วิวาห์นักล่า ( นิยายแปล )
ข้อมูลเบื้องต้น
วิวาห์นักล่า
약탈혼
Predatory Marriage
❀
SA HA
เขียน
❀
LIM SO EUN
แปล
❀❀❀⋆❀❀❀⋆❀❀❀
เลอาห์ คือทายาทเพียงคนเดียวของอดีตองค์ราชินีที่เสียชีวิตไปแล้ว ไม่ว่าด้วยเหตุผลใดก็ตาม ราชินีองค์ปัจจุบันไม่ค่อยชอบเธอนัก
เลอาห์ต้องทำตัวให้สมกับเป็นคนในราชวงศ์ ทั้งการวางตัว การศึกษา การใช้ชีวิต ทุกอย่างถูกลิขิตไว้ในเส้นทางที่เธอไม่อาจเลือก รวมถึงการแต่งงาน
เลอาห์ไม่ต่างจากตัวหมากของราชวงศ์ที่อ่อนแอ เพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง เธอต้องแต่งงานกับดยุกชราที่อายุรุ่นราวคราวเดียวกับพ่อ
ความอัปยศที่เกิดขึ้นทำให้เธอตัดสินใจครั้งใหญ่ที่จะสาดโคลน สร้างชื่อเสียงและความอับอายให้กับราชินี
เลอาห์หลบหนีออกจากวังเข้าไปในย่านการค้า หวังจะซื้อบริการจากชายสักคน
…ถูกต้องแล้ว เธอตั้งใจทำลายความบริสุทธิ์ของตัวเอง
❀❀❀⋆❀❀❀⋆❀❀❀
ก่อนพิธีแต่งงานต้องมีการตรวจสอบเจ้าสาว หากเธอไม่บริสุทธิ์แล้ว
นอกจากจะไม่ต้องแต่งงานกับชายแก่ เธอยังสามารถสร้างความเสื่อมเสียให้ราชวงศ์ที่เน่าเฟะนี้ได้
ต่อให้ต้องโทษถึงตาย เลอาห์ก็ไม่กลัว เพราะเธอพร้อมที่จะตาย!
ค่ำคืนนั้นเอง เธอได้พบกับหนุ่มเผ่าอูร์กัน ที่ขึ้นชื่อเรื่องความโหดร้าย หยาบคาย และป่าเถื่อน
เธอได้ใช้เวลาที่แสนเร่าร้อนกับบุรุษนัยน์ตาสีอำพัน เสน่ห์และรสรักจากเขาทำให้เธอกลายเป็นหญิงสาวเต็มตัว
ทว่าเช้าวันต่อมาเธอก็ต้องกลับวัง ทิ้งไว้เพียงเหรียญทองเป็นค่าบริการให้เขา
แต่สิ่งที่เธอไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น เธอกลับพบชายขายบริการคนนั้นอีกครั้ง และค้นพบตัวตนที่แท้จริงของเขา
❀❀❀⋆❀❀❀⋆❀❀❀
ท่ามกลางคลื่นใต้น้ำระหว่างสองอาณาจักร
เลอาห์ค่อยๆ พบว่าเธอกับเขาเหมือนเคยมีอะไรบางอย่างร่วมกัน…อดีตที่เธอลืมเลือนค่อยๆ ผุดขึ้นมาช้าๆ
ทว่าระหว่างผลประโยชน์และความรัก สิ่งใดกันแน่ที่เป็นเรื่องแท้จริงระหว่างทั้งสอง
บทที่ 1
ก่อนการแต่งงาน เลอาห์ได้เขียนหนังสือสั่งเสียไว้
เพราะหลังผ่านค่ำคืนแรกไป เธอก็คงจะตายไปแล้ว
การฆ่าตัวตายของเจ้าสาวหมาดๆ งั้นรึ ช่างเป็นการกระทำที่น่ารังเกียจยิ่งนัก ทว่าการตายอันน่าอับอายไร้เกียรติเช่นนี้แหละ เป็นสิ่งที่เลอาห์ปรารถนาอย่างยิ่ง
เจ้าฟ้าหญิงองค์สุดท้ายที่อุทิศตนเพื่อแว่นแคว้นและราชวงศ์มาตลอดชีวิต กลับต้องมาทุกข์ทรมาน ความดีที่สั่งสมมากลับกลายเป็นความว่างเปล่าภายใต้สิ่งที่เรียกว่าการแต่งงาน ไม่ว่าเธอจะพยายามสักเท่าไร สุดท้ายก็ไม่ต่างอะไรกับสินค้าชิ้นหนึ่งเท่านั้น
คู่แต่งงานของเธอคือมาร์คกราฟแห่งโอเวอร์เต้
ถึงจะเรียกว่ามาร์คกราฟ แต่แท้จริงแล้วบุรุษที่เธอแต่งงานด้วยกลับเป็นชายที่อายุมากกว่าเธอถึง 25 ปี
แน่นอนว่านี่เป็นการแต่งงานที่เลอาห์ไม่ต้องการ ทว่าราชวงศ์หวาดกลัวอำนาจของมาร์คกราฟ จึงต้องยอมรับทรัพย์สมบัติมหาศาลและขายเจ้าหญิงไป
ตอนที่ราชวงศ์ตอบรับคำขอแต่งงานของมาร์คกราฟ เลอาห์ตัดสินใจที่จะทำลายตัวเองโดยการสร้างตำหนิให้แก่สินค้าชั้นสูงที่ราชวงศ์ตระเตรียมไว้ นี่คือการแก้แค้นเพียงหนึ่งเดียวที่เลอาห์ทำได้
วันนี้ เธอต้องจากพระราชวังไปเพื่อแต่งงาน
การเตรียมพร้อมทั้งหมดดำเนินการเสร็จสิ้น เลอาห์นึกภาพในหัวถึงเหตุการณ์ที่กำลังจะเกิดขึ้น หลังจาก
เดินทางด้วยรถม้านานกว่าสามสัปดาห์ เธอจะไปถึงโอเวอร์เต้ ณ ที่แห่งนั้น พิธีสมรสกับมาร์คกราฟผู้สูงวัยจะถูกจัดขึ้น ตามด้วยการแลกเปลี่ยนจุมพิตเพื่อสาบานตน และส่งตัวเข้าหอ
