำลังเดินไปคนละจังหวะกับหลายครั้งที่ผ่านมา ความเปลี่ยนแปลงไม่ได้เริ่มจากเวทีปราศรัยหรือเสียงเชียร์บนโซเชียล แต่เริ่มจากวิธีคิดของผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนหนึ่งที่หันมาชั่งน้ำหนักการเมืองด้วยคำถามง่าย ๆ

ถ้ารัฐบาลใหม่เกิดขึ้น ประเทศจะเดินต่อได้แค่ไหน และใครพร้อมเริ่มงานทันที

ผู้มีสิทธิเลือกตั้งกลุ่มนี้ไม่ได้ผูกพันกับพรรคใดเป็นพิเศษ ไม่ยึดติดกับสี และไม่ได้ต้องการแสดงตัวตนทางการเมือง การเมืองสำหรับพวกเขาเป็นเรื่องเศรษฐกิจ งาน รายได้ และเสถียรภาพในชีวิตจริง มากกว่าเรื่องคำขวัญหรือการเอาชนะทางอุดมการณ์

คนกลุ่มนี้มีอยู่มากในเมืองหลวงและเมืองใหญ่ และเป็นกลุ่มที่มักตัดสินใจช่วงท้าย แต่การตัดสินใจเพียงครั้งเดียว สามารถเปลี่ยนผลรวมของการเลือกตั้งได้

เมื่อคิดในกรอบนี้ การเมืองจึงไม่ใช่การแข่งขันกันพูด แต่เป็นการแข่งขันกัน “ทำให้เห็นภาพ” ว่าหลังปิดหีบ ประเทศจะหน้าตาอย่างไรและรัฐบาลจะเดินงานได้เร็วแค่ไหน

จากจุดนี้เอง ชื่อของ ศุภจี สุธรรมพันธุ์, สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว และ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ถูกพูดถึงต่อเนื่อง ไม่ใช่ในฐานะคนดัง แต่ในฐานะคนที่สามารถเข้ามารับงานของรัฐได้ทันที

อย่างไรก็ตาม กระแสของสามคนนี้ไม่ได้เกิดจากการจัดวางชื่อให้ดูเหมาะกับตำแหน่งเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากคุณภาพบางอย่างร่วมกัน ซึ่งสังคมรับรู้ได้โดยไม่ต้องมีใครอธิบายยืดยาว

อย่างแรกคือ ทั้งสามคนถูกมองว่าเข้าใจงานจริง ไม่ได้พูดการเมืองเป็นหลัก แต่พูดภาษาของระบบ พูดภาษาขององค์กร และพูดจากประสบการณ์ที่ต้องรับผิดชอบผลลัพธ์มาก่อน คนกลุ่มนี้ไม่ได้สร้างภาพหวือหวา แต่สร้างความรู้สึก ว่า “รู้จังหวะ” และ “รู้ข้อจำกัด” ของรัฐ

อย่างที่สองคือ สามคนนี้ไม่มีแผลทางการเมืองให้สังคมต้องลังเล ไม่มีประวัติการเผชิญหน้าทางความคิดแบบรุนแรง ไม่มีภาพความขัดแย้งที่พาคนไปแบ่งขั้ว ทำให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งสายกลางสามารถรับได้โดยไม่ต้องเลือกข้าง

และอย่างที่สาม ซึ่งสำคัญมากคือภาพของความเป็นมืออาชีพที่ไม่ต้องอาศัยอารมณ์ ทั้งสามคนถูกมองว่าเป็นคนทำงานจริงในโลกจริง ไม่ใช่คนที่ต้องพิสูจน์ตัวเองผ่านเวทีการเมืองก่อนจะเริ่มเรียนรู้งานรัฐ

ศุภจีถูกเชื่อมกับงานพาณิชย์และการหารายได้ เอกนิติถูกเชื่อมกับการเงินการคลัง สีหศักดิ์ถูกเชื่อมกับต่างประเทศ

การวางคนกับงานแบบนี้ถูกผูกเข้ากับ พรรคภูมิใจไทย อย่างเป็นชุด ทำให้สังคมนึกภาพรัฐบาลหลังเลือกตั้งได้ทันที โดยไม่ต้องจินตนาการต่อว่าคนเหล่านี้จะ ไปเรียนรู้งานกันหน้างาน

ตรงนี้คือจุดที่สนามเลือกตั้งเริ่มเปลี่ยน

เพราะเมื่อวางเทียบกับอีกสองพรรคที่ถูกมองว่ามีโอกาสขึ้นมาเป็นอันดับหนึ่งและจัดตั้งรัฐบาล ความต่างเห็นชัดในทันที

กรณีของพรรคประชาชน แม้จะเปิดตัวทีมผู้บริหารโดยผูกชื่อแต่ละคนเข้ากับกระทรวงที่รับผิดชอบอย่างชัดเจนแล้ว แต่การตอบสนองของสังคมยังหยุดอยู่แค่ระดับการรับรู้ข้อมูล ไม่พาอารมณ์ และไม่ดึงความรู้สึกร่วมในวงกว้าง

ชื่อถูกเปิด แต่สนามไม่ขยับ!

