[จบ] ระบบแล้วแต่จางอี้ผิงผู้อยากเป็นไอดอล
ข้อมูลเบื้องต้น
จางอี้ผิงหญิงสาวที่ถูกส่งข้ามมิติไปอยู่ที่โลกที่เหมือนในความฝันที่เธอล่องลอยเป็นวิญญาณอยู่เป็นปี ที่นี่เธออยู่ในร่างตัวเองตอนเพิ่งเรียนจบใหม่ๆ แถมยังมีสกิลวาร์ปสามารถไปไหนก็ได้อย่างรวดเร็วทันใจ
จางอี้ผิงตัดสินใจเปลี่ยนเส้นทางชีวิตเพื่อเติมเต็มฝันในวัยเด็ก ในช่วงเวลาวิกฤตระบบที่แอบซ่อนตัวอยู่ตั้งแต่ข้ามมิติก็ปรากฏตัวขึ้น
ไค ผู้ดูแลระบบในรูปลักษณ์จอมยุทธ์น้อยจะเป็นผู้ช่วยของนายหญิงนับแต่นี้ แต่อุปสรรคแรกที่ได้เจอคือการเลือกระบบ! เมื่อตกลงกันไม่ได้ว่าเป้าหมายสูงสุดของชีวิตโฮสต์คืออะไร ก็ใช้ชื่อ "ระบบแล้วแต่ความต้องการของจางอี้ผิง" ไปเลยแล้วกัน!
เส้นทางความฝันสู่การเป็นไอดอลเต็มไปด้วยขวากหนามและอุปสรรค บางครั้งก็มาในรูปแบบแม่เลี้ยง และน้องสาวต่างแม่! จางอี้ผิงอาจไม่ใช่สายไฟท์ แต่เรื่องแกล้งผู้คนด้วยไอเทมและความหน้ามึน เธอไม่เป็นรองใครแน่
ประกาศ
1. เรื่องนี้เกิดจากจินตนาการผู้เขียน ประวัติศาสตร์และสถานที่บางแห่งไม่มีอยู่ มีความไม่สมเหตุสมผล ไม่สามารถอ้างอิงความเป็นจริง ขอให้เข้าใจตรงกันด้วยนะคะ
2. ลงนิยายครั้งแรก [29/03/66] สามารถอ่านฟรีได้จนจบตามช่วงเวลา ก่อนปิดเหรียญจะมีการประกาศล่วงหน้า
3. ติดเหรียญตอนเก่าครั้งแรก [01/06/66] ตอนที่ 31-40 ติดถาวรตอนละ 3 เหรียญ
4. E-book เล่ม 1 บทที่ 1-30 + ตอนพิเศษ 2 ตอน ,
เล่ม 2 บทที่ 31-60 + ตอนพิเศษ 2 ตอน ,
เล่ม 3 บทที่ 60-100 ,
เล่ม 4 บทที่ 101-140 ,
เล่ม 5 บทที่ 141-179 [จบ]
(เหมาะสำหรับคนต้องการเก็บเป็นเล่ม และต้องการให้กำลังใจผู้เขียนนะคะ สายประหยัดอ่านในเด็กดีและรี้ดอะไร้ต์ถูกกว่าค่ะ เลือกได้เลย)
5. บทที่ 81 ขึ้นไปติดเหรียญถาวร 3 เหรียญ ตั้งเวลาอ่านฟรี 3 วันนะคะ สลับอ่านฟรีตอนเว้นตอนค่ะ เริ่ม 21/06/66 นิยายอัพ พุธ-อาทิตย์ เที่ยงตรง
6. บทที่ 164 ขึ้นไปอ่านฟรีไปจนกว่าจะจบนะคะ ไรต์ตกบันไดเจ็บเรื้อรังมาหนึ่งอาทิตย์แล้ว เท้ายังไม่หายบวมเลย อาจจะไม่ได้อัพทุกวัน ขออภัยล่วงหน้านะคะ ^^
7. [21/01/67] นิยายจบแล้วค่ะ 179 ตอน อ่านในเด็กดีรวมแล้วติดเหรียญ 51 ตอน 153 coin หรือ 76.50 บาท ยังไม่มีแผนติดเหรียญเพิ่มนะคะ
