โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

“กลุ่มแบงก์” โชว์ฟอร์มแจ่ม 68 ชนะดัชนี! โกยรีเทิร์นคับคั่ง-ยีลเกิน 6%

ข่าวหุ้นธุรกิจ

อัพเดต 03 ม.ค. เวลา 15.20 น. • เผยแพร่ 01 ม.ค. เวลา 02.00 น. • ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์

ปี 2568 นับเป็นอีกหนึ่งปีที่ตลาดหุ้นไทยต้องเผชิญแรงกดดันรอบด้าน ทั้งจากปัจจัยภายนอกประเทศและปัจจัยภายในที่ซ้ำเติมบรรยากาศการลงทุนให้เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน เศรษฐกิจโลกที่ยังเปราะบาง นโยบายการเงินของประเทศหลักที่ผันผวน รวมถึงความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยืดเยื้อ ส่งผลให้กระแสเงินทุนเคลื่อนย้ายไร้ทิศทาง และนักลงทุนยังคงระมัดระวังต่อการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง

ขณะเดียวกัน ปัจจัยภายในประเทศยังคงเป็นแรงฉุดสำคัญต่อความเชื่อมั่นของตลาด จากความไม่แน่นอนทางการเมือง ความล่าช้าในการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจ และข้อจำกัดเชิงโครงสร้างที่กระทบต่อศักยภาพการเติบโตของภาคธุรกิจ ส่งผลให้ดัชนีตลาดหุ้นไทยขาดแรงหนุนเชิงพื้นฐานอย่างต่อเนื่อง ภาพรวมตลาดจึงเริ่ม “หมดเสน่ห์” วอลุ่มการซื้อขายเบาบาง และดัชนีอ่อนตัวลงเรื่อย ๆ ตลอดทั้งปี

ในเชิงตัวเลข ดัชนีตลาดหุ้นไทยในปี 2568 ปรับตัวลดลงกว่า 10% หรือราว 140 จุด จากระดับ 1,400.21 จุด ณ วันที่ 30 ธ.ค. 2567 มาอยู่ที่ระดับ 1,259.67 จุด ณ วันที่ 30 ธ.ค.2568 สะท้อนถึงความท้าทายของตลาดทุนไทยในช่วงเวลาที่ความไม่แน่นอนยังคงปกคลุม

ท่ามกลางภาพรวมดังกล่าว ตลาดหุ้นไทยในปี 2568 จึงไม่ใช่เพียงสนามของ“โอกาส” แต่เป็นบททดสอบสำคัญของการบริหารความเสี่ยง นักลงทุนจำเป็นต้องปรับกลยุทธ์การลงทุนอย่างรอบคอบ ให้ความสำคัญกับการคัดเลือกหุ้นที่มีฐานะการเงินแข็งแกร่ง กระแสเงินสดมั่นคง และมีศักยภาพในการสร้างผลตอบแทนอย่างสม่ำเสมอในระยะยาว มากกว่าการเก็งกำไรระยะสั้นตามภาวะตลาด

อย่างไรก็ดี ท่ามกลางความผันผวนและการปรับฐานของตลาดโดยรวมหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์กลับสามารถสร้างความโดดเด่นและสวนกระแสตลาดได้อย่างชัดเจน สะท้อนจากดัชนีกลุ่มธนาคารที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นกว่า 18% จากระดับ 400.20 จุด ณ วันที่ 30 ธ.ค. 2567 มาอยู่ที่ระดับ 473.75 จุด ณ วันที่ 30 ธ.ค.2568

ขณะที่ราคาหุ้นธนาคารขนาดใหญ่หลายแห่งปรับตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่ง และให้ผลตอบแทนชนะดัชนีตลาดโดยรวมอย่างมีนัยสำคัญ

จากข้อมูลราคาหุ้นในปี 2568 พบว่า หุ้นกลุ่มธนาคารที่ให้ผลตอบแทนโดดเด่นเกิน 20% ได้แก่ ธนาคารกรุงไทย จำกัด ( มหาชน) หรือ KTB, ธนาคารเกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) หรือ KKP และธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน)หรือ KBANK โดยเฉพาะ KTB ที่ราคาหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้นกว่า 34% จากระดับต้นปี

ขณะที่ KBANK และ KKP ต่างปรับตัวเพิ่มขึ้นมากกว่า 25% สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อศักยภาพการทำกำไร ความแข็งแกร่งของฐานะการเงิน และบทบาทของกลุ่มธนาคารในภาวะเศรษฐกิจที่ยังเต็มไปด้วยความท้าทาย

