โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต.กมลา จ.ภูเก็ต...เมื่อหาดทรายและชายทะเลไม่ได้เป็นสิ่งเดียวที่เปลี่ยนเมือง

นิตยสารคิด

อัพเดต 18 ม.ค. 2565 เวลา 08.35 น. • เผยแพร่ 18 ม.ค. 2565 เวลา 08.35 น.
Kamala-Phuket-cover

หากพูดถึงหาดกมลา จังหวัดภูเก็ต หลายคนคงนึกไปถึงชายหาดที่อยู่ถัดจากหาดสุรินทร์ไปทางทิศใต้ หาดทรายยาวขาวละเอียดนี้แตกต่างจากหาดอื่น ๆ ตรงที่ไม่มีถนนเลียบชายหาดมาคั่นความงามในการสัมผัสกับผืนทะเล รอบๆ ชายหาดยังเต็มไปด้วยโรงแรมและที่พักมากมายทั้งแบบติดทะเลและไม่ติดทะเล ตั้งแต่โฮมสเตย์ไปจนถึงโรงแรมระดับเจ็ดดาว เมื่อมองไปที่ผู้คน เราอาจพบเห็นคนพื้นถิ่นจำนวนมากที่เป็นพี่น้องชาวไทย-มุสลิม ขณะที่บรรดาผู้มาเยือนอย่างนักท่องเที่ยวก็มักจะคลาคล่ำไปด้วยชาวต่างชาติต่างภาษาที่สมัครใจกันเป็น “แขกขาประจำ” ของที่กมลา ด้วยหลงรักในบรรยากาศและความเรียบง่ายของผู้คนและพื้นที่

หลังการมาถึงของโควิด-19 ทั่วโลก รวมถึงภูเก็ต แหล่งท่องเที่ยวสำคัญของไทย ต่างได้รับผลกระทบไม่ต่างกัน โดยเฉพาะในด้านเศรษฐกิจ แม้วันนี้ “ภูเก็ต” จะยังได้รับเลือกให้ทำหน้าที่เป็นประตูด่านหน้าในฐานะเมือง “แซนด์บ็อกซ์” ของประเทศไทย แต่นั่นก็ไม่ได้หมายถึงความคับคั่งและคึกคักของความเป็นอยู่และเศรษฐกิจเช่นที่เคยเป็นมา 

คลื่นลูกที่สองหลังคลื่นยักษ์สึนามิ
ตำบลกมลา นับเป็นพื้นที่หนึ่งที่ได้รับผลกระทบสำคัญจากเหตุการณ์คลื่นยักษ์สึนามิเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2547 ซึ่งได้พัดพาเอาความสูญเสียที่ร้ายแรงเกินจะนึกฝันมาสู่ชุมชน ชาวบ้านหลายคนที่นี่ได้รับผลกระทบและความสูญเสียจากเหตุการณ์ดังกล่าว หลายคนถึงขั้นต้องเปลี่ยนอาชีพและวิถีชีวิตเพื่อเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง หลายคนสูญเสียทรัพย์สิน และอีกหลายคนสูญเสียคนอันเป็นที่รักไป แต่คนที่อยู่ก็พบว่า สึนามิคือบทเรียนสำคัญของชีวิตและผลักให้ต้องเดินหน้าต่อไป 

แม้วันนี้ชาวกมลาต้องเผชิญหน้ากับคลื่นยักษ์ลูกที่สองซึ่งไม่ได้มีต้นกำเนิดมาจากท้องทะเล แต่เป็นคลื่นของโรคระบาดอย่างโควิด-19 ที่ซัดเข้ามาอีกครั้ง แต่ก็ดูเหมือนว่าพวกเขาจะมี “ภูมิต้านทาน” ที่ดีมากขึ้น เมื่อต้องพบกับความเลวร้ายต่อเนื่องในเวลานี้ โดยหนึ่งในโครงการสำคัญที่เกิดขึ้นเพื่อช่วยชาวบ้านในตำบลกมลาให้ปรับตัวเพื่อยังคงสามารถประกอบธุรกิจ พร้อม ๆ กับมีวิถีชีวิตที่ยั่งยืนได้ก็คือ “โครงการ 1 ตำบล 1 มหาวิทยาลัย (ตำบลกมลา)” ที่ดำเนินการโดย คณะเทคโนโลยีสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตภูเก็ต ซึ่งนอกจากจะมีเป้าหมายในการช่วยลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากปัญหาที่ทุกคนต้องเผชิญหน้าอยู่ในเวลานี้แล้ว ยังเป็นการส่งเสริมคุณภาพชีวิตและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ให้กับประชาชนในพื้นที่ร่วมกับหน่วยงานต่าง ๆ อันจะนำไปสู่การแก้ปัญหาและพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืนต่อไป 