ใบหน้าของมาร์คกราฟซึ่งตื่นเต้นที่จะได้ผ่านค่ำคืนแรกกับเจ้าสาวคนใหม่ถูกวาดขึ้นมาตรงหน้าโดยพลัน ไม่ทันไรเธอก็รู้สึกสะอิดสะเอียนเมื่อนึกภาพบุรุษที่หน้าเหมือนคางคกกำลังขึ้นคร่อมร่างของเธอ
หากส่งตัวเข้าหอแล้ว มาร์คกราฟก็จะได้รู้ความจริงว่าเจ้าสาวคนนี้ไม่บริสุทธิ์เสียแล้ว
ความบริสุทธิ์ของเจ้าสาวจากเอสเทียถือเป็นเรื่องสำคัญเหนือสิ่งอื่นใด เจ้าสาวที่ไม่ใช่สาวพรหมจรรย์กลับถูกขายแลกกับเงินมหาศาล
มาร์คกราฟย่อมโกรธเป็นฟืนเป็นไฟและเอาเรื่องกับราชวงศ์เป็นแน่
อำนาจของเขาต้านได้แม้แต่ชนเผ่าอันป่าเถื่อนตามเขตชายแดน เหล่าขุนนางยังต้องยำเกรงจนถึงกับยอมก้มหัวศิโรราบให้
ราชวงศ์ที่สูญสิ้นอำนาจโดยสมบูรณ์และเหลือแค่เพียงเปลือก คงต้องกระอักยิ่งกว่าสิ่งที่ได้รับมาเพื่อลดทอนโทสะของมาร์คกราฟ
และเลอาห์ก็คงถูกถอดถอนจากราชวงศ์และถูกประณามไปชั่วชีวิตว่าเป็นสตรีชั่วร้ายที่ทำลายเกียรติยศราชวงศ์จนมัวหมอง
ช่างเป็นบทสรุปที่สมบูรณ์แบบหาใดเทียบ ทว่าน่าเสียดายที่เธอจะไม่ได้เห็นสิ่งเหล่านั้นด้วยตาตัวเอง เพราะถึงตอนนั้นเลอาห์ก็คงจะกลายเป็นศพเย็นชืดไปเสียแล้ว
“ฟ้าหญิง หนังสือสมรสพ่ะย่ะค่ะ”
ก่อนออกเดินทางไปยังโอเวอร์เต้ เคาน์พาลาไทน์วัลเทนได้นำหนังสือสมรสมาถวาย เลอาห์แต้มหมึกที่ปากกาขนนก
‘เลอาห์ เดอ เอสเทีย’
นามที่บรรจงเขียนอย่างสละสลวยมีรูปลักษณ์เหมือนกับนามที่เขียนไว้ในหนังสือสั่งเสีย สีดำที่ถูกจรดลงบนกระดาษสีขาวนั้นเด่นชัดเช่นเดียวกับความไร้น้ำใจของตัวอักษร
ทันทีที่เธอวางปากกาขนนก เคาน์เตสเมลิซซาที่เฝ้ามองอยู่ก็ระเบิดเสียงร้องไห้ออกมา วินาทีที่นางหลั่งน้ำตา นางกำนัลคนอื่นที่ต่างอดกลั้นก็เริ่มร่ำไห้โดยพร้อมเพรียงกัน เคาน์พาลาไทน์วัลเทนที่นำหนังสือสมรสมาก็ยังมีสีหน้าเวทนา
ทุกคนต่างโศกเศร้าอย่างหนัก แต่เลอาห์ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้โดยตรงกลับสงบนิ่ง หลังจากวางปากกาขนนกลงด้วยท่วงท่าสง่างาม เธอก็ยืดหลังตรง
“พอเถอะ ลุกขึ้นได้แล้ว เราล่าช้าไปมากแล้ว”
“ฟ้าหญิง…..!”
เหล่านางกำนัลต่างร้องไห้และเกาะรั้งเธอเอาไว้ พวกนางลั่นวาจาว่าจะไปเยี่ยมเธอที่ชายแดนและจะส่งจดหมายไปหา ทว่าเลอาห์แค่ยิ้มแทนคำตอบ เธอให้คำสัญญาใดๆไม่ได้ และวันนี้คงจะเป็นห้วงเวลาสุดท้ายที่เธอจะได้เห็นพวกนาง
เธอไม่เหลือความอาลัยแม้เพียงน้อยนิดต่อชีวิตอันไร้ค่าอีกต่อไปแล้ว เลอาห์หันหลังให้กับการอำลาอันแสนคร่ำครวญของเหล่านางกำนัลและเดินไปทางรถม้า รถม้าที่จัดเตรียมเป็นพิเศษเพื่อเจ้าสาวของมาร์คกราฟช่างหรูหราไร้ที่ติสมกับรสนิยมของชายชราผู้นั้น
ในตอนที่เธอกำลังจะก้าวขึ้นรถม้าที่อาบสีด้วยทองคำอร่ามตา
“เลอาห์!”
น้ำเสียงหงุดหงิดดังโพล่งขึ้นมา เธอหยุดอยู่ตรงหน้ารถม้าและค่อยๆหันกลับไปดู บุรุษผู้หนึ่งหายใจอย่างกระหืดกระหอบและจ้องมองมาที่เลอาห์
เขาคือเบลนน์ เจ้าฟ้าชายแห่งเอสเทีย
เลอาห์มองน้องชายต่างมารดาที่มีเส้นผมสีเงินยวงพร้อมกับยิ้มเยาะ หนึ่งในข้อดีไม่กี่ข้อของการแต่งงานอันน่าขนลุกนี้ ก็คือการที่เธอไม่ต้องเจอเบลนน์อีกต่อไป
เบลนน์โบกมือไล่นางกำนัลและทหารยามให้ถอยออกไป เลอาห์จ้องเขม็งมาที่เขาโดยไม่หลบสายตา ท่าทางนั้น
ทำให้เบลนน์เค้นหัวเราะออกมา
“ผู้หญิงสกปรกที่ทะนงว่าตนเกาะสามีดีๆ ได้…”
ช่างเป็นวาจาไร้เกียรติราวกับพวกเร่ร่อนตามตลาด ทว่าการที่เขาทำตามใจตัวเองนั้น ไม่ใช่เรื่องที่เพิ่งเกิดในวันสองวัน เลอาห์จึงโต้กลับอย่างไม่แยแส
“ช่วยหลีกไป หากช้ากว่านี้ เกรงว่าวันนี้ข้าคงจะไม่ได้ออกจากเมืองหลวง”
เบลนน์ทำหน้าเหยเกพร้อมกับง้างมือ เลอาห์ตะคอกใส่เบลนน์อย่างเย็นชาที่กำลังจะฟาดแก้มเธอ