ปัจจัยสำคัญที่หนุนให้ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นในปี 2568 มาจากความแข็งแกร่งของหุ้นกลุ่มธนาคาร โดยเฉพาะผลประกอบการที่ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง สะท้อนผ่านกำไรสุทธิรวมของกลุ่มธนาคารในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2568 ซึ่งอยู่ที่ 208,219 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.74% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

ขณะเดียวกัน แนวโน้มผลประกอบการในไตรมาส 4/2568 ยังคาดว่ากำไรสุทธิของกลุ่มธนาคารจะเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และช่วยหนุนให้ผลประกอบการทั้งปี 2568 ออกมาโดดเด่น ปัจจัยดังกล่าวสะท้อนถึงความสามารถในการบริหารต้นทุนและการรักษาคุณภาพสินทรัพย์ของกลุ่มธนาคารได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ กลุ่มธนาคารยังมีศักยภาพในการจ่ายเงินปันผลในระดับสูง ทำให้หุ้นธนาคารถูกมองเป็นหุ้น Defensive ที่ช่วยลดความผันผวนของพอร์ตการลงทุนในปี 2568

อย่างไรก็ตาม แม้ราคาหุ้นธนาคารจะปรับตัวขึ้นแรงในปีนี้ แต่ในเชิงมูลค่า หุ้นส่วนใหญ่ยังซื้อขายต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชี โดยมีค่า P/BV ต่ำกว่า 1 เท่า อาทิ KTB, KBANK, SCB, BBL, TTB, TCAP และ LHFG ขณะที่ค่า P/E ในปี 2568–2569 ของหลายธนาคารอยู่ในช่วงเพียง 6–10 เท่า ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาว

ภาพรวมดังกล่าวชี้ให้เห็นว่า แม้ตลาดหุ้นไทยในปี 2568 จะเผชิญแรงกดดันอย่างหนัก แต่การเลือกลงทุนอย่างมีคุณภาพและมีวินัย ยังคงสามารถสร้างผลตอบแทนที่ดีได้ โดยหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ได้กลายเป็นหนึ่งในกลุ่มหลักที่ช่วยประคองพอร์ตการลงทุน และตอกย้ำบทบาทของหุ้นพื้นฐานแข็งแกร่งในช่วงเวลาที่ความไม่แน่นอนยังคงเป็นปัจจัยหลักของตลาดทุนไทย

ขณะเดียวกันบล.กรุงศรี ระบุในบทวิเคราะห์(4 ธ.ค.68) ว่า กลุ่มธนาคารยังเป็น Value Play ที่น่าสนใจจากปันผลสูงและความเสี่ยงด้านคุณภาพสินทรัพย์ที่อยู่ในระดับบริหารจัดการได้ โดยเลือก KBANK และ KTB เป็น Top Pick จากศักยภาพในการรักษาระดับเงินปันผลสูง และมีโอกาสปรับเพิ่มในอนาคต

สำหรับแนวโน้มไตรมาส 4/2568 คาดว่ากำไรสุทธิของกลุ่มธนาคารจะเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน จากรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้น และการควบคุมค่าใช้จ่ายที่มีประสิทธิภาพ แม้กำไรอาจชะลอเมื่อเทียบไตรมาสก่อนหน้า จากแรงกดดันของ NIM ที่ลดลงตามทิศทางดอกเบี้ยขาลง

นอกจกนี้กลุ่มธนาคารยังโดดเด่นด้านฐานะการเงิน โดยมีเงินกองทุนชั้นที่ 1 (Tier 1) อยู่ในช่วง 15–21% สูงกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำของธนาคารแห่งประเทศไทยที่ 9.5% อย่างมีนัยสำคัญ ทำให้ยังมีศักยภาพในการจ่ายเงินปันผลในระดับสูง โดยคาดอัตราผลตอบแทนเงินปันผล (Dividend Yield) อยู่ที่ 6–8% ต่อปี

แน่นอนด้วยฐานเงินกองทุนที่แข็งแกร่ง ซึ่งไม่เพียงช่วยรองรับความผันผวนของคุณภาพสินทรัพย์ในช่วงเศรษฐกิจชะลอตัว แต่ยังเป็นปัจจัยสำคัญที่สนับสนุนความสามารถในการจ่ายเงินปันผลอย่างต่อเนื่อง และตอกย้ำภาพของหุ้นกลุ่มธนาคารในฐานะ หุ้น Defensive และ Value Play ที่นักลงทุนยังให้ความสนใจท่ามกลางมรสุมตลาด

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...