วิสาหกิจชุมชนเข้มแข็ง…รากฐานของเมืองยั่งยืน
ก่อนที่ประเทศไทยจะรู้จักโครงการ 1 ตำบล 1 ผลิตภัณฑ์ หรือ OTOP ที่เริ่มต้นขึ้นเมื่อปี 2544 ชุมชนและหมู่บ้านต่าง ๆ ต่างมีการรวมตัวกันของกลุ่มแม่บ้านหรือกลุ่มเกษตรกรที่ว่างจากฤดูทำนาและเก็บเกี่ยวมาสร้างสรรค์สินค้าและบริการต่าง ๆ ทั้งเพื่อใช้เองในหมู่บ้านและเพื่อแลกเปลี่ยนกันในระแวกบ้านใกล้เรือนเคียงอยู่บ้างแล้ว เช่นเดียวกับที่ “บ้านนาคา” และ “บ้านบางหวาน” ของตำบลกมลา ที่ต่างก็มีผลิตภัณฑ์เด่นขึ้นชื่อเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว

“ทางพัฒนาชุมชนจังหวัดภูเก็ตเริ่มทำโครงการ OTOP นวัตวิถีรุ่นแรกเมื่อปี 2560 ทางกลุ่มก็คิดว่าเราจะสืบสานความเป็นอัตลัษณ์ของภูเก็ตผ่านอะไร ซึ่งเมื่อทบทวนแล้ว สิ่งที่สร้างความร่ำรวยให้กับภูเก็ตในอดีตก็คือ ‘ดีบุก’ ที่ปัจจุบันไม่มีหลงเหลืออยู่แล้ว จึงเป็นที่มาของการนำเอาสายแร่ดีบุกมาเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ ‘ผ้า Sanotik’ โดยนำเอาลวดลายของสายแร่มาผสานกับเทคนิคการทำผ้ามัดย้อม คำว่า ‘Sano’ เป็นศัพท์ทางวิทยาศาสตร์หมายถึง ดีบุก ส่วนคำว่า ‘Tik’ ก็มาจากผ้าบาติก ส่วนสีที่ใช้จะมีอยู่ 3 สี คือสีฟ้าซึ่งเป็นตัวแทนของท้องฟ้าและน้ำทะเล สีเหลืองทองสื่อถึงความร่ำรวยและความอุดมสมบูรณ์ของเหมืองแร่ดีบุกในภูเก็ต ผสมด้วยสีเทาดำของแร่ นำมาผ่านกระบวนการมัดย้อมที่เป็นเอกลักษณ์ ทำให้ได้ผลงานแฮนด์เมดที่เป็นออริจินัลทุกผืน” พี่ดาว-วัลญา อิสลาม หัวหน้ากลุ่มวิสาหกิจชุมชนกลุ่มส่งเสริมอาชีพบ้านนาคาบอกเล่าที่มาที่ไปของผ้า Sanotik ผืนสวยให้ฟัง

 ปัจจุบันผ้า Sanotik ได้ขึ้นทะเบียนเป็นผลิตภัณฑ์ที่สะท้อนถึงอัตลักษณ์ของเมืองภูเก็ต โดยบ้านนาคาเป็น 1 ใน 11 กลุ่มวิสาหกิจชุมชนที่ผลิตผ้า Sanotik นี้เป็นสินค้าต้อนรับแขกบ้านแขกเมือง ส่วนใครที่สนใจซื้อหาสินค้าจากผ้า Sanotik ที่ได้รับการออกแบบให้เป็นผลิตภัณฑ์หลากหลาย ตั้งแต่ชุดเดรส เสื้อผ้า กระเป๋า ฯลฯ ก็สามารถเข้าไปซื้อหา สั่งทำ หรือแม้แต่ทดลองฝึกทำผ้า Sanotik ด้วยตนเองได้ที่กลุ่มวิสาหกิจชุมชนกลุ่มส่งเสริมอาชีพบ้านนาคา ซึ่งพี่ดาวพร้อมเปิดรอต้อนรับให้ทุกคนได้เข้าไปสัมผัสวิถีท่องเที่ยวชุมชนด้วยไมตรีตลอดเวลา

