ORI ปิดดีลพันล้าน.!
เป็นอีกหนึ่งขั้นของการปรับโครงสร้างธุรกิจของบริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ ORI ซึ่งหนึ่งในนั้นคือการขายธุรกิจโรงแรม…ถ้าให้ฟังดูดีเพื่อช่วยปลดล็อกมูลค่าที่แท้จริงของสินทรัพย์โรงแรม แต่ถ้าเอาเรื่องจริง…ขายเพื่อเติมสภาพคล่องนั่นแหละ..!!
ในปีนี้ ORI มีแผนจะโละขายโรงแรม 6 แห่งด้วยกัน ประกอบด้วย 1) โรงแรมไอบิส ภูเก็ต กะตะ 2) โรงแรมสเตย์บริดจ์ สวีท แบงค็อก สุขุมวิท 3) โรงแรม ไอบิส สไตล์ กระบี่ อ่าวนาง 4) โรงแรม เวลเนส สเตย์ แอนด์ โฮเทล สุขุมวิท 107 5) โรงแรม วัน ออริจิ้น ภูเก็ต เจ้าฟ้า และ 6) โรงแรมภายในโครงการ วัน ออริจิ้น สนามเป้า
โดยเมื่อเดือน พ.ค. 2569 ที่ผ่านมา เพิ่งปิดดีลขายโรงแรมไอบิส ภูเก็ต กะตะ ไป ได้กระแสเงินสดมาเติมสภาพคล่อง 745 ล้านบาท
ล่าสุดปิดดีลขายโรงแรมสเตย์บริดจ์ สวีท แบงค็อก สุขุมวิท ได้อีกหนึ่งแห่ง ซึ่งดำเนินการภายใต้บริษัทลูก 2 บริษัท คือบริษัท ออริจิ้น วัน สุขุมวิท 24 จำกัด และบริษัท ออริจิ้น วัน พร้อมพงษ์ จำกัด ในราคา 1,095 ล้านบาท ให้กับครอบครัวเศวตสมภพ ซึ่งเป็นผู้บริหารกลุ่มบริษัท ซีโน-แปซิฟิค เทรดดิ้ง (ไทยแลนด์) จำกัด ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภค
พอเห็นชื่อผู้ซื้อโรงแรมเป็นกลุ่ม “เศวตสมภพ”แล้วสะดุดตา ลองไปทำความรู้จักกันหน่อยดีมั้ย..??
ที่แท้บริษัท ซีโน-แปซิฟิค เทรดดิ้ง (ไทยแลนด์) ก็เป็นผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายสินค้าประเภทอาหาร ขนมขบเคี้ยว ช็อกโกแลต และเครื่องดื่มแบรนด์ดังระดับโลกกว่า 100 แบรนด์ โดยแบรนด์ที่เรารู้จักและคุ้นเคย อาทิเช่น Pringles, Ferrero Rocher, M&M's, meiji, Nutella, Kinder JOY, SNICKERS, KOPIKO, mentos, Ricola, LOTTE, golico, Yupi, Chupa Chups, Evian และ Samyang เป็นต้น
บริษัทนี้มีรายได้ปีละหลายหมื่นล้านบาท ส่วนกำไรสุทธิก็หลักพันล้านบาท…ไม่ธรรมดานะเนี่ย
แต่ขอพักเรื่องของกลุ่ม “เศวตสมภพ”ไว้ก่อน…กลับมาที่ ORI ดีกว่า ซึ่งถ้าดูจากไทม์ไลน์ การขายโรงแรมรอบนี้ น่าจะบุ๊กเข้ามาภายในไตรมาส 3/2569 ก็จะทำให้มีกระแสเงินสดเข้ามาเติมอีกก้อน (ราคาขาย 1,095 ล้านบาท แต่เนื่องจากเป็นโครงการร่วมทุน ก็จะได้กระแสเงินสดเข้ามาราว 550 ล้านบาท)
ส่วนสาเหตุที่ ORI ต้องปรับโครงสร้างธุรกิจขายธุรกิจโรงแรมออกไปนั้น ถ้าดูตามเนื้อผ้า ณ สิ้นไตรมาส 1/2569 ซึ่งมีเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสด 367.21 ล้านบาท แต่มีส่วนของหนี้สินระยะยาวส่วนที่ถึงกำหนดชำระภายในหนึ่งปี 12,147.17 ล้านบาท ในจำนวนนี้เป็นหนี้หุ้นกู้ 6,411.88 ล้านบาท และส่วนของหนี้สินระยะยาวส่วนที่ถึงกำหนดชำระภายในหนึ่งปีอื่น ๆ อีก 5,735.30 ล้านบาท
อ้อ…แล้วเส้นตายในวันที่ 1 ก.ย. 2569 ก็มีหุ้นกู้รุ่น ORI269A มูลค่า 714.70 ล้านบาท ที่จะครบกำหนดไถ่ถอนด้วยนะ
สถานะการเงินที่ไม่สู้ดีของ ORI ก็เป็นผลพวงมาจากภาวะตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่ซบเซามานานหลายปี ทำให้ออริจิ้นได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เลยเป็นที่มาให้ต้องปรับโครงสร้างธุรกิจ คงไว้ธุรกิจที่มีความเชี่ยวชาญ คือการพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์แล้วขาย ส่วนที่เป็น Recurring Income หรือรายได้ประจำ ก็ทยอยขายออกมาเพื่อเติมสภาพคล่อง
โดยนอกจากขายโรงแรมแล้ว ในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 ORI ยังมีแผนขายสินทรัพย์เข้ากองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ของบริษัท แอลฟา อินดัสเทรียล โซลูชั่น จำกัด (ALPHA) โดยจะนำคลังสินค้าที่มีอยู่ 4 โครงการขายเข้ากองดังกล่าว ได้แก่ 1) ALPHA RANGSIT WH1 & WH3, 2) ALPHA LAEMCHABANG, 3) ALPHA LAEMCHABANG 2 และ 4) ALPHA KM.19 คาดจะสร้างกระแสเงินสดได้อีกก้อนราว 450 ล้านบาท
ก็เป็นกลยุทธ์ขายของเก่า…เพื่อเติมสภาพคล่อง..!!
เข้าใจแหละว่า กลุ่มอสังหาฯ กำลังอยู่ในช่วงของการประคับประคองธุรกิจเพื่อให้ก้าวผ่านวิกฤต…
เอาใจช่วยนะเจ้าคะ..!!
…อิ อิ อิ…