โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

5 ปัจจัย ช่วยให้ Hybrid Work เวิร์คจริงๆ

CREATIVE TALK

อัพเดต 29 มี.ค. 2565 เวลา 11.48 น. • เผยแพร่ 29 มี.ค. 2565 เวลา 11.42 น. • CT Team

คุณรู้หรือไม่ว่า ในช่วงกุมภาพันธ์ปี 2020 ถึง กุมภาพันธ์ปี 2021 การต้องทำงานที่บ้านทำให้มีการประชุมออนไลน์เพิ่มขึ้น 153% และอีเมลที่ต้องอ่านรวมกันเพิ่มขึ้นถึง 4 หมื่นล้านฉบับในชั่วข้ามปี 

สิ่งหนึ่งที่แน่นอนหลังจากผ่านการทำงานที่บ้านมา 2 ปี คือ คุณไม่ใช่คนเดิมที่เข้าทำงานที่ออฟฟิศในช่วงต้นปี 2020 อีกต่อไป ความคิดของคนทำงานต่างไปจากเดิมแบบหน้ามือเป็นหลังมือ ทิ้งคำถามให้หัวหน้าหรือผู้นำในองค์กรว่า “ออฟฟิศยังจำเป็นอยู่ไหม” 

ข้อมูลจาก Microsoft Trend Index ปี 2022 ซึ่งทำการสำรวจจากคนทำงานกว่า 31,000 คน จาก 31 ประเทศพบข้อเท็จจริง 5 ด้านเกี่ยวกับเทรนด์การทำงานที่หัวหน้าและผู้นำในองค์กรต้องรู้ 

พนักงานใส่ “ความคุ้มค่า” ลงไปในสมการใหม่ด้วย 

เมื่อคนมากกว่า 53% เลือกที่จะให้ความสำคัญกับสุขภาพและสุขภาวะมากกว่าการทำงาน ส่วนคนรุ่น Millennial และ Gen Z กว่า 52% มีแนวโน้มที่จะเปลี่ยนงานภายในปีนี้ นั่นแปลว่า ทิศทางของแรงงานยังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน เพราะคนที่ทำงาน Remote ก็ตัดสินใจที่จะเปลี่ยนมาทำงานแบบ Hybrid ส่วนคนที่ทำแบบ Hybrid อยู่แล้วก็ตัดสินใจที่จะเปลี่ยนเป็นทำงานแบบ Remote โดยคนส่วนใหญ่ที่คิดจะย้ายที่ทำงานหรือเปลี่ยนสถานที่ทำงานไปเลย เช่นย้ายจังหวัดหรือย้ายประเทศ จะเป็นคน Millennial และ Gen Z 

หัวหน้าหรือผู้นำจะต้องเรียนรู้ที่จะสร้าง “ความยืดหยุ่น” ในการทำงานให้มากขึ้น เพื่อดึงดูดความสนใจของพนักงานทั้งคนเก่าและคนใหม่ การให้ความสำคัญกับสุขภาวะของทีมงานก็เช่นกัน จะช่วยสร้างการเติบโตขององค์กรแบบยั่งยืนได้

ผู้จัดการรู้สึกว่าตัวเองอยู่ตรงกลางระหว่างการเป็นผู้นำและความคาดหวังของทีมงาน

ที่น่าแปลกใจก็คือ ผู้จัดการมากกว่า 74% เห็นว่าตนเองไม่มีอิทธิพลหรือเครื่องมือในการสร้างความเปลี่ยนแปลงให้ทีมงาน ส่วนอีก 54% เชื่อว่าทีมงานสัมผัสไม่ได้ถึงภาวะความเป็นผู้นำ และนี่คือสาเหตุที่ทำให้ผู้นำมากกว่าครึ่งวางแผนแล้วว่าจะให้ทีมงานกลับมาทำงานที่ออฟฟิศแบบ 100% ภายในปีหน้า ซึ่งถือว่าย้อนแย้งกับความต้องการ “ความยืดหยุ่น” ของพนักงานอย่างเห็นได้ชัด

แต่ก่อนคนที่อยู่ในตำแหน่งผู้จัดการเป็นเสมือนสะพานเชื่อมระหว่างองค์กรและพนักงาน เมื่อต้องทำงานที่บ้านทำให้พวกเขาสูญเสียคุณค่าในตัวเองไป แต่ในทางกลับกันผู้จัดการเองนี่แหละที่เป็นผู้ถือกุญแจดอกสำคัญในการทำงานแบบ Hybrid ให้ได้ผล หากองค์กรเสริมเครื่องมือหรือทรัพยากร มีการเทรนนิ่งให้กับผู้จัดการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงไม่ว่าจะเป็นแบบ Digital Transformation หรือ ด้านการทำงาน ในขณะที่นโยบายอาจจะถูกผลักดันโดยผู้นำองค์กร แต่การให้อำนาจในการตัดสินใจในฐานะตัวแทนของพนักงานควรเป็นหน้าที่ของผู้จัดการ 

ผู้นำต้องทำให้ออฟฟิศกลายเป็นสถานที่ที่คู่ควรแก่การเดินทางมา

38% ของทีมงานแบบ Hybrid ต้องการคำตอบว่าทำไมและเมื่อไรที่ต้องเดินทางมาออฟฟิศ ในขณะที่มีผู้นำเพียงแค่ 28% ที่สร้างข้อตกลงเป็นเรื่องเป็นราวว่าทีมงานต้องเดินทางมาที่ออฟฟิศทำไมและเมื่อไร และปัญหาคือ ไม่มียาใดแก้ได้ทุกโรค การเข้าทำงานที่ออฟฟิศก็เช่นกัน