เมื่อเดินทางต่อไปไม่ไกล เราได้พบกับ ก๊ะลัดดา คาวิจิตร หัวหน้ากลุ่มวิสาหกิจชุมชนกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรบางหวานพัฒนา ที่หยิบเอาผลไม้พื้นเมืองอย่าง “ส้มควาย” ซึ่งเคยถูกทิ้งขว้างมาทำประโยชน์ได้หลากหลาย “ตั้งแต่มีตำบลกมลา ก็มีต้นส้มควายอยู่แล้วตั้งแต่รุ่นบรรพบุรุษ สมัยก่อนเขาใช้ใส่ในต้มส้ม แกงส้ม ต้มยำ แทนมะนาว แต่ส้มควายนั้นมีประโยชน์ตั้งแต่รากจนถึงยอด รากนำมาตากแห้ง ต้มน้ำดื่มขับนิ่ว ลำต้นเป็นไม้เนื้อแข็งนำมาทำเครื่องเรือนต่างๆ ได้ดี ส่วนใบนำไปแช่น้ำ แล้วนำมาหยดลงในน้ำยางพาราเพื่อให้ยางพาราเซ็ตตัวเร็วขึ้น ยอดส้มควาย เด็ดกินสดหรือใส่ในเมนูจานยำรสเด็ดต่าง ๆ ให้รสเปรี้ยวอร่อย ดอกนำมาตากแห้ง ต้มน้ำรับประทานแก้ไข้ซาง ส่วนผลก็ทำได้หลายอย่าง นำมาสกัดเป็นชาส้มควายช่วยลดไขมันในเลือดและช่วยให้ระบาย เก็บไว้ใช้ได้นานด้วยการนำไปตากแห้งเพื่อถนอมอาหาร” ก๊ะลัดดาบอกเล่าถึงประโยชน์ของส้มควายผลโต ลูกพี่ลูกน้องของผลส้มแขก

หลังเจอเหตุกาณณ์สึนามิ กิจการค้าขายริมหาดของก๊ะที่เคยทำก็ต้องปิดตัวลง ก๊ะเลยหันมองหาสิ่งที่เหลืออยู่ในสวนในไร่ จนไปเจอผลส้มควายที่ขึ้นอยู่ในสวนยางพารา และเริ่มรวมตัวกันเป็นวิสาหกิจชุมชนทำผลิตภัณฑ์หลากหลายจากผลส้มควายมาจนถึงปัจจุบัน โดยล่าสุดผลิตภัณฑ์จากส้มควายของกลุ่มกำลังจะได้ไปวางขายในแมคโคร และยังเตรียมการเพื่อส่งออกต่างประเทศด้วย 

“ตอนที่เราทำธุรกิจริมหาด เหมือนเรารับอย่างเดียว แต่วันหนึ่งทุกอย่างมันลงทะเลไปหมด สิ่งที่เราเหลืออยู่ก็คือญาติพี่น้อง ก็เลยได้มารวบรวมมาช่วยกันทำ ก็ต้องขอบคุณที่เราได้มีชีวิตรอดจากตรงนั้น แล้วได้มาทำเรื่องเล็ก ๆ แต่ทำให้ชุมชนเราอยู่ได้” ก๊ะย้อนให้ฟังถึงความหลังและที่มาของการหันมาทำอาชีพใหม่นี้

การเดินทางไปเยี่ยมชมบ้านนาคาหรือบ้านบางหวาน นอกจากทั้งสองที่จะเปิดเป็นจุดท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมและวิถีชุมชนแล้ว นักท่องเที่ยวยังจะได้เรียนรู้และศึกษากระบวนการผลิตงานฝีมือที่มีหนึ่งเดียวในโลกอย่างผ้า Sanotik ไปจนถึงการชิมรสเปรี้ยวจนตาหยีของผลิตภัณฑ์จากส้มควาย พร้อมเติมเต็มความสมบูรณ์ของการท่องเที่ยวแบบยั่งยืนด้วยบทสนทนากับทั้งพี่ลัดดาและก๊ะวัลยามาเติมเต็มหัวใจ นับเป็นการซึมซับวิถีความเป็นอยู่และเข้าใจการหาเลี้ยงชีพในหมู่บ้านที่สัมพันธ์ไปกับการพัฒนาชุมชนกมลาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ยั่งยืนได้อย่างลงตัว

