โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

ม.ฮาร์วาร์ด เปิดงานวิจัย อยากให้ลูกเก่งมากกว่า 1 ภาษา ต้องเริ่มก่อนอายุเท่าไหร่?

sanook.com

เผยแพร่ 8 ชั่วโมงที่ผ่านมา • Sanook
เปิดงานวิจัยจาก MIT และผู้เชี่ยวชาญด้านสมอง อยากให้ลูกเก่งภาษา สำเนียงเป๊ะเหมือนเจ้าของภาษา ต้องเริ่มสอนตอนอายุเท่าไหร่? เช็กช่วงวัยทองที่สมองเด็กเรียนรู้ได้ไวที่สุดที่นี่

งานวิจัยเผยแล้ว! อยากให้ลูกเก่งมากกว่า 1 ภาษา ต้องเริ่มสอนตอนอายุเท่าไหร่?

พ่อแม่ยุคใหม่หลายคนตั้งคำถามว่า หากอยากให้ลูกเก่งภาษาที่ 2 หรือ 3 ควรเริ่มสอนตอนไหนถึงจะดีที่สุด และจะทำอย่างไรให้ลูกพูดได้คล่องเหมือนเจ้าของภาษา จากการสืบค้นข้อมูลทางวิชาการและประสาทวิทยา (Neuroscience) พบว่าสมองของเด็กมี "ช่วงเวลาทอง" (Critical Period) ที่แตกต่างกันไปในการรับรู้ภาษา บทความนี้ได้รวบรวมข้อมูลจากงานวิจัยระดับโลก เพื่อไขคำตอบว่าช่วงวัยไหนที่สมองเด็กพร้อมรับรู้ "ทุกภาษาบนโลก" และวิธีการสอนที่มีประสิทธิภาพที่สุดคืออะไร

ช่วงแรกเกิด - 3 ขวบ: วัยแห่งการจดจำเสียง (Citizens of the World)

งานวิจัยด้านกลไกสมองระบุว่า ช่วงเวลาตั้งแต่แรกเกิดจนถึง 3 ขวบ คือนาทีทองของการปูพื้นฐานเรื่อง "เสียง" (Phonology) โดย Patricia K. Kuhl ผู้อำนวยการร่วมจาก Institute for Learning & Brain Sciences มหาวิทยาลัย Washington ได้ทำการศึกษาและค้นพบว่า เด็กทารกเปรียบเสมือน "พลเมืองของโลก" (Citizens of the World) สมองของทารกในวัยนี้มีความสามารถพิเศษในการแยกแยะเสียงของทุกภาษาบนโลกได้ ก่อนที่อายุครบ 1 ขวบ สมองจะเริ่มกระบวนการตัดแต่งพันธุกรรม (Synaptic Pruning) เพื่อตัดการรับรู้เสียงที่ไม่จำเป็นออก และโฟกัสเฉพาะเสียงในภาษาแม่ที่ได้ยินบ่อยๆ เท่านั้น ดังนั้นการให้ลูกได้ยินสำเนียงที่หลากหลายในช่วงนี้จึงสำคัญมาก

ก่อน 7 - 10 ขวบ: ช่วงเวลาเพื่อความเป็นเจ้าของภาษา (Native-like Fluency)

หากเป้าหมายของคุณคืออยากให้ลูกพูดได้เป๊ะทั้งสำเนียงและไวยากรณ์เหมือนเจ้าของภาษา (Native Speaker) งานวิจัยจากทีมผู้เชี่ยวชาญของ MIT, Harvard และ Boston College แนะนำว่าควรเริ่มก่อนอายุ 10 ปี จากการเก็บข้อมูลพฤติกรรมการเรียนรู้ภาษาของกลุ่มตัวอย่างกว่า 670,000 คน ทีมวิจัยพบข้อเท็จจริงที่น่าสนใจว่า แม้สมองมนุษย์จะยังสามารถเรียนรู้กฎไวยากรณ์ใหม่ๆ ได้ดีจนถึงอายุประมาณ 17-18 ปี แต่หากต้องการความเชี่ยวชาญในระดับลึกซึ้งและเป็นธรรมชาติที่สุด จำเป็นต้องเริ่มปูพื้นฐานอย่างจริงจังก่อนเข้าสู่วัย 10 ขวบ

ประโยชน์ที่มากกว่าแค่การพูดคุย: สมองส่วนหน้าและการควบคุมตนเอง

การเป็นเด็กสองภาษา (Bilingual Kids) ไม่ได้มีประโยชน์แค่เรื่องการสื่อสารเท่านั้น แต่ยังส่งผลดีต่อโครงสร้างสมองในระยะยาว โดย ศาสตราจารย์ Ellen Bialystok นักจิตวิทยาจาก York University ผู้เชี่ยวชาญด้านผลกระทบของความเป็นทวิภาษาต่อสมอง ได้เปิดเผยงานวิจัยที่ชี้ให้เห็นถึงข้อได้เปรียบนี้ ผลการศึกษาพบว่า เด็กที่พูดได้สองภาษาจะมีพัฒนาการของสมองส่วนหน้า (Prefrontal Cortex) ที่ดีกว่าเด็กที่พูดภาษาเดียว โดยเฉพาะในทักษะ Executive Function (EF) ซึ่งเกี่ยวข้องกับการวางแผน การแก้ปัญหา และการยับยั้งชั่งใจ (Inhibitory Control) เพราะสมองของพวกเขาต้องฝึกสลับโหมดภาษาและคัดกรองคำศัพท์อยู่ตลอดเวลา เปรียบเสมือนการได้ออกกำลังกายสมองทุกครั้งที่พูดคุย

สรุปเทคนิคการสอนลูกตามหลักวิทยาศาสตร์

เพื่อให้การสอนภาษาลูกได้ผลดีที่สุด พ่อแม่สามารถนำหลักการจากงานวิจัยมาปรับใช้ได้ดังนี้:

  • เริ่มให้เร็วที่สุด (0-3 ปี): หากเป็นไปได้ ควรเริ่มสื่อสารหรือให้ลูกคุ้นเคยกับเสียงของภาษาที่ 2 ตั้งแต่แรกเกิด เพื่อสะสมคลังเสียงในสมอง
  • ใช้หลักการ OPOL (One Person, One Language): แยกคนพูดให้ชัดเจน เช่น พ่อพูดไทย แม่พูดอังกฤษ เพื่อช่วยให้เด็กแยกแยะโครงสร้างภาษาได้ดีขึ้นและลดความสับสน
  • เน้นปฏิสัมพันธ์กับมนุษย์: Patricia K. Kuhl ย้ำว่า การเปิด YouTube หรือการ์ตูนให้เด็กดูเพียงอย่างเดียว "ไม่ได้ผล" เท่ากับการพูดคุยโต้ตอบจริง เพราะเด็กเรียนรู้ผ่านปฏิสัมพันธ์ทางสังคม (Social Interaction) เป็นหลัก

การเรียนรู้ภาษาคือของขวัญล้ำค่าที่พ่อแม่มอบให้ลูกได้ ยิ่งเริ่มเร็วยิ่งได้เปรียบ แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือความสม่ำเสมอและความสนุกในการเรียนรู้ เพื่อให้เขารักที่จะสื่อสารในระยะยาว

แหล่งอ้างอิง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...