“ตอนนี้ข้าคือสมบัติของมาร์คกราฟแห่งโอเวอร์เต้ สร้างตำหนิแก่สิ่งของของเขาจะไม่เป็นไรหรือ”
แววตาของเบลนน์สั่นไหวด้วยโทสะ เขาลดมือลงช้าๆ แล้วเข้ามาประชิดเธอทันที
“เจ้าคงจะไม่คิดว่าแต่งงานแล้วจะหนีพ้นข้าไปได้หรอกนะ”
เขายืนประชิดเธอแล้วถ้อยกระซิบนั้นก็ผ่านเข้ามาในโสตประสาทราวกับแมลง
“วันที่ข้าได้ขึ้นเป็นราชาเมื่อไร… ข้าจะลากตัวเจ้ากลับมาเมืองหลวงเป็นสิ่งแรกเลยละ”
เธอหัวเราะให้กับคำขู่อันเดือดดาลนั้น หากยินดีจะรับกลับมาแม้เป็นศพไปแล้ว ก็เชิญทำตามประสงค์เถิด ถึงเลอาห์อยากจะตอบโต้เช่นนั้น เธอกลับไม่พูดอะไรแล้วขึ้นรถม้าไปเสียเฉยๆ
ทันทีที่ประตูรถม้าถูกปิดลง เบลนน์ก็ตะโกนเสียงดังด้วยความโกรธแต่ก็ไม่ได้รั้งไว้อีกต่อไป ด้วยเพราะหวาดกลัวมาร์คกราฟแห่งโอเวอร์เต้
รถม้าขยับเคลื่อนพร้อมกับเสียงม้าร้อง เลอาห์แหวกม่านมองดูด้านนอก พระราชวังเอสเทียกำลังห่างไกลออกไปอย่างรวดเร็ว แม้เป็นสถานที่ซึ่งอาศัยมาตั้งแต่เกิด เธอกลับไม่รู้สึกอาลัยอาวรณ์ใดๆ เพราะเลอาห์ไม่เคยเกี่ยวข้องกับสถานที่แห่งนั้นตั้งแต่ต้นอยู่แล้ว
แต่หากจะมีความอาลัยเพียงนิด…
“…”
เธอกัดริมฝีปากล่างและปิดม่านลง ไม่รู้ทำไมเธอต้องนึกถึงบุรุษผู้นั้นอยู่เรื่อย บุรุษที่ทั้งหยาบคาย เอาแต่ใจ และคาดเดาไม่ได้
เธอได้ยินมาว่าเขาจากพระราชวังไปแล้วเมื่อหนึ่งวันก่อน นี่เธอคะนึงถึงความสัมพันธ์ที่ขาดสะบั้นไปแล้วอย่างนั้นหรือ
ช่างเป็นการกระทำที่โง่เง่านัก แต่ถึงเธอจะด่าทอตนเอง ก็ไม่อาจหยุดยั้งความคิดที่ผุดขึ้นมาได้
ขณะที่จมอยู่ในความคิดอันสับสน รถม้าก็หลุดพ้นจากเมืองหลวงมายังทุ่งหญ้ากว้างชานเมือง ที่ราบกว้างใหญ่นั้นเต็มไปด้วยต้นหญ้าเขียวขจี แม้เป็นทิวทัศน์ที่งดงาม เลอาห์กลับไม่รู้สึกประทับใจอะไร เธอทำแค่เพียงเอนตัวบนที่นั่ง
เธอหวังให้เวลารีบเดินไป แม้เพียงวันเดียวก็หวังว่าจะช่วยจบชีวิตอันน่าเบื่อหน่ายได้เร็วๆ และในตอนที่เธอกำลังหลับตาและใคร่ครวญความปรารถนาอันแรงกล้าอยู่นั้น
“..!”
เสียงแตรเขาสัตว์ดังขึ้น เลอาห์ยืดตัวขึ้นทันที หลังเสียงแตรดังกังวานในครั้งแรก เสียงแตรก็ดังขึ้นต่อเนื่องก้องกังวานทั่วทุ่งหญ้าและดังต่อเนื่องหลายต่อหลายครั้ง ทำให้หัวใจเธอเต้นรัว
“เราถูกซุ่มโจมตี!”
“เร่งความเร็วขึ้น!”
รถม้าเริ่มวิ่งตะบึงไปข้างหน้า ทว่าการเคลื่อนไหวของผู้ไล่ล่ากลับว่องไวจนน่าตกใจ พวกเขาไล่ตามขบวนมาอย่างง่ายดาย และเพียงพริบตาก็ล้อมขบวนไว้หมดแล้ว เสียงแตรเขาสัตว์ดังผสมกับเสียงตะโกน และเสียงชักดาบก็ดังขึ้นทั่วบริเวณ
จู่ๆก็มีเชือกพุ่งเข้ามา และทหารม้าก็ถูกเชือกที่พุ่งเข้ามาราวกับอสรพิษรัดลำคอจนตกลงจากหลังม้า
ลูกธนูพุ่งมาราวกับห่าฝนพร้อมกับเสียงโลหะแหวกอากาศ บรรดาม้าที่ตื่นตระหนกดีดขาเตะอากาศและวิ่งเตลิดออกไป
ทันทีที่มองดูด้านนอก เธอก็เห็นภาพศพคนขับรถม้ากลิ้งตกลงไป เลอาห์หลับตาปี๋ รถม้าที่สูญเสียการควบคุมและโยกไปมาไร้ทิศทางพลันเอียงกระเท่เร่ แล้วทั้งโลกก็หมุนคว้าง
“…”
เลอาห์หายใจหอบ รถม้าพลิกคว่ำอย่างน่าอนาถ ล้อรถแตกหักและประตูหลุดกระเด็นออกไป สะเก็ดชิ้นส่วนหลุดกระเด็นและทิ้งรอยถลอกเล็กๆไว้บนผิว โชคดีที่ไม่มีตรงไหนบาดเจ็บสาหัส เธอตั้งสติอย่างยากเย็นและผลักประตูรถม้าที่พังยับออกไป
เมื่อคลานออกมาด้านนอกอย่างทุลักทุเล สายลมเจือกลิ่นคาวเลือดก็คละคลุ้งเข้ามาจนแทบคลื่นเหียน เหนือต้นหญ้าเปื้อนเลือดเหล่าทหารม้าหลวงกำลังต่อสู้อย่างดุเดือดกับกลุ่มผู้ไล่ล่า แต่ทุกอย่างกลับสูญเปล่าเมื่อทหารเหล่านั้นถูกกวาดล้างไปอย่างไร้ค่าราวกับมัดฟาง ทหารม้าหลวงตะโกนขึ้นด้วยน้ำเสียงเจ็บแค้น
“ชนเผ่าป่าเถื่อนช่างบังอาจ…!”
