โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ใช้ ‘AI’ งานไม่ได้ลดลง กลับได้งานเพิ่ม ทำงานเกินหน้าที่ จนเกิดภาวะสมองล้า ขาดสมาธิ

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 10 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ปัจจุบัน “เอไอ” เข้ามามีบทบาทในโลกแห่งการทำงานมากขึ้น ซึ่งควรจะช่วยให้มนุษย์งานทำงานได้ง่ายขึ้น แต่รายงานจากหลายแหล่งระบุว่า แทนที่เอไอจะช่วยลดชั่วโมงการทำงานลง กลับทำงานให้ตึงเครียดและวุ่นวายมากขึ้น โดยเฉพาะกับงานเอกสาร แถมกินเวลาการทำงานที่ต้องใช้สมาธิอีกด้วย

ข้อมูลจากรายงานวิเคราะห์พฤติกรรมผู้ใช้งานกว่าหนึ่งหมื่นของ ActivTrak พบว่า ภายหลังการนำเอไอมาใช้ เวลาที่พนักงานต้องใช้ในความรับผิดชอบต่าง ๆ พุ่งสูงขึ้นตั้งแต่ 27% ไปจนถึง 346% ปรากฏการณ์นี้ชี้ให้เห็นว่าความเชื่อที่ว่าเอไอช่วยให้ทำงานลดลงเป็นเพียงโฆษณาชวนเชื่อเท่านั้น

ปริมาณงานเพิ่มขึ้น ทำงานนานขึ้น

ผลกระทบที่เห็นได้ชัดจากการใช้เอไอทำงาน คือ การเพิ่มขึ้นของงานที่ซ้ำซากและงานจุกจิก เช่น ใช้เวลาจัดการอีเมลเพิ่มขึ้นถึง 104% ในขณะที่การแชทและการรับส่งข้อความพุ่งสูงขึ้น 145% ข้อมูลระบุอย่างชัดเจนว่าไม่มีหมวดหมู่กิจกรรมใดเลยที่เอไอช่วยประหยัดเวลาให้กับผู้ใช้งานได้อย่างแท้จริง แต่กลับทำให้พนักงานต้องทำงานหลายอย่างพร้อมกันในอัตราที่สูงขึ้น

นอกจากปริมาณงานที่เพิ่มขึ้นแล้ว เวลาสำหรับการทำงานแบบใช้สมาธิจดจ่อ (Deep-focus work) กลับลดน้อยลงอย่างน่ากังวล โดยพบว่าช่วงเวลาการทำงานที่ต่อเนื่องและไม่ถูกขัดจังหวะลดลงถึง 9% ภายในปี 2025 สัดส่วนของเวลาที่พนักงานสามารถจดจ่ออยู่กับงานได้อย่างเต็มที่ (In the zone) ลดลงเหลือเพียง 60% ส่งผลต่อความสามารถในการแก้ปัญหาที่ซับซ้อน

เมื่อเอไอเข้ามามีบทบาทในการทำงาน พนักงานกลับมีงานเพิ่มมากขึ้น เพราะเอไอได้ทำให้งานที่เคยยากกลายเป็นงานที่ทำได้ง่ายขึ้น จนพนักงานเริ่มก้าวไปรับผิดชอบงานที่นอกเหนือจากหน้าที่ของตนเอง ตัวอย่างเช่น ผู้จัดการเริ่มเขียนโค้ดเอง หรือนักวิจัยหันมาทำงานวิศวกรรม ซึ่งแม้จะดูเหมือนเป็นการเพิ่มทักษะ แต่ในความเป็นจริงมันคือกิจกรรมที่เพิ่มภาระงานและขยายขอบเขตงานให้กว้างขึ้นโดยไม่มีการเพิ่มจำนวนคน

นอกจากนี้ เอไอยังทำให้เส้นแบ่งระหว่างเวลางานและเวลาพักเลือนรางลง เพราะพนักงานมักจะใช้เวลาช่วงพักเที่ยงหรือช่วงระหว่างรอประชุมเพื่อส่งคำสั่ง (Prompt) ให้เอไอทำงานทิ้งไว้ ด้วยรูปแบบการสั่งงานที่คล้ายกับการแชท ทำให้พนักงานรู้สึกว่านี่ไม่ใช่การทำงานหนัก จนเผลอนำงานเข้าไปปะปนกับเวลาส่วนตัวในช่วงค่ำหรือเช้ามืด ส่งผลให้ร่างกายไม่มีช่วงเวลาที่ได้พักฟื้นอย่างแท้จริง