UPDATE ♪ --- ♬--- ♩ --- ♫ --- ♬ --- ♭ UPDATE
8. [01/02/67] E-book เล่ม 5 พร้อมอ่านแล้วค่ะ
ขอบคุณทุกคอมเมนต์นะคะ อ่านของทุกคนเลย ขอบคุณมากๆ
ขอให้สนุกกับการอ่านค่ะ
นี่มันเกิดอะไรขึ้น
เพราะชีวิตจริงไม่มีคำว่าถ้า คนบางส่วนเลยเลือกสนองความต้องการส่วนลึกในความฝันจางอี้ผิงเองก็เช่นกัน
เธอมักจะฝันเสมอ ฝันหลากเรื่องราว ยิ่งฝันยามใกล้รุ่งที่จะเลอะเทอะเป็นพิเศษ หญิงสาวมักจะพาตัวเองไปผจญภัยในฝันด้วยโครงเรื่องนิยายหรือซีรีส์ที่เธอติดในช่วงนั้นเป็นประจำ
พอตื่นขึ้นมาบางวันก็รู้สึกเหนื่อย บางวันก็เสียดายที่เหมือนพลาดตอนจบ โดยส่วนมากเธอมักจำเรื่องราวในฝันไม่ค่อยได้ ยิ่งวันที่ตื่นมาพร้อมเสียงนาฬิกาปลุก ฝันในคืนนั้นจะกระเจิดกระเจิงไม่สามารถประมวลเรื่องราวได้อีก
แต่ก็มีบางวันที่เธอตื่นขึ้นเองเพราะอยากทำธุระส่วนตัว เธอจะรู้สึกในใจว่า รีบๆเข้าสิ ฉันอยากไปฝันต่อแล้วนะ แต่เรื่องราวที่ฝันต่อจากนั้น มักจะเป็นฝันเพ้อเจ้อของคนนอนไม่ยอมตื่นแล้วสร้างเรื่องสร้างราวไปเองเสียมากกว่า
ครั้งนี้เธอก็คิดว่าก็คงเป็นอย่างนั้น เธอฝันว่าทะลุมิติไปยังโลกคู่ขนานที่เหมือนโลกใบเดิมของเธอ เพียงแต่ที่นี่โลกยังคงสวยงามไม่มีปัญหามลภาวะทางอากาศด้วยเทคโนโลยีที่พัฒนาไปอีกขั้น
ประเทศที่เธออยู่คือ ประเทศจีนก้าวเดินไปในทิศทางที่ค่อนข้างต่างเป็นอย่างมาก ในฝันนี้จีนกลายเป็นผู้นำในสื่อบันเทิงระดับโลก ยิ่งใหญ่พอๆกับอเมริกา
โลกนี้ประเทศจีนเป็นประเทศที่เปิดกว้างให้กับทุกเพศ เธอเห็นผู้ชายหน้าตาน่ารักใส่เสื้อครอปโชว์เอวบางนั่งโอบคอใครบางคนในชุดสูทนั่งหันหลังให้กล้อง
โฆษณาขายน้ำหอมเซตนี้ติดอยู่ตามบิลบอร์ดขนาดใหญ่อยู่ทั่วทั้งเมือง นี่มันเป็นไปไม่ได้เลยในโลกชีวิตจริงของเธอ
ในฝันนี้เหมือนเธอจะเป็นวิญญาณล่องลอยไปได้ทุกที่ที่อยากไป เพียงแต่นึกถึงสถานที่นั้นเพียงพริบตาเธอก็ไปปรากฎตัวที่นั่นได้ทันที
เธอสนุกมากที่ได้วาร์ปไปที่ๆเธอไม่เคยไปมากก่อน นี่มันเหมือนเธอมีประตูมิติของเจ้าเหมียวฟ้าเป็นของตัวเอง
มันคงจะดีมากๆเลยถ้าเอาไปใช้ในชีวิตจริงได้
เธอวาร์ปไปมาจนเริ่มแปลกใจ ฝันครั้งนี้ยาวนานเกินไปหรือเปล่า เหมือนเธออยู่ในฝันนี้มาหลายสัปดาห์แล้วหรือเปล่านะ
ทำไมเธอยังไม่ตื่นอีกละ