วิธีแก้คือผู้นำจะต้องกำหนดชัดเจนว่า ทำไม เมื่อไรที่ต้องเข้าออฟฟิศและ ถ้าต้องเข้า เข้าออฟฟิศอย่างไรบ้าง สิ่งเหล่านี้หมายความว่าผู้นำจะต้องอธิบายถึงจุดประสงค์ในการร่วมมือกันหรือทำงานร่วมกันแบบเจอหน้า สร้างข้อตกลงภายในทีมว่าจะเจอกันที่ออฟฟิศเมื่อไร และมีการกำหนดมารยาทในการทำงานแบบ Hybrid เพราะหลายคนยังบ่นเรื่องรู้สึกไม่มีตัวตนในการประชุมออนไลน์เท่าไรนัก

การทำงานแบบยืดหยุ่นไม่แปลว่าต้อง “สแตนบาย” ตลอดเวลา

ข้อมูลจาก Microsoft ระบุว่าการประชุมผ่าน “Teams” (โปรแกรมในการประชุมออนไลน์ของ Microsoft) เพิ่มขึ้นจากกุมภาพันธ์ปี 2020 ถึง 252% ถึงแม้จะมีการทำงานแบบยืดหยุ่นมากขึ้น คนเลือกเวลาทำงานของตัวเองได้ แต่ Digital Overload (ภาวะที่ข้อมูลมากเกินไปจนส่งผลกระทบในเชิงลบต่อการตัดสินใจ และวิเคราะห์ข้อมูล) ยังเป็นเรื่องสุ่มเสี่ยง เมื่อกลายเป็นคนทำงานกันมากกว่าชั่วโมงทำงานปกติ 

การจะทำให้การทำงานแบบยืดหยุ่นยั่งยืนได้มากขึ้น ต้องควบคุมเรื่องของการประชุมไม่ให้มีมากเกินไป อย่าปล่อยให้การประชุมติดต่อกันหลายประชุมจนหมดพลัง การติดต่อสื่อสารต้องมีการระบุร่วมกันในองค์กรอย่างชัดเจนไปเลยว่า เรื่องใดต้องติดต่อผ่านทางอีเมล เรื่องใดสามารถคุยผ่านทางข้อความแชทได้ เรื่องไหนสำคัญถึงขั้นรบกวนเวลาส่วนตัวได้บ้าง (ซึ่งต้องน้อยและสำคัญมากจริงๆ) ส่วนคนที่ต้องทำงานคนละโซนเวลากัน ก็ให้ส่งเอกสารให้เขาล่วงหน้า และให้เขาได้ร่วมประชุมผ่านการอัดวิดีโอแทนการประชุมสด 

การสร้างความสัมพันธ์ในการทำงานเปลี่ยนไปเมื่อทำงานแบบ Hybrid

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าการทำงานแบบ Hybrid หรือ Remote ทำให้ระยะห่างความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนร่วมงานเพิ่มมากขึ้น ผลสำรวจของ Microsoft พบว่ามีคนเพียงครึ่งนึงของคนที่ทำงานแบบ Remote ที่ยังรู้สึกถึงความพยายามในการรักษาความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนร่วมงานที่ทำงานด้วยกันโดยตรง และมีเพียงไม่กี่คนที่สนิทสนมกับเพื่อนร่วมงานที่ไม่ได้ทำงานร่วมกันโดยตรงเลย เมื่อคนในทีมมีความไว้วางใจซึ่งกันและกัน (อันมาจากต้นทุนทางสังคม หรือ Social Capital) พวกเขาจะยอมเสี่ยงเพื่อกันและกัน รวมถึงสร้างนวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์ได้ดียิ่งขึ้น โดยข้อมูลจาก LinkedIn พบว่าพนักงานที่มีการปรับเปลี่ยนตำแหน่งภายในองค์กรเดียวกันบ่อยๆ รู้จักคนในองค์กรเยอะและหลากหลาย มีแนวโน้มที่จะยังอยู่กับองค์กรมากกว่าคนที่ไม่ปรับเปลี่ยนเลยถึงเท่าตัว 

ผู้นำไม่ควรมองว่าการกลับมาทำงานที่ออฟฟิศเป็นการสร้างต้นทุนทางสังคมใหม่ แต่ควรจะให้ความสำคัญกับการสร้างความสัมพันธ์ภายในองค์กรเป็นอันดับแรก ทำให้ทุกคนรับรู้ว่าคนที่ทำงานแบบ Remote หรือคนที่มาใหม่ต้องการการสนับสนุนเป็นจำนวนมาก ผู้จัดการต้องทำหน้าที่เชื่อมความสัมพันธ์ภายในทีมและช่วยให้พวกเขาขยายวงสังคมการทำงานให้กว้างขึ้นด้วย 

ดังนั้นการจะสร้างให้การทำงานแบบ Hybrid ได้ผลนั้น หลักๆ แล้วองค์กรจะต้องมี “วัฒนธรรม” ที่ชัดเจนและมี “ความยืดหยุ่น” นำ เมื่อทำให้ทุกคนในองค์กรเห็นความสำคัญของออฟฟิศไปพร้อมๆ กับความรู้สึกที่ตัวเองได้อิสระได้แล้ว หัวหน้า หรือ ผู้นำองค์กรเองก็จะไม่เกิดคำถามที่ว่า “ออฟฟิศยังจำเป็นอยู่ไหม” อีกต่อไป 

ที่มาของข้อมูล

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...