ผาพับผ้า

เมินทะเลเดินชายหาด ไปสัมผัสอ้อมกอดธรรมชาติของกมลา
แม้ว่ากระแสเดินป่า ตั้งแคมป์จะเกิดขึ้นมาพักใหญ่แล้ว แต่ใครจะรู้บ้างว่า ในภูเก็ตที่ขึ้นชื่อเรื่องทะเลและชายหาดนั้น ยังมีจุดท่องเที่ยว Unseen ที่พร้อมเอาชนะใจนักท่องเที่ยวสายแอดเวนเจอร์และสายกรีนมากมาย 

“ผาพับผ้า” คือหนึ่งในจุดท่องเที่ยว Unseen แรก ที่แค่ชื่อก็ทำให้หลายคนสงสัยแล้วว่าใครกันจะพากันไปนั่งพับผ้าที่หน้าผา แต่ชื่อนี้มีที่มาจากก้อนหินขนาดมหึมาที่ซ้อนเรียงตั้งเป็นแนวดิ่งอย่างเรียบร้อยฝีมือธรรมชาติจัดสรรที่แลดูเหมือนมีใครพับเอาผ้ากองโตมาเรียงกันไว้อย่างเรียบร้อย ขณะที่อีกหลายเสียงบอกว่า ถ้าใครได้มาสัมผัสการเดินขึ้น-ลงที่ผาพับผ้านี้แล้ว อาจจะขอเปลี่ยนชื่อจาก “ผาพับผ้า” เป็น “ผาพับเพียบ” แทน เพราะความเมื่อยล้าของขาที่อยากจะลงไปนั่งพับเพียบหลายครั้งกว่าจะถึงจุดเก็บภาพที่สวยงามจนเกินคำบรรยาย ดังนั้นใครอยากมาผาพับผ้า ก็อย่าลืมเตรียมกำลังขามาให้ดี ๆ จะได้ไม่พับเพียบไปซะก่อน

ออนเซ็นกมลา

นอกจากนี้ ยังมี “ออนเซ็นกมลา” แอ่งขังน้ำทะเลธรรมชาติบริเวณหน้าหาดกมลา โดยแอ่งหินล้อมนี้ได้ขังเอาน้ำทะเลที่ซัดขึ้นมาจนเป็นเสมือนบ่อออนเซ็นธรรมชาตินี้ ยิ่งใครลงไปในช่วงสาย ๆ ของวัน ก็จะยิ่งสัมผัสได้ถึงอุณหภูมิ “อุ่นจัด” ของน้ำทะเลที่ถูกขังไว้ให้แสงแดดทำหน้าที่อุ่นให้อุณหภูมิสูงขึ้นจนเหมือนได้แช่ในออนเซ็นจริง ๆ เรียกว่าแช่ออนเซ็นกมลาไป ชมวิวทะเลอันดามันอันกว้างไกลแตะกับขอบฟ้าสีฟ้าคราม ก็นับเป็นอีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยว Unseen ที่ไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง

สวนบังแม็ก

อีกหนึ่งจุดท่องเที่ยวที่ต้องโดนใจสายเขียวแน่ ๆ คือ “สวนบังแม็ก” ที่บ้านหัวควน อดีตสวนผลไม้ภาคใต้ทั้งลองกอง ทุเรียน สะตอ และยางพารา ที่ปัจจุบันกลายร่างมาเป็น “ที่พักใจ” ของบังแม็ก หนุ่มใหญ่วัย 56 ที่ติดใจชีวิตสันโดษท่ามกลางป่าเขา จนได้ขึ้นมาเนรมิตพื้นที่กลางป่าซึ่งมีน้ำตกไหลผ่านให้เป็น “บ้านกลางป่าอันอบอุ่น” พร้อมเปิดให้ใครก็ตามที่มีรสนิยมเดียวกันได้ขึ้นมานั่งชิลล์เล่นน้ำตกได้อย่างสบายใจโดยไม่ต้องเสียสตางค์ท่ามกลางบรรยากาศเย๊น…เย็น (อย่างที่บังแม็กบอก) หรือใครอยากพักแรมแนวแคมปิ้ง บังแม็กก็มีให้บริการในราคาเพียงเตนท์ละ 200 บาทเท่านั้น 