ถึงจะไปไหนมาไหนได้สะดวกสบายมาก แต่เธอที่เหมือนวิญญาณไม่สามารถจับต้องสิ่งใดได้เลย ได้แต่มองของกินน่าอร่อยเยอะแยะมากมายแต่กินไม่ได้
มันทำร้ายจิตใจอันบอบบางของเธอมากเกินไป
เวลาผ่านไป เวลาในโลกความฝันเหมือนผ่านไป 1 ปีแล้ว โฆษณาน้ำหอมตัวนั้นเปลี่ยนพรีเซนเตอร์ใหม่จากผู้ชายหน้าหวานคนนั้นเป็นสาวสวยสุดเซ็กซี่ในชุดแดงเพลิงร้อนแรง
จางอี้ผิงถึงกับวาร์ปไปสตูดิโอของนางแบบคนใหม่แล้วตามติดชีวิตของนางแบบสุดฮอตอย่างสนุกสนานอยู่พักนึง
แต่ชีวิตหลังกล้องของนางแบบสาวทำให้เธอคิดถึงชีวิตในโลกจริงของตัวเองอีกครั้ง
เธอไม่อยากเป็นวิญญาณล่องลอยแล้ว
อยากกอดแม่ ตีกับน้อง
เธออยากพูดคุยกับผู้คน
อยากกลับไป เพื่อหาโอกาสทำในสิ่งที่รักอีกครั้ง
ถึงเวลาตื่นได้แล้วนะ !
พรึบ!
จางอี้ผิงลืมตื่นจากฝันอันยาวนาน หญิงสาวรู้สึกเหนื่อยมาก เหมือนจะไม่สามารถหายใจได้เต็มปอด
ด้วยความเหนื่อยอ่อนเธอจึงทำได้แค่ลืมตามองเพดาน สภาพแวดล้อมยังคงเหมือนเดิม
เพดานห้องจากบนเตียงไม่ได้สูงนักจึงน่าอึดอัดเพราะเธอนอนบนเตียงชั้น 2 เพื่อใช้ชั้นล่างทำเป็นตู้เสื้อผ้า เพราะเป็นห้องเล็กราคาย่อมเยาพื้นที่ใช้สอยจึงมีไม่มากนัก
เจ้าของห้องจึงจัดวางเฟอร์นิเจอร์ให้ใช้งานพื้นที่ได้ประโยชน์มากที่สุด ตรงข้ามกับเตียงมีหน้าต่างบานกว้างที่รับแดดยามเช้าเต็มๆบาน ถูกปิดไว้ด้วยผ้าหลายชั้นเพื่อไม่ให้แสงรอดผ่านมาได้
ยามค่ำคืนมันเกือบมืดสนิท แต่ตอนนี้ดูจากแสงตามขอบผ้าดูท่าจะสายมากแล้ว เธอต้องรีบตื่นแต่งตัว ไม่งั้นคงได้ไปทำงานสายแน่ๆ เฮ้อ อยากวาร์ปได้จริงๆนะ จะวาร์ปไปที่ทำงานเลยทันที
จางอี้ผิงจึงตัดสินใจลุกขึ้นอย่างกะปลกกะเปลี้ยเธอปีนลงบันไดหย่อนขาลงไปยืนข้างเตียงใช้เท้าควานหารองเท้าสลิปเปอร์ทั้งๆตายังปรือๆไม่โฟกัสอะไรมากนัก
แต่เท้าของเธอกลับสัมผัสกับสิ่งแปลกปลอมที่ไม่ควรมีอยู่ในห้องนอน มันคือขาเก้าอี้ล้อเลื่อนที่พอเธอเตะเข้ากะเลื่อนไปชนบางอย่าง
เธอยกมือขยี้ตาก่อนเปิดตามองอีกครั้ง กลับพบว่าตัวเธอยืนอยู่ที่โต๊ะของตัวเองในสำนักงาน แม้ว่ายังไม่ได้เปิดไฟแต่หน้าต่างหลายบานทำให้เห็นสภาพแวดล้อมชัดเจน
นี่มันเกิดอะไรขึ้น เธอมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไรกัน ทั้งยังมาในสภาพนี้อีก!!