ผู้คนรับรู้ว่าใครดูแลงานอะไร แต่ยังไม่รู้สึกว่าทีมนี้จะพาประเทศเดินหน้าได้ไวหรือมั่นใจกว่าใคร เมื่อนำมาเทียบกับสามชื่อของภูมิใจไทย ความต่างจึงเห็นได้ชัดในเชิงคุณภาพของการรับรู้

สำหรับพรรคเพื่อไทย ภาพที่ปรากฏกลับเบาบางยิ่งกว่า พรรคแทบไม่สื่อสารภาพทีมบริหารประเทศในภาพรวมให้สังคมเห็นอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งไม่เห็นทีมเศรษฐกิจทั้งชุด ไม่เห็นทีมต่างประเทศ และไม่เห็นการจัดวางบุคลากรให้ทำงานเชื่อมกันเป็นระบบเดียว

สิ่งที่ถูกสื่อสารออกมาหนักที่สุดจึงกลายเป็นการผลักดันแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีเพียงคนเดียว คือ “ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์” สังคมรับรู้พื้นเพด้านวิชาการ รู้ว่าเป็นหลานของทักษิณและเป็นคนในตระกูลชินวัตร แต่ยังไม่เห็นประสบการณ์ด้านการบริหารรัฐ ไม่เห็นผลงานเชิงนโยบาย และไม่เห็นภาพความสามารถในการจัดการระบบราชการจริง

เมื่อไม่มีภาพทีม ไม่มีโครงสร้าง และไม่มีการเชื่อมโยงคนกับงาน การรับรู้จึงหยุดอยู่แค่ระดับชื่อ ไม่พาอารมณ์สนามให้เดินตาม และไม่ก่อให้เกิดความรู้สึกว่าเหนือกว่าใครในกลุ่มสามพรรค

ขณะที่อีกฟากหนึ่ง กระแส “ศุภจี-สีหศักดิ์-เอกนิติ” กลับเดินต่อ เพราะมันไม่ได้ขายคำพูด แต่ขายความพร้อม และขายความมั่นใจว่าคนกลุ่มนี้ไม่ต้องลองผิดลองถูก

เมื่อมองให้ครบทุกมิติ ภาพของสามคนนี้ยังได้แรงหนุนจากโครงสร้างด้านความมั่นคงที่วางอยู่แล้ว ประสบการณ์ที่สังคมรับรู้ของ “อนุทิน ชาญวีรกูล” ทำหน้าที่เป็นฐานรองรับ ทำให้ทีมเศรษฐกิจ การคลัง และต่างประเทศ ถูกมองว่ามีกรอบเสถียรภาพค้ำอยู่

พูดให้ชัด สามคนคือธง ความมั่นคงคือฐาน

เมื่อวางสามพรรคที่ถูกมองว่าแย่งชิงพื้นที่อันดับหนึ่งมาเทียบกัน ภูมิใจไทยจึงเป็นพรรคเดียวที่ทำให้สังคมเห็นภาพทีมครบทั้งเศรษฐกิจ การคลัง ต่างประเทศ และความมั่นคงในเฟรมเดียว

กระแส “ศุภจี-สีหศักดิ์-เอกนิติ” ไม่ได้ไปแย่งฐานเสียงที่เหนียวแน่นของใคร แต่ทำงานกับกลุ่มที่ยังเปิดรับเหตุผล และพร้อมเปลี่ยนการตัดสินใจ หากเห็นความพร้อมที่จับต้องได้

การเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์ รอบนี้ จึงไม่ใช่การแข่งกันว่าใครพูดอะไร แต่เป็นการแข่งกันว่า ใครทำให้คนเชื่อว่า พร้อมจัดการประเทศได้ครบด้านตั้งแต่วันแรก

และนี่คือเหตุผลที่กระแส “ศุภจี-สีหศักดิ์-เอกนิติ” กำลังทำให้สนามเลือกตั้งไม่เหมือนเดิมจริง ๆ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...