ทหารผู้นั้นไม่ทันได้กล่าวจนจบ ก็ถูกดาบโค้งคมกริบแทงทะลุผ่านช่องโหว่ของชุดเกราะ ลำคอทหารขาดจนศีรษะกระเด็น เลือดอุ่นๆกระเซ็นสาดเหนือต้นหญ้า ภาพเหตุการณ์น่าอนาถทำให้เลอาห์ต้องใช้มือปิดปาก สายตาหวาดหวั่น
จดจ้องอยู่ที่กลุ่มผู้ไล่ล่าผู้มีนัยน์ตาสีเข้มแสดงความองอาจอันเปี่ยมล้น และผิวพรรณคร้ามเข้มเผยให้เห็นรอยสักอันวิจิตร
กลุ่มคนที่โจมตีขบวนของเจ้าฟ้าหญิงคือชนเผ่าป่าเถื่อนนามว่า คูร์คาน
ท่ามกลางกลุ่มผู้ไล่ล่าที่เหมือนเดรัจฉานนั้น เลอาห์มองเห็นบุรุษที่โดดเด่นที่สุด บุรุษร่างกำยำที่นั่งอยู่บนหลังม้าตัวใหญ่ และกำลังบังคับม้าให้เข้าใกล้เลอาห์
นัยน์ตาสีทองที่เปี่ยมด้วยความเร่าร้อนภายใต้เส้นผมยุ่งเหยิงสีน้ำตาลเข้มนั้นจ้องเขม็งมาที่เลอาห์ วินาทีที่สบสายตา ลมหายใจเธอพลันหยุดชะงัก เธอค่อยๆเอ่ยปาก
“เหตุใดถึง…”
ถ้อยกระซิบที่หลุดออกมาอย่างยากเย็นด้วยน้ำเสียงขาดห้วง ถูกกลบโดยเสียงหัวเราะของบุรุษผู้นั้นทันที
“จำไม่ได้หรือ”
เลอาห์ถูกลากขึ้นบนหลังม้าพร้อมกับน้ำเสียงหนักแน่นทุ้มต่ำ เธอขัดขืนและบิดตัวหนีทันที แต่กลับถูกกำราบอย่างง่ายดาย มือใหญ่คว้าเอวของเลอาห์ไว้แน่น บุรุษผู้นั้นหัวเราะอย่างเย้ยหยันและเอ่ยขึ้น
“ข้าบอกว่าจะช่วยทำลายชีวิตเจ้าอย่างไรเล่า”
บทที่ 2
ทุกอย่างเริ่มต้นจากวันนั้น
วันนั้นเลอาห์ได้รับพระบัญชาให้อภิเษกสมรสกับมาร์คกราฟแห่งโอเวอร์เต้ เป็นการสมรสเพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองโดยไม่จำเป็นต้องได้รับความเห็นชอบจากเลอาห์ ไม่มีการปรึกษาหารือใดๆ มีแค่เพียงการแจ้งให้ทราบเท่านั้น
‘มาร์คกราฟเป็นวีรบุรุษที่เสียสละเพื่อเอสเทียไม่ใช่หรือ การแสดงความขอบคุณอย่างสูงสุดที่ราชวงศ์จะแสดงให้ผู้นั้นเห็นได้ก็คือเจ้า’
‘ตัวของเจ้าก็เป็นของราชวงศ์อย่างไรเล่า นี่คือหน้าที่ที่จะต้องแบกรับในฐานะเจ้าฟ้าหญิง’
‘เพื่อเอสเทีย’
เมื่อได้ตระหนักว่าตัวของเธอถูกส่งมอบไปมาราวกับสินค้า เลอาห์ก็รู้สึกสิ้นหวังมาก แต่หลังผ่านพ้นความสิ้นหวังและความเสียใจ โทสะก็ล้นทะลักขึ้นมา
เลอาห์อ่านพระบัญชาที่แจ้งให้ทราบถึงการอภิเษกสมรสกับมาร์คกราฟพร้อมกับตัดสินใจที่จะฝากความอัปยศอันลบล้างไม่ได้ให้แก่ราชวงศ์เอสเทีย นั่นก็คือการซื้อคู่นอนสำหรับหนึ่งคืน
“…”
เธอกลั้นหายใจครู่หนึ่ง ปลายนิ้วสั่นระริกด้วยความประหม่าที่เกิดขึ้นกะทันหัน หากกลับไปตอนนี้ก็ยังไม่สาย ทว่าเลอาห์กลับขบริมฝีปากแน่น แล้วรีบเดินไปตามทางเดินในยามราตรี
ท่ามกลางตึกรามที่แขวนโคมไฟสีแดง พวกคนเมาต่างเดินโซเซไปมาพลางหัวเราะคิกคักและพูดคุยกัน ทั้งยังพ่นเรื่องลามกหยาบโลนเสียงดัง
เลอาห์ดึงหมวกเสื้อคลุมลงมาให้กระชับอีกครั้ง หลังจากสำรวจตึกเก่าแต่ละตึกอย่างละเอียด ในที่สุดเธอก็เจอจุดหมาย มันคือโรงแรมเก่าๆขนาดเล็กที่คล้ายจะพังลงได้ทันที เธอละล้าละลังครู่หนึ่งแล้วจึงค่อยๆผลักบานประตูเข้าไป
ในโรงแรมเต็มไปด้วยคนเมาสุรา มีสายตาสองสามคนจับจ้องมาทางเลอาห์ แต่ไม่ทันไรก็หมดความสนใจแล้วหันกลับไปพูดคุยกันเอง
เลอาห์ได้ยินว่าคู่ของเธอสวมเสื้อคลุมสีเข้มและจะนั่งอยู่ตรงมุมด้านในสุด ในที่สุดเธอก็มองเห็นบุรุษสวมเสื้อคลุมตรงมุมด้านในสุดที่ไม่สะดุดตา
เลอาห์เดินไปหาบุรุษผู้นั้นอย่างช้าๆและเคาะโต๊ะที่เขานั่งอยู่ มือหนึ่งที่แกว่งแก้วสุราค่อยๆหยุดลง
เธอเกิดความคิดขึ้นแวบหนึ่งว่ามือที่สวมถุงมือหนังนั่นช่างใหญ่นัก มือข้างเดียวของชายผู้นั้นสามารถกำรอบแก้วสุราที่นับว่าไม่เล็กเลย เลอาห์เอ่ยถามชายผู้นั้น
“คู่ของข้าในวันนี้คือเจ้างั้นหรือ”
บุรุษผู้นั้นค่อยๆเอ่ยปากตอบ
“…ก็น่าจะเป็นเช่นนั้น”
น้ำเสียงนั้นทุ้มและหนักแน่นจนก่อกวนจิตใจเธอ เลอาห์กะพริบตา จากที่ได้ยินมา บุรุษที่ทำงานเช่นนี้มักจะมีน้ำเสียงนุ่มนวลไพเราะมิใช่หรือ
ทว่านี่ช่างต่างกับที่เธอคาดคิดโดยสิ้นเชิง น้ำเสียงนั้นทั้งหนักแน่นและแข็งกระด้าง……
แม้จะรู้สึกตกใจเล็กน้อย หากเลอาห์ก็ผ่อนคลายจิตใจได้ทันที อย่างไรเสียเพียงทำเรื่องที่จะต้องทำ ก็เป็นอันเสร็จสิ้นแล้ว
“ตามมา”
หลังจากพยักหน้าให้บุรุษผู้นั้น เธอก็เดินขึ้นบันไดไปชั้นสองทันที บันไดไม้ดังเอี๊ยดอ๊าดในทุกย่างก้าวที่ย่ำลงไป เธอขึ้นบันไดมาผ่านทางเดินยาวจนเข้าไปยังห้องซึ่งตั้งอยู่มุมสุด
ห้องที่เธอเช่าไว้เป็นห้องที่ดีที่สุดในโรงแรมนี้ หากเทียบกับห้องที่เลอาห์ใช้ยามปกติ ขนาดของมันยังไม่อาจเทียบกับรางหญ้าในคอกม้าด้วยซ้ำ แต่แค่นี้ก็เพียงพอแล้ว เพราะเธอไม่ได้มาสถานที่เช่นนี้เพื่อจะผ่านค่ำคืนแรกอย่างเร่าร้อนและงดงาม
บุรุษที่ตามเข้ามาทีหลังปิดประตู แกร็ก เสียงประตูปิดทำให้เธอรู้สึกเหมือนถูกตัดสินโทษประหารอย่างอย่างไรอย่างนั้น เลอาห์สูดหายใจเข้าสั้นๆ แล้วจึงหันกลับไป พลันดวงตาก็เบิกโตขึ้น
“…!”