บังแม็ก

เยาวชนเข้มแข็ง…กมลากล้าหาญ
อีกหนึ่งส่วนผสมที่ทำให้ตำบลกมลามีความยั่งยืนก็คือ “กลุ่มเยาวชนกมลา” หรือ SHABAB KAMALA นำโดยน้องรุด-วารุด ไม่สะเพร่า ประธานกลุ่มเยาวชนเอกชนที่มีเป้าหมายการทำงานเพื่อพัฒนาศักยภาพของเยาวชนในตำบลกมลา โดยวารุตเล่าว่า ทางกลุ่มเริ่มต้นจากเยาวชนเพียงไม่กี่คนที่ได้เข้าร่วมในโครงการอบรมจริยธรรมเยาวชนภาคฤดูร้อนที่จัดโดย คณะกรรมการส่งเสริมการเรียนรู้อิสลามของตำบลเมื่อปี 2557 โดยตนเป็นเยาวชนรุ่นแรก และเมื่ออบรมได้ครบ 4 ปี ก็เปลี่ยนจากการเป็น “น้องค่าย” มาเป็น “พี่เลี้ยงค่าย” เพื่อช่วยดูแลน้อง ๆ รุ่นต่อไป 

วารุด ไม่สะเพร่า

ความเอาจริงเอาจังของกลุ่มเยาวชนกลุ่มนี้มีความเข้มแข็งมากขึ้นเรื่อย ๆ จนเมื่อปี 2562 จึงได้มีการจัดตั้งเป็นทีมงานกลุ่มเยาวชน SHABAB KAMALA ขึ้น โดยคำว่า ‘Shabab’ แปลว่า เยาวชนที่หนักแน่น พร้อมเปิดรับสมัครเยาวชนมาร่วมบ่มเพาะพัฒนาศักยภาพด้านภาษา บุคลิกภาพ และภาวะผู้นำ จนปัจจุบันมีสมาชิกมากกว่า  4 รุ่น รวมกว่า 40 คน และกำลังอยู่ระหว่างการดำเนินจดทะเบียนองค์กรเอกชนกลุ่ม SHABAB KAMALA อย่างเป็นทางการ

โดยหน้าที่ของน้องๆ กลุ่มเยาวชนวัย 16 ปีขึ้นไปกลุ่มนี้ก็มีหลากหลาย ตั้งแต่การดูแลป่าชุมชน การร่วมพัฒนาแผนยุทธศาสตร์กับฝ่ายบริหารของชุมชน การพัฒนาวิสาหกิจชุมชน การต้อนรับนักท่องเที่ยว การพัฒนาด้านการศึกษา รวมถึงการทำงานร่วมกับสภาเด็กและเยาวชนแห่งประเทศไทยเพื่อพัฒนาศักยภาพของเยาวชนทั่วทั้งตำบลกมลากว่าพันคน “งานในตำบลเป็นสิ่งที่พวกเราทำอยู่แล้ว แต่สิ่งที่เราอยากทำเพิ่มขึ้นก็คือการได้ออกไปทำงานจิตอาสานอกพื้นที่ตำบลบ้าง เช่นที่ผ่านมาเราเพิ่งได้ไปร่วมกิจกรรมกับชุมชนเวียงหมอกที่เชียงราย ไปช่วยน้ำท่วมที่นครศรีธรรมราช ที่นราธิวาส และกำลังจะไปร่วมลงพื้นที่ที่จะนะ เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนความร่วมมือระหว่างกัน” นี่คือเป้าหมายต่อไปของวารุตและกลุ่มเยาวชน SHABAB KAMALA ที่เขาบอกเล่าให้ฟัง “แน่นอนว่าสิ่งสำคัญคือผมอยากพัฒนาศักยภาพของเยาวชนในกมลาให้ได้แสดงความสามารถอย่างเต็มผ่านการทำงานเป็นจิตอาสา และพัฒนาต่อยอดไปเป็นการดำเนินการในรูปแบบของหน่วยงานที่เข้มแข็งขึ้นเพื่อให้เลี้ยงตัวเองได้ต่อไป”