หญิงสาวในชุดเสื้อยืดย้วยๆกับกางเกงนอนขายาว ยืนอุดปากกรี๊ดอยู่กลางสำนักงาน ก่อนจะหายวับไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เป็นโชคดีของเธอที่สำนักงานเล็กๆส่วนนี้ไม่มีกล้องวงจรปิดติดอยู่ ไม่อย่างนั้นคงกลายเป็นเรื่องใหญ่เป็นแน่
จางอี้ผิงมาปรากฎตัวอีกครั้งในห้องนอนตัวเอง หลังจากตั้งสติได้แล้วเธอก็ฉีกยิ้ม และหัวเราะราวกับคนบ้า ก็จะไม่ให้ยินดีได้ยังไงนี้มันคือความสามารถที่เธอติดอกติดใจในฝันเชียวนะ
เธอวาร์ปได้
เธอวาร์ปได้
ไม่เชื่องั้นเหรอ งั้นต้องลองอีกสักครั้ง
เธอลองวาร์ปไปมาระหว่างห้องนอนและห้องน้ำที่ห่างกันไม่เกิน 5 ก้าวอยู่หลายครั้งจนมั่นใจว่าไม่ได้ฝันซ้อนฝัน
ใจก็อยากจะลองวาร์ปให้ไกลขึ้น หรือจะวาร์ปไปที่สำนักงานเลยดี แต่เดี๋ยวก่อนจะไปในสภาพนี้อีกไม่ได้
จางอี้ผิงรีบเข้าห้องน้ำจัดการตัวเองอย่างเร่งด่วน ทั้งอาบน้ำ แปรงฟัน สระผม เป่าผม
เธอใช้เวลาเพียง 20 นาทีเท่านั้น เรียกว่าทุบทุกสถิติที่เคยทำมาเสร็จจากในห้องน้ำกลับเข้าห้องนอนมาแต่งตัวทาครีมกันแดด แตะลิปมันเล็กน้อย
ก่อนออกจากห้องไม่ลืมหยิบเสื้อโค้ทมีฮู้ดตัวใหญ่ติดมือมาด้วย
พอได้ใช้เวลากับตัวเอง เธอก็สงบสติอารมณ์ได้ เธอจึงเลือกเดินทางโดยวิธีปกติไปก่อน เพื่อสำรวจกล้องวงจรปิดที่มีอยู่ทั่วทั้งเมืองหาทำเลปลอดคน
เพราะหากวาร์ปไปสำนักงานตอนนี้อาจจะแจ็ตพอตโผล่ไปเจอใครบางคนเข้าก็ได้ ถึงเธอจะเข้างานตรงเวลาเกือบทุกวัน แต่ก็รู้ว่ามีเพื่อนร่วมงานอีกหลายคนที่เลือกตื่นเช้า เพื่อเลี่ยงเวลาที่ผู้คนแออัด
ที่ทำงานของจางอี้ผิงอยู่ในตึกรวมที่มีหลายบริษัทมาเช่าพื้นที่ แต่ละชั้นเปิดปิดสำนักงานในเวลาที่ไม่ตรงกัน สำนักงานของเธออยู่ชั้นที่ 2 จากทั้งหมด 15 ชั้น เพราะอยู่แค่ชั้น 2 จึงสามารถขึ้นบันไดหนีไฟแทนการใช้ลิฟต์ได้
ตอนแรกเธอคิดจะวาร์ปไปอยู่ในนั้น เพราะจำได้ว่ากล้องตรงนั้นเป็นเพียงกล้องวงจรปิดปลอมที่มีไว้หลอกโจร กับเด็กฝึกงานเท่านั้น