ตอนที่เขานั่งหลบอยู่ในเงา เธอไม่รู้เลยว่าบุรุษผู้นี้มีรูปร่างกำยำอย่างยิ่ง ทั้งยังสูงกว่าเลอาห์ราวหนึ่งช่วงศีรษะ แม้แสงไฟภายในห้องจะสลัว แต่เธอก็รับรู้ได้ว่าเขามีไหล่กว้างและร่างกายที่แข็งแรง
ความแตกต่างของเรือนร่างทำให้เลอาห์รู้สึกประหม่า บุรุษผู้นั้นสังเกตเห็นอาการนั้นจึงแอบเหยียดริมฝีปาก เขาค่อยๆถอดเสื้อคลุมช้าๆ ใบหน้าของบุรุษที่เผยออกมาทำให้เลอาห์สะดุ้งอีกครั้ง
ผิวสีแทนเปล่งปลั่งและเส้นผมสีน้ำตาลเข้ม สายตาที่ดูอ่อนล้าแต่ก็ดุดันอยู่ในที ดวงตาสีทองเปล่งประกายแม้ในความมืด แววตาดิบเถื่อนราวกับแววตาของเดรัจฉาน เค้าโครงหน้างดงามเช่นเดียวกับความดุดัน หากเย็นชาจนไม่อาจเข้าใกล้ รูปลักษณ์ภายนอกอันทำให้ฝ่ายตรงข้ามหลงใหลและรู้สึกด้อยกว่าในขณะเดียวกัน…
บุรุษผู้นี้ไม่ใช่มนุษย์
“…คูร์คาน?”
เลอาห์เผลอพึมพำออกมา ผิวสีเข้มกับความองอาจ รวมทั้งนัยน์ตาสีเข้มที่เด่นชัดจนดูแตกต่างคือลักษณะเฉพาะของคูร์คาน ดวงตาบุรุษผู้นี้เคลือบด้วยความสนใจใคร่รู้ เขาเลิกคิ้วและตอบรับสบายๆ
“ผู้ที่เรียกเราว่าคูร์คานช่างหาได้ยากนัก ปกติต่างก็เรียกขานกันว่าชนเผ่าป่าเถื่อนทั้งนั้น”
ดังที่เขากล่าว น้อยนักที่คูร์คานจะถูกเรียกขานด้วยนามของตน ชาวแผ่นดินใหญ่ส่วนมากต่างดูแคลนและเรียกพวกเขาว่าชนเผ่าป่าเถื่อนหรือไม่ก็เดรัจฉาน เพราะคูร์คานสืบเชื้อสายจากสัตว์เดรัจฉาน
นิสัยใจคอของคูร์คานใกล้เคียงกับสัตว์มากกว่ามนุษย์ พวกเขาทำตามความต้องการ เคลื่อนไหวด้วยสัญชาตญาณ นับเป็นสิ่งมีชีวิตที่อันตราย
ทว่าชาวคูร์คานมีรูปลักษณ์และสมรรถภาพทางกายที่โดดเด่นจึงทำให้มีชื่อเสียง ทาสที่เหล่าพ่อค้าทาสนับเป็นสินค้าชั้นเยี่ยมก็คือคูร์คาน กระทั่งในเอสเทียเองการค้าทาสถือเป็นสิ่งผิดกฎหมาย จึงทำกันอย่างลับๆ
เลอาห์ยังเคยกวาดล้างพ่อค้าทาสผิดกฎหมายและได้พบเห็นคูร์คานอยู่หลายครั้ง แม้เคยพบเห็นคูร์คานที่ถูกขายเป็นทาสสวาท แต่รูปลักษณ์ดังเช่นบุรุษผู้นี้ เพิ่งได้เห็นเป็นครั้งแรก
เธอไม่รู้ว่าเรื่องราวเป็นมาอย่างไร หากมีสิ่งหนึ่งที่แน่ใจนั่นก็คือบุรุษตรงหน้านี้ไม่ใช่คนที่จะขายร่างกายบำเรอความใคร่ให้แก่ผู้อื่น และในตอนที่เขากวาดสายตามองจากบนลงล่างนั้น
“…”
ก่อนจะได้ขบคิด ร่างกายเธอก็ขยับไปก่อนแล้ว เลอาห์รู้สึกลังเลพร้อมกับเดินถอยหลังไปหลายก้าว ทันใดนั้นแผ่นหลังก็ชนกับผนัง สัมผัสเย็นและแข็งนั้นได้แล่นตามแนวกระดูกสันหลังขึ้นมา
บุรุษผู้นั้นก้าวเข้ามาใกล้เลอาห์ที่จนมุมอยู่ ท่าทีที่เยื้องย่างเข้ามาอย่างเนิบช้า ช่างใจเย็นเหลือประมาณ เขาขยับเข้ามาจนประชิดตัวเธอ
อยู่ๆบุรุษผู้นั้นก็เลิกหมวกเสื้อคลุมของเลอาห์ออก เขามองดูผมปลอมสีน้ำตาลราคาถูกที่เลอาห์สวมอยู่แล้วขมวดคิ้ว จากนั้นก็กระชากมันออกทันที เส้นผมสีเงินยวงส่องประกายแสงอ่อนๆทิ้งตัวลงอย่างนิ่มนวล
ดวงตาที่บรรจุนัยน์ตาสีทองค่อยๆหรี่ลง สายตาที่กวาดมองลงมาอย่างละเอียดนั้นช่างทิ่มแทง ทั้งที่เธอสวมอาภรณ์อยู่ แต่กลับรู้สึกเหมือนถูกเปลื้องผ้าออกจนเปลือยเปล่า
ต้นคองามระหง กระดูกไหปลาร้าที่โดดเด่นพ้นอาภรณ์ยับย่น รวมถึงหน้าอกเล็กที่ขยับขึ้นลงตามจังหวะหายใจหอบถี่ บุรุษผู้นั้นแสยะยิ้ม กวาดมองทั่วเรือนกายของเลอาห์โดยไม่พลาดเลยสักส่วน
“คุณหนูที่ถูกเลี้ยงดูอย่างดี มาเที่ยวย่านเริงรมย์ด้วยหรือ พวกชนชั้นสูงรอบตัวคงไร้สมรรถภาพช่วงล่างกันหมดแล้วสิท่า”
เลอาห์ยืดไหล่ขึ้นจากที่ลู่ลงด้วยความวิตก เธอพูดอย่างสุขุมแทนการตอบโต้ด้วยถ้อยคำหยาบคาย
“ข้าไม่รู้ว่าเจ้ามีจุดประสงค์ใดจึงได้ตามมาเช่นนี้ แต่ว่า…”
เธอคิดจะบอกเขาว่า หากต้องการเงินเท่าไหร่เธอก็จะให้ เพียงแค่ปล่อยเธอไปเสีย แต่บุรุษผู้นั้นกลับขัดคำพูดของเลอาห์เสียก่อน
“จุดประสงค์?”