ในขณะที่พนักงานกำลังเผชิญกับภาระงานที่ล้นมือ ซีอีโอหรือเจ้าของบริษัทหลายคน เช่น อีลอน มัสก์ ผู้ก่อตั้ง ซีอีโอของสเปซเอ็กซ์ กลับทำนายว่าในอนาคตการทำงานจะกลายเป็นเรื่องสมัครใจหรือเป็นเพียงงานอดิเรกเท่านั้น เช่นเดียวกับ เอริก หยวน ซีอีโอของ Zoom ที่คาดการณ์ว่าประสิทธิภาพของเอไอจะช่วยให้คนทำงานเข้าออฟฟิศเพียง 3-4 วันต่อสัปดาห์ เพราะเทคโนโลยีจะช่วยแบ่งเบาภาระงานได้อย่างมหาศาล

ทั้งหมดนี้ เป็นเพราะเอไอไม่ได้ถูกนำมาใช้เพื่อลดเวลาทำงาน แต่ถูกใช้เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการทำผลงานให้มากขึ้นไปอีก ดีน ฮาโลเนน ผู้บริหารจาก Steelhead Technologies ตั้งข้อสังเกตว่าความต้องการในการทำงานนั้นดูเหมือนจะไม่มีขอบเขต และความกระหายที่จะสร้างผลผลิตเพิ่มขึ้นทำให้ไม่มีใครยอมเลิกงานเร็วขึ้นแม้จะมีเครื่องมือช่วยงานธุรการแล้วก็ตาม

ภาวะสมองล้าจากเอไอ

ปริมาณงานที่เพิ่มขึ้น นำไปสู่ภาวะที่เรียกว่า “AI brain fry” หรือสมองล้าจากการใช้เอไอ ซึ่งเกิดจากการที่พนักงานต้องควบคุมดูแลเครื่องมือดิจิทัลอย่างต่อเนื่องจนเกิดความเหนื่อยล้าทางจิตใจการศึกษาจาก Boston Consulting Group พบว่าประสิทธิภาพในการทำงานจะลดฮวบทันที หากพนักงานต้องใช้เครื่องมือเอไอตั้งแต่ 4 ชนิดขึ้นไป เพราะมีข้อมูลที่ต้องประมวลผลและการตัดสินใจที่ต้องทำมากเกินไป

พนักงานที่ใช้เอไอเป็นประจำมักรู้สึกว่าตนเองมาถึงขีดจำกัดของพลังสมอง เพราะจังหวะการทำงานที่เร็วเกินไปจนก้าวตามไม่ทัน การสลับความสนใจไปมาระหว่างงานหลายหน้างานและการต้องคอยตรวจสอบผลลัพธ์จากเอไออยู่ตลอดเวลา สร้างภาระทางปัญญาที่หนักหน่วง แม้พนักงานจะรู้สึกว่าตนเองทำงานได้มากขึ้น แต่พวกเขากลับมีความยุ่งวุ่นวายมากกว่าเดิม

แล้วทำไมเอไอถึงทำให้ภาระงานเพิ่มขึ้น ?

สาเหตุสำคัญประการแรกมาจาก “ปรากฏการณ์ความย้อนแย้งของประสิทธิภาพ” ซึ่งหมายความว่าเมื่อเอไอช่วยประหยัดเวลาเราได้เล็กน้อย แต่เราก็เอาเวลาที่ได้คืนมาไปใช้ทำงานใหม่อยู่ดี โดยกาเบรียลา เมาช์ จาก ActivTrak อธิบายว่าเวลาที่เหลือมักถูกนำไปใช้เพื่อสร้างงานใหม่ ๆ ทำให้งานงอกออกมาอย่างไม่สิ้นสุด

ขณะเดียวกัน ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ ทำให้พนักงานเกิดความวิตกกังวลและความไม่มั่นคง จนต้องพยายามทำผลงานให้ได้มากที่สุดในตอนนี้เพื่อความอยู่รอด เพราะกลัวว่าทักษะหรือตำแหน่งของตนอาจถูกแทนที่โดยเทคโนโลยีในอนาคต

นอกจากนี้ ความสัมพันธ์ระหว่างผู้ใช้งานกับเอไอ ยังมีลักษณะที่เน้นการสั่งการมากกว่าการเป็นผู้ช่วยที่เท่าเทียม เอไอจึงถูกมองว่าเป็นเครื่องมือในการเพิ่มกำไรสูงสุดในยุคที่มีการแข่งขันสูง และการเป็นแรงผลักดันให้บริษัทหันมารีดเค้นประสิทธิภาพจากพนักงานจนละเลยเรื่องสุขภาวะและความสมดุลในชีวิต

