โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

15 ปี”ยูนิโคล่”ในไทย เดินเกมเรื่องยั่งยืนอย่างไร ??

เดลินิวส์

อัพเดต 22 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 21.36 น. • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เดลินิวส์
เป้าหมายและแผนการด้านความยั่งยืนของยูนิโคล่ ประเทศไทย ในปี 2569 มุ่งสร้างสรรค์เสื้อผ้าที่ดีและลดลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมให้น้อยที่สุด สนับสนุนและส่งเสริมสังคมไทยอย่างต่อเนื่องผ่านโครงการ RE.UNIQLO มีเป้าหมายการใช้พลังงานหมุนเวียน 100% ภายในปีงบประมาณ 2030 มุ่งใช้วัตถุดิบจากฝ้ายเชิงฟื้นฟู

“เสื้อผ้า”ได้เปลี่ยนวัตถุประสงค์จากเครื่องนุ่งห่มเป็นแฟชั่น หลายแบรนด์ ขับเคลื่อนตัวเองไปสู่ฟาสต์แฟชั่น จึงต้องออกมาสื่อสารเรื่องการผลิตที่ใช้น้ำน้อย สีย้อมผ้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อท ตลอดจนนำวัสดุที่รีไซเคิลได้มาเป็นเส้นใยเป็นต้น

เข้าสู่ปีที่ 15แล้ว สำหรับ ยูนิโคล่ แบรนด์เสื้อผ้าสัญชาติญี่ปุ่น ที่ได้มาปักธงในประเทศไทยจำนวน 50 สาขา ตอกย้ำพันธกิจด้านความยั่งยืนเพื่อสังคมไทย และคนไทย มุ่งหวังที่จะเปลี่ยนเครื่องแต่งกายคุณภาพสูงให้กลายเป็น “พลังแห่งความดี” (Force for Good)ให้ความสำคัญกับผู้คน (people) โลก (planet) และชุมชน (community)

มร.โยชิทาเกะ วาคากุวะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ยูนิโคล่ (ประเทศไทย) กล่าวว่า สำหรับเป้าหมายและแผนการด้านความยั่งยืนของยูนิโคล่ ประเทศไทย ในปี 2569 มุ่งสร้างสรรค์เสื้อผ้าที่ดีและลดลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมให้น้อยที่สุด สนับสนุนและส่งเสริมสังคมไทยอย่างต่อเนื่องผ่านโครงการ RE.UNIQLO และ ส่งเสริมการศึกษาเพื่อสร้างโอกาสในการประกอบอาชีพ หลังจากที่เริ่มต้นโครงการนำร่องในปี 2568 และได้รับเสียงตอบรับอย่างดีจากผู้เข้าร่วมโครงการ ในปี 2569 เตรียมขยายโครงการ UNIQLO Clothing Corner ให้ครอบคลุมการให้บริการครบทั้ง 50 สำนักงานเขตทั่วกรุงเทพฯ โดยเริ่มตั้งแต่กลางปี 2569 เป็นต้นไป และคาดหวังให้ครบทั้ง 50 เขต ภายในปี 2573เพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงเชิงบวกในวงกว้าง และส่งเสริมคุณภาพชีวิตของผู้คนในสังคมไทยอย่างยั่งยืน

มร.โยชิทาเกะ กล่าวต่อว่ายูนิโคล่ เน้นการการเปลี่ยนมาใช้วัตถุดิบยั่งยืน เช่น ลินินพรีเมียม หรือฝ้ายออร์แกนิก มีนโยบายชัดเจนที่จะไม่ผลักภาระต้นทุนด้านความยั่งยืนไปให้ผู้บริโภค และพยายามคงระดับราคาเดิมไว้ให้ได้มากที่สุด แม้จะมีการปรับปรุงคุณภาพวัสดุให้ยั่งยืนขึ้นก็ตาม เป้าหมายของเราคือการส่งมอบสินค้าคุณภาพดีที่ใส่ได้นาน ในราคาที่เหมาะสม เพื่อให้ลูกค้าทุกคนรู้สึกว่าการสวมใส่ยูนิโคล่คือการร่วมสร้างคุณค่าให้สังคมโดยไม่ต้องจ่ายแพงขึ้น

“ปัจจุบันมีบางส่วนที่สามารถปลูกและผ่านกรรมวิธีผลิตได้ในประเทศไทย แต่ก็ยังมีบางส่วนที่ต้องนำเข้ามาจากต่างประเทศ เน้นการใช้วัตถุดิบออร์แกนิกมากขึ้นตามความสนใจของผู้บริโภค” มร.โยชิทาเกะ กล่าวถึงการใช้วัตถุดิบจากธรรมชาติในการผลิตเสื้อผ้า