เขาเหยียดริมฝีปาก
“มันสำคัญด้วยหรือ อย่างไรเจ้าก็ปกปิดตัวตนเพื่อมาหาคู่เล่นสนุกชั่วข้ามคืน ก็แค่เพลิดเพลินไปไม่ต้องคิดอะไรก็พอแล้วนี่”
“…”
เธอพูดไม่ออกและตอบกลับไม่ได้ ทว่าเขาก็ไม่เร่งรัด เพียงแค่รอคอยอย่างใจเย็นเพื่อจัดการเหยื่อที่จับได้
เลอาห์หลุบตาลง บางทีบุรุษผู้นี้คงกำลังหาความสำราญในค่ำคืนนี้อยู่ แล้วรู้สึกสนใจเลอาห์ที่เจ้าตัวคิดว่าเป็นโสเภณี จึงได้ตามเธอมา และเขาดูไม่มีความคิดที่จะปล่อยเลอาห์ไปเด็ดขาด
อย่างไรเสียเธอก็อาจไม่ต้องเจอบุรุษผู้นี้อีกเป็นครั้งที่สอง หากเพียงสามารถทำลายสินค้าของราชวงศ์ได้ หากเพียงสามารถทำลายความบริสุทธิ์ได้… เครื่องมือจะเป็นอะไรก็ไม่สำคัญทั้งนั้น
เลอาห์กำชายเสื้อแน่นด้วยมืออันสั่นเทา มันคือเรื่องที่เธอตั้งใจทำและเตรียมที่จะตายมาตั้งแต่ต้น มาถึงตอนนี้ไม่มีเหตุผลให้หวาดกลัวอีกต่อไป ถึงจะไม่รู้ว่าเขาเป็นใคร เมื่อเขาต้องการคู่เสพสม เช่นนั้นก็ช่วยให้เขาสมปรารถนาแล้วกัน
เธอค่อยๆ เงยหน้าขึ้นจนสบสายตากัน ทันใดนั้นนัยน์ตาสีทองก็เบิกกว้างขึ้น จู่ๆเลอาห์ก็ผลักหน้าอกของเขาด้วยแรงที่แขนเพรียวของเธอพอจะมีซึ่งไม่น่ามีผลอะไรกับเขา ทว่าบุรุษผู้นี้กลับยอมถูกผลักถอยหลังไป เลอาห์จ้องมองเขาและเอ่ยขึ้น
“เช่นนั้นก็อย่าทำโอหัง เพราะผู้ที่ข้ามาหาคือคนที่ข้าจ่ายเงินแลกกับการบริการในค่ำคืนนี้”
คำเตือนเด็ดขาดนี้ทำให้เขาหลุดหัวเราะเบาๆ แล้วย้อนถามกลับอย่างนึกสนุก
“เช่นนั้นข้าจะเรียกเจ้าว่านายหญิงดีไหม”
อวดดีอย่างไรก็ไม่ควรโอหังขนาดนี้ เลอาห์กัดฟันและคลายปมของเสื้อคลุมออกด้วยมือสั่นเทาเล็กน้อย เธอคิดจะรีบทำให้จบๆไปเสีย เมื่อตั้งใจจะปลดอาภรณ์ออก บุรุษผู้นี้ก็กระซิบด้วยน้ำเสียงอันตรายทันที
“อาภรณ์นี้ ข้าต้องถอดให้สิ”
มือใหญ่อุ้มช้อนตัวเธอขึ้นมา แม้ร่างกายของเลอาห์จะค่อนข้างบอบบางแต่ก็เป็นร่างของผู้ใหญ่ หากบุรุษผู้นี้กลับเคลื่อนย้ายเลอาห์ได้สบายๆ ราวกับเธอเป็นเด็ก เมื่อเธอเงยหน้ามองเขาอย่างตกตะลึง เขาก็กระซิบด้วยน้ำเสียงปนขำทันที
“ทำไม กลัวหรือ”
เขาเหวี่ยงเลอาห์ไปที่เตียง จากนั้นก็ตามมาคร่อมทันที เตียงลั่นดังเอี๊ยดอ๊าดราวกับโอดครวญ นิ้วมือที่เรียวยาวฉวยจับคางของเลอาห์เอาไว้ แล้วใช้นิ้วหัวแม่มือบดคลึงริมฝีปากล่างพลางกล่าว
“เช่นนั้นแล้ว เหตุใดถึงได้มาเยือนสถานที่เยี่ยงนี้ตามอำเภอใจเล่า”
ไม่หวาดกลัวเลยสักนิด
น้ำเสียงที่เข้ามาประชิดริมหูนั้นทุ้มต่ำ แม้จะรู้สึกหวาดหวั่นอยู่บ้าง แต่เลอาห์ก็ยังโต้กลับอย่างไม่ยอมแพ้
“ทำเรื่องที่ต้องทำเสีย”
“มิต้องกังวล ข้าจะทำให้สมกับค่าจ้างแน่นอน”
เขากระซิบด้วยน้ำเสียงร้อนแรง
“ก่อนอื่น อ้าขาออกเสียสิ”
บทที่ 3
ทันใดนั้น ถ้อยคำหยาบคายทั้งหมดจากน้องชายต่างแม่อย่างเบลนน์ก็ดังแว่วขึ้นมา น้ำเสียงเช่นนั้นไม่ทำให้รู้สึกสะทกสะท้านแต่อย่างใด และยังพอปล่อยผ่านไปได้
ทว่าอาจเป็นเพราะน้ำเสียงลุ่มลึก ถ้อยคำของบุรุษผู้นี้จึงยิ่งหยาบโลนและทำให้รู้สึกเหมือนถูกจับเปลือยกายล่อนจ้อน ความร้อนวูบวาบพลุ่งพล่านขึ้นมาบนพวงแก้ม ด้วยเกินขีดสุดความอายไปแล้ว ใบหน้าจึงคล้ายจะระเบิดออก เขามองเลอาห์ที่หน้าแดงระเรื่อพลางยิ้ม
มือใหญ่อันหยาบกร้านปลดเปลื้องอาภรณ์ออกตามอำเภอใจไร้ซึ่งความทะนุถนอม กระดุมจึงถูกทึ้งหลุดไปหลายเม็ด กระทั่งโบก็ถูกฉีกขาดเสียหมด
ร่างกายสั่นระรัว แม้ภายนอกจะพูดด้วยท่าทีองอาจ ทว่าภายในนั้นหวาดหวั่นต่อสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก
ไม่ทันไรก็หลงเหลือเพียงชั้นใน ร่างกายเธอพลันรู้สึกได้ถึงความหนาวเย็น เขาก้มมองเลอาห์อยู่ครู่หนึ่งด้วยความชื่นชมผลงานที่ตนเองสรรค์สร้างขึ้น
ภายในห้องมืด มีเพียงแสงตะเกียงริบหรี่ตรงโต๊ะข้างเตียงกับแสงจันทร์ที่ลอดผ่านม่านเข้ามา แสงสลัวสาดส่องบนเรือนกายขาวผ่อง
นัยน์ตาสีทองกวาดมองทั่วทั้งตัว ขนอ่อนพลันลุกชันตามสายตาที่เคลื่อนผ่าน เช่นเดียวกับเส้นผมสีเงินจางๆ ผิวพรรณของเลอาห์ผุดผ่องขาวกระจ่าง ร่างกายที่ได้รับการดูแลอย่างพิถีพิถันจนไร้ตำหนิช่างงดงามอย่างยิ่ง