ยั่งยืนต่อไปด้วยฝีมือของผู้คนในชุมชน
ด้วยความร่วมมือของโครงการ 1 ตำบล 1 มหาวิทยาลัย กับ “ผู้คน” ในชุมชนกมลา ทำให้ผุดเป็นโปรเจ็กต์เพื่อความยั่งยืนขึ้นถึง 3 กิจกรรม โดยฝีมือการทำงานของกลุ่มตัวแทน 1 ตำบล 1 มหาวิทยาลัย (ตำบลกมลา) ซึ่งความยั่งยืนของโครงการต่าง ๆ เหล่านี้จะเดินต่อไปไม่ได้เลย หากขาดซึ่งความร่วมมือร่วมใจของคนทำงานและชาวบ้านในพื้นที่ ซึ่งเหล่าตัวแทนของแต่ละกิจกรรมได้มาร่วมบอกเล่าถึงความเป็นมาและวิธีการดำเนินงานเพื่อความยั่งยืนไว้ดังนี้ 

ด้า-สานิยา สมบูรณ์ และมิ้น-ภัสสรา ชูชาติ

1. กิจกรรมด้านการพัฒนาการศึกษาทั้งในและนอกโรงเรียนของโครงการ 1 ตำบล 1 มหาวิทยาลัย
เป็นกิจกรรมที่เริ่มต้นมาจากมูลนิธิ Phuket Has Been Good To Us Foundation ที่มีภารกิจในการช่วยเหลือชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบหลังเหตุการณ์สึนามิในปี 2547 จนในที่สุดกลายเป็นมูลนิธิที่ช่วยสอนภาษาให้กับเด็ก ๆ โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย ณ โรงเรียนราษฎร์ประชานุเคราะห์ 36 ตำบลกมลา โดยทางกลุ่มได้เข้าไปช่วยทำงานกับครูอาสาชาวต่างชาติ นำโดยน้องมิ้น-ภัสสรา ชูชาติ และน้องด้า-สานิยา สมบูรณ์ สองสาวบัณฑิตหมาด ๆ ที่มีพื้นเพเป็นคนภูเก็ต ซึ่งช่วยเข้าไปช่วยดีไซน์กิจกรรมหลังเลิกเรียนสำหรับเด็ก ๆ ที่มีปัญหาครอบครัวและมาอยู่รวมกันที่หอพักของโรงเรียน รวมถึงเด็ก ๆ ทั่วไปที่ต้องการพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษ ผ่านการละเล่นอย่างบอร์ดเกมหรือกิจกรรมสอนภาษาต่าง ๆ ซึ่งจากผลการดำเนินการที่ผ่านมาเกือบ 1 ปี ก็ช่วยให้เด็ก ๆ ในตำบลกมลากล้าพูดคุยกับชาวต่างขาติและใช้ภาษาอังกฤษได้อย่างมั่นใจมากขึ้น นอกจากนี้ การมาร่วมกิจกรรมกับทางกลุ่มยังช่วยให้น้อง ๆ ได้ใช้เวลาว่างในช่วงปิดเทอมอย่างเป็นประโยชน์ และช่วยแบ่งเบาค่าใช้จ่ายของผู้ปกครองให้เด็กได้มีโอกาสเรียนภาษาต่างประเทศโดยไม่มีค่าใช้จ่ายและไม่ต้องเดินทางเข้าไปยังตัวเมืองภูเก็ต ขณะที่บรรดาจิตอาสาอย่างน้องมิ้นและน้องด้าก็ยังกลายเป็นพี่เลี้ยงซึ่งเป็นที่พึ่งทางใจที่มั่นคงของเด็ก ๆ ได้เป็นอย่างดีในอีกทาง

หนุ่ย-กนกพร เมืองมูล 

2. กิจกรรมการอนุรักษ์พันธุ์พืชท้องถิ่นด้วยการเพราะเลี้ยงเนื้อเยื้อ
น้องหนุ่ย-กนกพร เมืองมูล บัณฑิตคณะเทคโนโลยีสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตภูเก็ต
บอกเล่าถึงวัตถุประสงค์ของโครงการที่เป็นการอนุรักษ์พืชท้องถิ่นอย่างทุเรียนกมลา มะเม่า ส้มควาย และลูกหยีป่า ซึ่งล้วนแต่เป็นพืชเศรษฐกิจประจำตำบลกมลาและภาคใต้ เพื่อให้พันธุ์ไม้ท้องถิ่นได้รับการอนุรักษ์ สามารถเพาะเป็นต้นกล้าที่แข็งแรงนำไปให้ชาวบ้านได้ปลูกเพื่อเก็บผลจำหน่ายได้ในราคาที่ดี โดยทีมงานจะทำการทดลองทั้งในเชิงของสารอาหารที่ใช้เพาะเลี้ยง และการเพาะชำสายพันธุ์เพื่อสร้างต้นกล้าที่แข็งแรงและเป็นพันธุ์แท้ให้มีจำนวนมากพอที่จะแจกจ่ายให้ชาวบ้านได้ “