มร.โยชิทาเกะ เผยว่า อุดมคติของยูนิโคล่คือการสร้างเสื้อผ้าที่ใส่ได้นานเป็น 10 ปีโดยไม่ล้าสมัย เช่น กลุ่มอินเนอร์แวร์หรือเสื้อตัวใน เราพยายามทำให้ทุกชิ้นเป็นไอเทมที่ใช้ได้ยาวนานในทุกฤดูกาล แม้ตอนนี้จะยังไม่ถึงจุดที่สมบูรณ์แบบร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่เรากำลังพยายามขับเคลื่อนไปสู่จุดนั้น

"การวัดความยั่งยืนเป็นตัวเลขนั้นทำได้ยาก แต่บรรทัดฐานสำคัญของเราคือ “การรับรู้ของลูกค้า”ว่ายูนิโคล่สร้างประโยชน์ให้เขาและสังคมจริงหรือไม่ หากยอดขายเติบโตนั่นสะท้อนว่าลูกค้าเชื่อมั่นในคุณค่าและเลือกสวมใส่เสื้อผ้าของเราต่อไป โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ตลอดช่วงเวลา 15 ปีที่เราประกอบธุรกิจในไทยที่ผ่านมา เราก็ได้เจอกับช่วงเวลาที่ท้าทายหลายครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงโควิด แต่พนักงานของเราทุกคนก็ยังคงมุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหาสังคมและนำบทเรียนเหล่านั้นมาสร้างกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อไป”

มร.โยชิทาเกะ กล่าวว่า ตั้งแต่ปี 2555 ยูนิโคล่ ประเทศไทย ได้ส่งต่อเสื้อผ้ายูนิโคล่สภาพดีที่ได้รับบริจาคจากลูกค้าให้แก่ผู้ที่ต้องการความช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง ปี 2566 ยูนิโคล่ได้เปิดตัว RE.UNIQLO STUDIO เป็นครั้งแรกในประเทศไทย เพื่อให้บริการซ่อมแซมและดัดแปลงเสื้อผ้าระหว่างเดือนมกราคมถึงธันวาคม 2568 มีลูกค้านำไอเทมยูนิโคล่ตัวเก่ามารับบริการที่ RE.UNIQLO STUDIO ประมาณ 2,400 รายการ ซึ่งเพิ่มขึ้นกว่า 110% เมื่อเทียบกับปี 2567 พร้อมเปิดตัวโครงการ RE.UNIQLO “Warmth for All” เพื่อบริจาคเสื้อผ้ากันหนาว จำนวน 50,000 ชิ้น

ยูนิโคล่เพิ่มสัดส่วนการใช้ไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนในร้านค้าและสำนักงานเป็น 84.7% และยังคงเดินหน้าสู่เป้าหมายการใช้พลังงานหมุนเวียน 100% ภายในปีงบประมาณ 2030

ปีงบประมาณ 2024 ยูนิโคล่ยังสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากห่วงโซ่คุณค่า ขอบเขตที่ 3 ได้ 18.6% เมื่อเทียบกับปีงบประมาณ 2019 และมีการปรับเป้าหมายเพิ่มขึ้นจากเดิม 20% เป็น 30% ภายในปีงบประมาณ 2030

เดือนกันยายน 2568 ยูนิโคล่ได้ประกาศแนวทางการจัดซื้อวัตถุดิบฉบับใหม่ ซึ่งขยายคำนิยามของ “วัตถุดิบที่ยั่งยืน” ให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น โดยไม่ได้พิจารณาเฉพาะเรื่องการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (GHG) เท่านั้น แต่รวมถึงปัจจัยอื่นๆ เช่น การใช้น้ำ ความหลากหลายทางชีวภาพ สิทธิมนุษยชน และสวัสดิภาพสัตว์ เช่น ผ้าพรีเมียมลินิน ที่ปลูกด้วยวิธีเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและผ่านมาตรฐานการรับรองระดับสากล (European Flax™ Certification หรือ Masters of Flax Fibre)

นอกจากนี้ยังเน้นวัตถุดิบที่มาจากฝ้ายเชิงฟื้นฟู (Regenerative Cotton) หรือการปลูกฝ้ายโดยใช้แนวทางการเกษตรที่ช่วยฟื้นฟูหน้าดินและสิ่งแวดล้อมตามธรรมชาติ ซึ่งสอดคล้องกับเกณฑ์ข้างต้น พบว่าสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ประมาณ 20% เมื่อเทียบกับการปลูกฝ้ายทั่วไป โดยยูนิโคล่มีแผนที่จะขยายการใช้ฝ้ายประเภทนี้ให้มากยิ่งขึ้น

ยูนิโคล่จะทยอยนำมาตรฐานใหม่นี้ไปใช้กับโรงงานพันธมิตร กำหนดเป้าหมายตามประเภทวัสดุ และเพิ่มการใช้วัสดุที่ยั่งยืน โดยเริ่มจากสินค้ากลุ่มหลักก่อน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...