เลอาห์คิดว่าบุรุษตรงหน้าคงจะพ่นถ้อยคำหยาบช้าออกมา ทว่าเขากลับทำสีหน้าเคร่งเครียดพร้อมกับเอ่ยถ้อยคำแปลกประหลาดที่เธอไม่คาดคิด
“…ผอมจริง”
เขาจับข้อมือของเลอาห์อย่างอ่อนโยน ราวกับจับกิ่งไม้ที่จะหักคามือเดี๋ยวนั้น เขากำแน่นขึ้นเล็กน้อยก่อนจะปล่อยและบ่นพึมพำ
“ได้กินอะไรบ้างไหมนี่”
ช่างเป็นถ้อยคำที่ฟังดูไม่มีประโยชน์ใดๆ ทว่าคำไม่กี่คำนั้นกลับคลายความหวาดหวั่นได้อย่างน่าประหลาด ร่างกายที่เคยสั่นเทาราวกับแกะน้อยที่อยู่เบื้องหน้าสัตว์ดุร้ายกลับทุเลาอาการลง
เลอาห์สูดหายใจเข้าไม่ให้ดูมีพิรุธ แล้วดึงรั้งชายเสื้อของบุรุษตรงหน้า เขาที่กำลังจ้องเขม็งตรงข้อมือของเลอาห์พลันเคลื่อนสายตาออกมา เลอาห์เอ่ยขึ้นโดยแสร้งทำเป็นนิ่งขรึม
“หยุดพูดจาเรื่อยเปื่อยแล้วก็ถอดออกเสีย”
ต่างกับเลอาห์ที่เปลือยกาย เขายังคงสวมอาภรณ์ครบ มีเพียงเสื้อคลุมเท่านั้นที่ถอดออกไป การเรียกร้องให้ถอดอาภรณ์ทำให้เขาแอบยิ้มอีกหน มีอะไรน่าสนุกขนาดนั้นหรือ บุรุษผู้นี้จึงเอาแต่ยิ้มทุกครั้งที่เลอาห์พูด เธอกัดริมฝีปากแน่น ก่อนจะเอ่ยวาจาอีกครั้ง
“และอย่าได้พูดจาเช่นนั้นกับข้าอีก”
“พูดเช่นไรหรือ”
“…ที่สั่งให้อ้าขา”
นัยน์ตาสีทองอำพันราวกับเดรัจฉานพลันจ้องเขม็งมา สายตานั้นราวกับจะเชือดเฉือนข้างในตัวเธอ เลอาห์สบสายตากับเขาตรงๆ
ดวงตาที่เรียวยาวนั้นค่อยๆโค้งขึ้นเป็นรูปพระจันทร์ครึ่งดวง เขาตอบกลับมา
“ข้ามันคนต่ำต้อยไร้การศึกษา ขอนายหญิงโปรดเมตตาด้วยเถิด”
ไม่ว่ามองอย่างไร การแสร้งร้องขอให้อภัยนี้ก็เหมือนเป็นการออกคำสั่ง เขาจับต้นขาเลอาห์ไว้แน่น แล้ว
ออกแรงง้างจนอ้าออก
เรือนกายหนาแทรกลึกเข้ามากลางหว่างขาที่ถูกอ้าออก เลอาห์สะดุ้งเฮือกพลางรีบหุบขา แต่กลับกลายเป็นว่ากำลังใช้ขาโอบรัดช่วงเอวของบุรุษตรงหน้า ระหว่างที่ละล้าละลังไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร บุรุษตรงหน้าก็จับชายอาภรณ์ไว้
“เช่นนั้นข้าจะถอดทีละชิ้นเพื่อนายหญิงดีไหม”
วินาทีที่เขาถอดอาภรณ์ที่สวมอยู่ เลอาห์อ้าปากค้าง ตอนที่เขามีอาภรณ์ปกปิดอยู่ก็คิดว่าร่างกำยำนั้นคงมีกล้ามเนื้อพอควร ทว่าเรือนกายของบุรุษที่เผยให้เห็นโดยสมบูรณ์นั้นหาที่เปรียบมิได้เลย
กลุ่มกล้ามเนื้อที่แน่นขนัด ขยับเคลื่อนไปตามการเคลื่อนไหวของเขา แม้กล้ามเนื้ออัดแน่นไร้ช่องว่างจะงดงามราวกับประติมากรรมที่สลักเสลาอย่างวิจิตร แต่ก็ดูโหดร้ายประดุจดาบที่เชือดเฉือน
ทั่วเรือนกายส่วนบนที่มีแผงอกหนา ถูกสลักด้วยแผลเป็นทั้งเล็กและใหญ่ รอยแผลเป็นเหล่านั้นเข้ากับบุรุษผู้นี้ราวกับเป็นเครื่องประดับ และทำให้เขายิ่งดูดิบเถื่อน
เขายิ้มมุมปากพลางมองเลอาห์ที่เผลอมองเรือนร่างเขาไม่วางตา จากนั้นก็อุ้มเลอาห์ขึ้นมา เขานั่งพิงกับหัวเตียงแล้วจับให้เลอาห์คุกเข่าตรงหว่างขาของตนเอง
ท่าทางที่เปลี่ยนแปลงกะทันหันทำให้เลอาห์สับสนจนทำอะไรไม่ถูกต้องใช้มือยันต้นขาของเขาเอาไว้ แล้วฝ่ามือเธอก็ไปยันโดนสิ่งที่ร้อนแรงราวกับไฟ
“อ๊ะ…!”
เลอาห์ผละมือออกราวกับถูกไฟลวก เธอรีบร้อนชักมือออกจนร่างกายโงนเงน เขาเดาะลิ้นพลางดึงข้อมือของเลอาห์เข้ามายันไว้ที่ไหล่ตน
“ยังไม่ได้นะ อย่าซนสิ”
เลอาห์หลับตาแน่นและกรีดร้องโดยไร้เสียง แม้เลอาห์จะไม่รู้จักร่างกายผู้อื่น แต่ก็รู้ได้ทันทีว่าเมื่อครู่นั้นมันไม่ธรรมดาเอาเสียเลย ความยาวและความหนาที่รับรู้ได้จากฝ่ามือนั้นมันช่างเหลือเชื่อ
ทำไมสิ่งนั้นถึงได้ยาวมาจนถึงต้นขา… เลอาห์ที่กระอักกระอ่วนต่อสภาพที่ไม่คล้ายความจริง ค่อยๆ ลืมตาขึ้นมาเพราะมือที่จับยึดท้ายทอยไว้
สายตาประสานกับบุรุษตรงหน้า แม้เลอาห์จะคุกเข่าอยู่แต่ระดับสายตาก็ไม่ต่างกันนัก เนื่องด้วยร่างกายที่ใหญ่โตของเขา ทำให้เลอาห์ก้มลงเพียงเล็กน้อย
“…”
เขามองเลอาห์โดยไม่เอ่ยคำใดครู่หนึ่ง จากนั้นจึงค่อยๆใช้มือสัมผัสใบหน้าให้ขยับเข้าหากันอย่างช้าๆ และหยุดลงที่ระยะห่างเพียงปลายจมูกที่เฉียดสัมผัสกัน
นัยน์ตาสีทองส่องประกายสู่สายตา เลอาห์สูดหายใจเข้าเล็กน้อย เขาแนบหน้าผากเข้ามาพลางเอ่ยกระซิบ
“ค่อยเป็นค่อยไปนะ”