ด้า-พิมพ์ณัฏฐา สาและ

“ทุเรียนกมลาเป็นหนึ่งในพันธุ์ไม้พื้นถิ่นของที่นี่ที่มีชื่อเสียง รสชาติเป็นเอกลักษณ์ รสขมนิดๆ เนื้อไม่หนา และมีกลิ่นที่ชัดเจน ซึ่งคนเชื้อสายจีนจะนิยมทุเรียนพันธุ์นี้มาก แต่พอธุรกิจท่องเที่ยวเข้ามา คนท้องถิ่นก็มีการขายที่ขายสวนกันไปเพื่อปลูกสร้างเป็นพื้นที่สำหรับธุรกิจท่องเที่ยว เช่น โรงแรม ร้านอาหาร ทำให้พืชเศรษฐกิจของท้องถิ่นค่อย ๆ สูญหายไป” น้องด้า-พิมพ์ณัฏฐา สาและ อธิบายถึงเหตุผลที่ต้องมีการอนุรักษ์พันธุ์ไม้พื้นถิ่น “หากเราสามารถรักษา อนุรักษ์ และพัฒนาพันธุ์ให้ได้ผลผลิตที่ดี ขยายพันธุ์ได้ตามเป้าหมาย ผลลัพธ์ในการสร้างให้ชาวบ้านได้มีอาชีพ มีการพัฒนาผลิตภัณฑ์และขยายตลาดต่อไปก็จะเป็นไปได้ไม่ยาก โดยเฉพาะในช่วงที่พ้นไฮซีซั่นของการท่องเที่ยว ช่วงมิถุนายนถึงตุลาคมของทุกปี ชาวบ้านก็จะได้มีอาชีพที่สองรองรับ และยังสามารถนำมาผสมผสานกับการท่องเที่ยวได้ เป็นการท่องเที่ยวเชิงเกษตรให้นักท่องเที่ยวเข้ามาในสวนของชาวบ้าน มาชิมผลไม้ไปพร้อมกับการสัมผัสกับวิถีของชาวบ้านแท้ ๆ”

โกอ่าง-ทองหล่อ สำแดง

3. กิจกรรมด้านวัฒนธรรมตำนานพื้นเมืองและประวัติชุมชน
หากพูกถึงด้านวัฒนธรรมและประวัติชุมชน คงไม่มีใครอธิบายได้ดีเท่ากับโกอ่าง-ทองหล่อ สำแดง ตัวแทนภาคประชาชน เขยกมลาที่มาไกลจากจังหวัดศรีสะเกษ อดีตแรงงานภาคบริการที่มาทำงานในโรงแรมที่กมลาตั้งแต่ปี 2525 จนกลายเป็นคนกมลาเต็มตัว โดยในโครงการนี้ โกอ่างมีหน้าที่ช่วยเหลือและสนับสนุนด้านการทำมาหากินของคนในตำบล ตั้งแต่การจัดตลาดนัดหรือการจัดถนนคนเดิน แม้ว่าจะเจอคลื่นผลกระทบจากโควิด-19 ที่ทำให้ถึงขั้นต้องปิดตำบลก็ตาม "ปกติชาวบ้านที่นี่ก็มีทั้งค้าขายและทำงานในธุรกิจบริการสำหรับนักท่องเที่ยว แต่พอโควิด-19 มา ทุกอย่างก็ปิดตัว ที่นี้เราก็อยากให้เขามองไปรอบตัวว่าจะทำมาหากินอะไรได้บ้าง ใครที่มีสวนก็ขึ้นสวนหาผลไม้ ใครมีเรือก็ออกเรือไปทำประมง ใครทำขนมขายได้ ก็ทำออกมาขายกันเล็ก ๆ น้อย ๆ หน้าบ้าน ซึ่งทางอบต.ก็มีโครงการจัดตลาดนัดและถนนคนเดินแถวหน้าโรงเรียนราษฎร์ประชานุเคราะห์ 36 ทุกวันเสาร์-อาทิตย์ สถานการณ์แบบนี้ โกคิดว่าที่กมลาเราอาจจะต้องกลับไปหาทางรอดอื่น นอกจากการพึ่งพาการท่องเที่ยวร้อยเปอร์เซ็นต์แบบเดิม เพราะเราไม่รู้ว่าจะเจออะไรอีกบ้างในอนาคต โครงการนี้จะทำให้ชาวบ้านมองเห็นทางเลือกอื่น ๆ ที่ยั่งยืนกว่า เรียกว่าไม่ถนัดก็ต้องเรียนรู้ ต้องอยู่กับมันให้ได้” โกอ่างพูดถึงสิ่งที่กำลังทำและสิ่งที่อยากให้ชาวบ้านในตำบลได้ทำความเข้าใจ 