อีกทั้ง เอไอยังกลายเป็นเครื่องที่ใช้ในการกดดันพนักงาน เช่น เร่งให้พนักงานทำงานเร็วขึ้นภายใต้คำขู่ว่าเอไอสามารถทำงานนั้นได้ดีกว่า หรือการสร้างรายงานที่บิดเบือนเพื่อกดดันให้พนักงานยอมรับเงื่อนไขการทำงานที่หนักขึ้นอีกด้วย

แก้ไขด้วย ‘แนวปฏิบัติเอไอ’

เพื่อก้าวข้ามปัญหานี้ องค์กรจำเป็นต้องมีแนวกำหนดการใช้งานเอไอ ซึ่งเป็นบรรทัดฐานที่กำหนดว่าควรใช้เอไอเมื่อใดและควรหยุดเมื่อใด มาตรการที่สำคัญอย่างหนึ่งคือ “การตั้งใจหยุดพักใช้งานเอไอ” ซึ่งเป็นช่วงเวลาหยุดสั้น ๆ เพื่อควบคุมจังหวะการทำงานให้ความเหมาะสมท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่ถูกเร่งด้วยเทคโนโลยีเอไอ โดยช่วงเวลานี้ต้องถูกกันไว้ให้พนักงานได้มีโอกาสประเมินความสอดคล้องของงานกับเป้าหมายขององค์กร ทบทวนข้อสมมติฐานต่าง ๆ หรือใช้เวลาในการประมวลผลข้อมูลอย่างถี่ถ้วนก่อนที่จะดำเนินงานขั้นต่อไป

วัตถุประสงค์หลักของแนวปฏิบัตินี้ ไม่ใช่การทำให้ภาพรวมของงานล่าช้าลง แต่เป็นการป้องกันการสะสมของภาระงานที่มากเกินไป ซึ่งมักเกิดขึ้นเมื่อการทำงานถูกเร่งความเร็วโดยไม่มีการตรวจสอบ ดังนั้นการหาเพิ่มช่วงหยุดพักเข้าไปในตารางงานจะช่วยให้เกิดการตัดสินใจที่มีคุณภาพ ช่วยสร้างขอบเขตการทำงานที่ส่งเสริมสุขภาวะ และนำไปสู่ผลิตภาพที่ยั่งยืนในระยะยาวในโลกการทำงานที่ใช้เอไอเป็นตัวช่วย

การจัดลำดับขั้นตอนการทำงาน เป็นอีกวิธีที่ช่วยรักษาโฟกัสของพนักงาน โดยตัดการแจ้งเตือนที่ไม่เร่งด่วนและปกป้องช่วงเวลาสำหรับการทำงานที่ต้องใช้สมาธิ การบริหารจัดการเวลาเช่นนี้จะช่วยลดความกระจัดกระจายของสมาธิและทำให้การตัดสินใจมีความรอบคอบมากขึ้นในสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยความรวดเร็ว

ที่สำคัญคือจะต้องอย่าลืมว่าพนักงานยังคงเป็นมนุษย์ ด้วยสร้างพื้นที่สำหรับพูดคุยและเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างเพื่อนร่วมงาน การปฏิสัมพันธ์ทางสังคมไม่เพียงแต่ช่วยลดความรู้สึกโดดเดี่ยวจากการทำงานกับเอไอ แต่ยังช่วยฟื้นฟูความคิดสร้างสรรค์ที่ลุ่มลึกซึ่งเอไอไม่สามารถเลียนแบบได้

สุดท้ายแล้ว ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ตัวเทคโนโลยีแต่อยู่ที่ว่าเราจะบูรณาการมันเข้ากับจังหวะชีวิตได้อย่างไร หากไม่มีความตั้งใจที่จะกำหนดทิศทาง เอไอจะทำหน้าที่เพียงแค่เร่งความเร็วของการแข่งขันที่ไม่มีที่สิ้นสุด จนทำให้พนักงานเข้าสู่ภาวะหมดไฟและการตัดสินใจที่ผิดพลาดในระยะยาว

ดังที่ ไอแซค อาสิมอฟ นักเขียนและศาตราจารย์ด้านชีวเคมี มหาวิทยาลัยบอสตัน เคยกล่าวไว้ว่า สิ่งที่น่าเศร้าที่สุดคือ การที่วิทยาศาสตร์สะสมความรู้ได้เร็วกว่าที่สังคมจะสะสมความฉลาดรอบรู้ การนำเอไอมาใช้จึงไม่ใช่แค่เรื่องของการเพิ่มความเร็ว แต่คือการเปลี่ยนผ่านจากการมีเพียง “ความรู้” ไปสู่การมี “ความรอบรู้” ในการบริหารจัดการเทคโนโลยีให้ส่งเสริมความเป็นมนุษย์และความสุขในการทำงานอย่างแท้จริง

ที่มา: Fortune, Harvard Business Review, Psychology Today, The Wall Street Journal

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...