เมื่อริมฝีปากกับริมฝีปากแนบสัมผัสกัน ความรู้สึกแรกที่เนื้อนิ่มแตะกันช่างแผ่วเบา ไม่ทันไรสัมผัสฉ่ำชื้นที่กวาดวนตรงริมฝีปากกลับหนักหน่วงขึ้น ลิ้นที่เร่าร้อนดันแทรกผ่านรอยแยกเข้ามา
จุมพิตช่างดุเดือด ทั้งถอนจูบอย่างรุนแรงแล้วกลับมาแนบชิดอีกครั้ง ทั้งบิดหมุนใบหน้าไปมาหลายครั้งพร้อมกับดูดดึงริมฝีปาก เรียวลิ้นหยอกล้อกับเพดานปากแล้วไล่โลมเลียแนวฟันเรียบจนถึงคมเขี้ยวอย่างถ้วนทั่ว ความรู้สึกแปลกประหลาดคืบคลานเข้ามาเรื่อยๆ
ระหว่างที่รัวลิ้นพันกัน มือใหญ่ของเขาก็ลูบคลำไปตามเรือนกาย สัมผัสมือนั้นช่างนุ่มนวลผิดกับจุมพิตอันหนักหน่วง มือที่ลูบสัมผัสใบหูและติ่งหูค่อยๆเคลื่อนไต่ลงมายังต้นคอ ปลายนิ้วนั้นครูดผิวเนื้อเบาๆ ไล้ผ่านกระดูกไหปลาร้ามายังเนินอก
มือที่กอบกุมเหนืออาภรณ์ชั้นในทำให้เลอาห์รู้สึกประหม่าจนเกร็งไปทั้งตัว ทว่าเธอกลับไม่ขัดขืน แล้วผ้าเนื้อบางก็ถูกกระชากออกอย่างง่ายดายในคราวเดียว เลอาห์เหลือเพียงอาภรณ์ชั้นในชิ้นล่าง เปิดเปลือยเนินอกจนหมดสิ้น
ยอดถันสีชมพูตั้งชันเด่นบนเนินอกงดงาม ความหนาวและความซาบซ่านทำให้ยอดถันยิ่งชูขึ้นจนน่าอับอาย เขาใช้นิ้วมือสัมผัสพลางยิ้มออกมา
“น่าเอ็นดูนัก”
เลอาห์จ้องเขาเขม็งอยู่ครู่แทนคำตอบ หน้าอกกะทัดรัดยังไม่เต็มครึ่งของมือเขาด้วยซ้ำ แต่เขากลับ
ลูบคลำราวกับได้รับของเล่นที่น่าสนใจ
ยอดถันที่ชูชันถูกกักไว้ระหว่างนิ้วมือแล้วถูกบดขยี้แผ่วเบาซ้ำไปมา สัมผัสมือที่จับต้องตามใจทำให้เลอาห์ได้แต่ใช้มือจิกเกาะบ่าของเขาอย่างไร้หนทาง
ร่างกายที่อ่อนไหวพอๆกับความวาบหวามอันเอ่อล้น ได้รองรับความรู้สึกที่ท่วมท้นเอาไว้ ไหล่เธอลู่ลงพร้อมด้วยความรู้สึกแปลกประหลาดที่แล่นวาบไปยังยอดปทุมถัน มันทั้งรู้สึกไหวหวามแต่ขณะเดียวกันก็รู้สึกแตกต่าง
สะโพกกระตุกผวา ลมหายใจหอบกระชั้นพร้อมกับหน้าอกที่ขยับขึ้นลง และเพราะเขาเอาแต่รังแกเพียงหน้าอกด้านซ้าย ความรู้สึกชาแค่ฝั่งเดียวทำให้เธอยิ่งรู้สึกประหลาด เสียงครางแผ่วเบาหลุดลอดออกมาจากข้างในส่วนลึกของลำคอ เลอาห์นิ่วหน้าพลางพึมพำ
“อือ ทำไม…แค่ฝั่งนี้…”
“อย่างอแงสิ เดี๋ยวจะตามไปอีกฝั่งแล้ว”
นั่นไม่ใช่การงอแง ทว่าเขากลับตอบรับถ้อยคำของเลอาห์ด้วยการทำตามใจชอบ เขานวดคลึงหน้าอกพลางกัดริมฝีปากล่างแน่น ไล้เลียตามลำคอและดูดดุนอย่างหนักจนผิวเป็นรอยแดง ต้องได้ทิ้งร่องรอยแดงๆให้ทั่ว เขาจึงจะพึงพอใจ
ตำแหน่งสุดท้ายที่ริมฝีปากนั้นมาเยือนคือหน้าอกฝั่งขวา แรงดูดดึงนั้นทำให้เธอผวาจนถึงกับแอ่นกายไปด้านหลัง เขาใช้มือรั้งเอวด้านหลังในทันที พลางจับยึดไว้แน่นจนไม่อาจหลีกหนีเรียวลิ้นนุ่มละเลียดแผ่วเบาเหนือยอดถันที่นูนชัน ก่อนจะใช้ฟันงับให้เจ็บแปลบเล็กน้อยแล้วจึงปล่อย เสียงเลียและดูดก้องชัดภายในห้องที่เงียบงัน
ความร้อนพลุ่งพล่านมาถึงขอบตา ช่วงล่างรู้สึกร้อนวาบและเสียวซ่านมาตั้งแต่เมื่อครู่ พอหุบขาลงเล็กน้อยเพื่อจะกำจัดความซาบซ่านออกไป มือของเขาก็ปราดแหวกเข้ามาระหว่างต้นขา
“ต้องอ้าขาไว้สิ”
“…อา อึก!”
พอจะเอ่ยถ้อยคำ เสียงครางแหลมที่หลุดออกมาก็ทำให้ต้องรีบปิดปาก เมื่อครู่คือเสียงที่ออกมาจากปากตนจริงหรือ ไม่น่าเชื่อ
ดวงตาสีทองสำรวจเลอาห์ที่ร้อนรุ่มขึ้นทีละนิดโดยไม่ปล่อยผ่านไปสักส่วน สายตานั้นยิ่งทำให้ความร้อนพลุ่งพล่านขึ้นอีก ขอบตาเธอร้อนผ่าวจนขึ้นสีแดง และในตอนที่ความรู้สึกเอ่อล้นจนทำได้แค่จิกเล็บเข้าที่บ่าของเขานั้น
“…!”
เลอาห์ลืมตาโพลง มือที่แทรกเข้ามาตรงหว่างขาตะครุบเข้าส่วนลับซึ่งถูกบดบังด้วยชั้นใน แม้จะบิดกายดีดดิ้น แต่เขาก็ไม่ยอมปล่อยเลอาห์ไป
ส่วนนั้นถูกบดบังด้วยผ้าบางๆผืนเดียวเท่านั้น เมื่อนิ้วมือหนาถูไถส่วนนั้นอย่างแผ่วเบา ผ้าที่แนบสนิทก็บดเบียดกับส่วนอ่อนไหวนั้น จนรู้สึกแจ่มชัดถึงความเปียกชื้นของด้านล่าง
เหตุใดถึงได้ฉ่ำชื้นเช่นนี้ ความรู้สึกที่เฉอะแฉะไปหมดช่างน่าประหลาด ลิ้นอุ่นเลียใบหูของเลอาห์ที่เกร็งตัวจนเปียกแฉะ
“ลองเบาๆสักครั้งก่อนเป็นอย่างไร”
เมื่อทำสีหน้างุนงงไม่เข้าใจความหมาย เขาก็ขึ้นเสียงด้วยความตะลึง
“เคยช่วยตัวเองบ้างไหมนี่”