นอกจากความเฟื่องฟูของธุรกิจท่องเที่ยวแล้ว ที่ตำบลกมลาแห่งนี้ยังมีอะไรอีกหลายอย่างที่รอให้นักท่องเที่ยวได้มาสัมผัส ที่นี่มีภูเขาโอบล้อมทั้งสามด้าน และมีทะเลแสนงดงามอยู่ทางทิศตะวันตก หากขึ้นไปภูเขาก็ยังคงมีผืนป่า มีวิถีชีวิตชุมชนอันอุดมสมบูรณ์ ภายในตัวเมืองยังคงเห็นภาพของการพบปะสังสรรค์แบบสภากาแฟของชาวบ้าน วัฒนธรรมมีความโดดเด่นสะท้อนวิถีชีวิตของชาวไทย-มุสลิม ไทย-พุทธ และอีกหลากหลายเชื้อชาติที่อยู่ร่วมกันด้วยความเอื้ออาทรเสมือนพี่น้องไร้การแบ่งแยก หากใครได้มาสัมผัสกับตำบลกมลา คงพบคำตอบที่อยู่ในใจของเหล่านักท่องเที่ยวต่างชาติที่สมัครใจกันมาเป็น “นักท่องเที่ยวขาประจำ” หรือแม้แต่มาใช้ชีวิตยามเกษียณที่ผืนดินนี้ได้ไม่ยากนัก 

และหากคุณอยากพบคำตอบนั้นด้วยตนเอง ที่ตำบลกมลาก็พร้อมรอต้อนรับคุณด้วยทุกมิติแห่งความยั่งยืนแล้ว 

ภาพ : ชนะ ชาญชัยปิยะวงศ์ และ กฤษฎา ดินแดง
ขอบคุณสถานที่ : sync coffee bar & roastery
ที่มา : การลงพื้นที่ตำบลกมลา จังหวัดภูเก็ต โดย โครงการ 1 ตำบล 1 มหาวิทยาลัย (ตำบลกมลา) คณะเทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (วิทยาเขตภูเก็ต)
เรื่อง : พัชรินทร์ พัฒนาบุญไพบูลย์

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...

วิดีโอแนะนำ

ข่าว ไลฟ์สไตล์ อื่น ๆ

10 มหาวิทยาลัยไทย คณะ/สาขาเศรษฐศาสตร์โดดเด่น วิเคราะห์ลึก ครบทุกมิติ

Eduzones

ช้อปดีลฉ่ำใจ ฉลองใหญ่รับสงกรานต์ กับ “CENTRAL SONGKRAN FEST”

Manager Online

สาวโพสต์ตามหาหนุ่มชื่อ Mike เข้ามาจีบเพื่อน จนเพื่อนหลง ไวรัลดังจัด จนเจอ…ไม่ได้เจอ พรี่ไมค์นะ เจอภรรยาเขาแทน เอ้ออ!?

CatDumb

ปักหมุดความสนุก ฉลองสงกรานต์ทั่วไทย กับแคมเปญ “Let’s Celebrate Songkran Fest”

Manager Online

รมช.ศึกษาฯ ประกาศ 5 กฎเหล็ก ตรวจราชการ ไม่ต้องจัดนร.-ครู ต้อนรับ

MATICHON ONLINE

“เขานางหงส์” จ. พังงา แหล่งธรรมชาติที่มาจากตำนานรักอันโศกเศร้าของหญิงสาว

ศิลปวัฒนธรรม
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...