โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคม

ทีมเศรษฐกิจรัฐบาล ถกด่วนรับมือภาษีสหรัฐฯ เล็งออกมาตรการรองรับ

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 10 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา

นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ ทีมเศรษฐกิจรัฐบาลได้หารือกันอย่างไม่เป็นทางการ เพื่อประเมินสถานการณ์และหาแนวทางรับมือกับความไม่แน่นอนของมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐอเมริกา ภายหลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศมาตรการภาษี ภายใต้กฎหมายการค้าใหม่กำหนดอัตรา 15% เป็นเวลา 150 วัน

ทั้งนี้ที่ประชุมเห็นพ้องกันว่าข้อมูลในปัจจุบันยังมีจำกัดมาก เนื่องจากสถานการณ์เพิ่งเริ่มต้น จึงยังไม่สามารถออกมาตรการช่วยเหลือออกมาได้ทันที สิ่งที่รัฐบาลต้องเร่งทำคือการประเมินว่ามีโอกาสเกิดอะไรขึ้นได้บ้าง เพื่อเตรียมการล่วงหน้า และค่อยๆ ทยอยออกมาตรการให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริง

สำหรับการหารือครั้งนี้ประกอบด้วย นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง, นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ

นายดนุชา กล่าวว่า สถานการณ์การจัดเก็บภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ เพิ่งเริ่มต้นมาได้เพียง 2 วัน ทุกฝ่ายจึงยังอยู่ในช่วงของการเรียนรู้ เพื่อรอดูผลกระทบที่แท้จริง เบื้องต้นการที่สหรัฐฯ กำหนดอัตราภาษีนำเข้าในอัตราเดียวกันหมดที่ 15% ถือเป็นเรื่องที่ทำให้สถานการณ์ดูดีขึ้นในช่วงแรก

ทั้งนี้หากมองในแง่ดี ประเทศไทยได้ผลกำไรจากส่วนต่างภาษีเพิ่มขึ้นถึง 4% จากเดิมที่เคยเผชิญอัตรา 19% ในขณะที่ประเทศคู่แข่งอย่างเวียดนามได้กำไร 5% เมื่ออัตราภาษีถูกปรับให้เท่ากัน ภาษีจึงไม่ใช่ปัจจัยหลักในการแข่งขันอีกต่อไป แต่ผู้ประกอบการแต่ละประเทศจะต้องกลับไปแข่งขันกันที่พื้นฐานและความสามารถของอุตสาหกรรมการส่งออกของตนเองแทน ซึ่งที่ผ่านมาการส่งออกของไทยในตลาดสหรัฐฯ ก็ปรับตัวดีขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตามภายใต้ความไม่แน่นอนสูงของมาตรการที่สหรัฐฯ ประกาศออกมาครั้งนี้ นายดนุชา ยอมรับว่า อัตราภาษี 15% เป็นเพียงมาตรการชั่วคราวที่มีผลบังคับใช้แค่ 150 วันเท่านั้น แต่หลังจากพ้นช่วงนี้ไปแล้ว ยังไม่มีใครทราบว่าอัตราภาษีจะเปลี่ยนแปลงไปเป็น 10%, 15% หรือ 20% สถานการณ์อาจจะเริ่มมีความท้าทายมากขึ้น

ทั้งนี้ หากสหรัฐฯ เปลี่ยนวิธีการจากการกำหนดภาษีเป็นรายประเทศ ไปเป็นการพุ่งเป้าเก็บภาษีเป็น รายสินค้า หรือ รายอุตสาหกรรม เช่น อุตสาหกรรมอลูมิเนียม หรือ อุตสาหกรรมเหล็ก ซึ่งประเด็นนี้เป็นเรื่องที่ประเมินผลกระทบได้ยาก สุดจะคาดเดา และต้องอาศัยวิธีการหาข่าวอย่างใกล้ชิด

ส่วนกลุ่มประเทศที่เคยเจรจาอัตราภาษีที่ 19% ไปก่อนหน้านี้แล้ว หรือประเทศที่ยังอยู่ระหว่างการเจรจา ขณะนี้ก็ยังไม่มีความชัดเจนว่าจะต้องใช้อัตราใด แม้จะมีกระแสคำพูดของประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่ระบุว่าประเทศที่เจรจาเสร็จแล้วให้ใช้อัตรานั้นได้ แต่ในทางปฏิบัติยังคงมีคำสั่งศาลที่อาจทำให้เกิดการโต้แย้งทางกฎหมายจากประเทศอื่นๆ ตามมา ส่วนการจะพิจารณาปรับลดอัตราย้อนหลังให้กับยอดภาษีคงค้างหรือไม่นั้น ถือเป็นเรื่องที่สุดคาดเดา

ขณะที่การปรับตัวของผู้ประกอบการภายใต้ภาวะที่ไม่มีความแน่นอนนี้ นายดนุชา เสนอว่า ควรเน้นไปที่การดูแลเรื่องการทำตลาดเพื่อให้มั่นใจว่าสินค้ายังสามารถจำหน่ายต่อไปได้
สำหรับประเด็นเรื่องการจ่ายภาษีไปก่อนหน้านี้ ประเมินว่ามีโอกาสสูงมากที่จะเกิดการฟ้องร้องในศาลสหรัฐฯ เพื่อขอเคลมภาษีคืน

ทั้งนี้เนื่องจากช่วงที่ผ่านมาผู้ส่งออกของไทยและผู้นำเข้าปลายทางได้แบ่งปันการรับภาระภาษีส่วนนี้กันอยู่ หากมีคดีแรกที่ศาลตัดสินออกมาอย่างไร คำตัดสินนั้นก็จะกลายเป็นมาตรฐานให้ผู้ประกอบการทุกรายได้รับสิทธิแบบเดียวกัน

“การบริหารนโยบายภาครัฐในสถานการณ์ปัจจุบัน อาจทำได้ยาก เพราะไม่มีความแน่นอน อีกทั้งความเสี่ยงทางเศรษฐกิจในปีนี้ไม่ได้มีจำกัดแค่เรื่องมาตรการภาษีเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีความเสี่ยงด้านการทหารและภูมิรัฐศาสตร์เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ดังนั้น หากจะถามว่าเศรษฐกิจช่วงครึ่งปีแรกหรือครึ่งปีหลังเสี่ยงเรื่องอะไร คำตอบคือเสี่ยงทั้งปี เนื่องจากปัจจุบันประเทศขนาดใหญ่ยังคงมีความไม่แน่นอนเชิงนโยบายสูง ทำให้ต้องเตรียมพร้อมรับมือความเสี่ยงอยู่ตลอดเวลา” นายดนุชา กล่าวทิ้งท้าย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...