แต่มันก็เหมือนของจริงมากเสียจนเธอเริ่มไม่แน่ใจว่าข้อมูลที่เธอมีมันอัพเดตแค่ไหน เหมือนจะได้ยินมานานและเธอก็ไม่เคยพิสูจน์เสียด้วย
เมื่อออกจากสถานีรถไฟใต้ดิน เธอยังคงมองสังเกตตามจุดต่างๆเพื่อมองหากล้องวงจรปิดจนไม่ได้สนใจสิ่งแวดล้อมทั่วๆไป ยิ่งใกล้เวลาเข้างานคนมักจะเดินอย่างรีบเร่ง ทำให้จางอี้ผิงไหลไปตามกระแสผู้คนจนถึงทางเข้าตึกสำนักงาน
ที่ชั้น 1 ด้านตรงข้ามกับจุดสแกนบัตรขึ้นลิฟต์มีร้านกาแฟเล็กๆที่เปิดโดยคุณป้าเจ้าของตึก
ร้านนี้ตั้งอยู่ในส่วนที่ดีที่สุดของชั้น เพราะร้านเล็กหน้าแคบนี้ครอบครองบริเวณหน้าต่างติดสวนตลอดแนว บรรยากาศร้านจึงเหมือนนั่งอยู่ในเรือนกระจกควบคุมอุณหภูมิในทุกฤดู
จางอี้ผิงหมายตาที่นี่เป็นหนึ่งในจุดวาร์ปเพราะห้องเก็บของนอกร้านเป็นจุดอับสายตาไม่มีผู้คนเดินผ่านมากนัก แต่เธอที่เคยเป็นพนักงานพาร์ทไทม์มักเดินเข้าออกช่วยยกของอยู่บ่อยครั้ง
เธอเดินไปทักทายคุณป้าเหมือนเช่นเคย พร้อมซื้อกาแฟ 1 แก้วก่อนเข้างาน
“สวัสดีค่ะ ขอกาแฟให้ฉันแก้วหนึ่งค่ะ” จางอี้ผิงกล่าวทักทายพร้อมรอยยิ้ม
“สวัสดีจ๊ะ รับแบบไหนดีจ๊ะ” คุณป้าละสายตาจากเครื่องชงกาแฟ เงยหน้าถามด้วยรอยยิ้มใจดี แต่กลับดูห่างเหินไม่เหมือนที่เธอคุ้นเคยจางอี้ผิงมองตาคุณป้าแล้วรู้สึกแปลกๆในใจ
“ขออเมริกาโน่ร้อนค่ะ” คุณป้ารับคำแล้วทำกาแฟต่อไป
จางอี้ผิงใช้เวลานั้นมองไปเข้าไปในร้าน ด้วยความที่หน้าร้านแคบ จึงจัดเคาน์เตอร์ชงกาแฟและเก็บเงินไว้ตั้งแต่หน้าร้าน เมื่อสั่งเสร็จต้องรอรับเครื่องดื่มพร้อมจ่ายเงินที่จุดเดียวกัน
ช่วงเช้าเวลาเร่งรีบจึงมีคนเดินเข้าไปนั่งในร้านไม่มากนัก ส่วนใหญ่รอรับกาแฟแล้วเอากลับไปดื่มที่ทำงาน พวกที่นั่งในร้านช่วงนี้ถ้าไม่ใช่ระดับผู้บริหารก็จะเป็นแขกที่มานั่งรอเวลานัดเสียส่วนใหญ่
เธอกวาดตามองผ่านๆ เห็นใครบางคนที่รู้สึกคุ้นหน้า แต่กลับนึกไม่ออกว่าเคยเจอที่ไหนจึงละสายตามา
คุณป้าเจ้าของร้าน ทำกาแฟเสร็จพร้อมบอกราคาด้วยรอยยิ้ม จางอี้ผิง ควักเงินจ่ายแล้วเดินออกมา ได้ยินเสียงกระซิบกระซาบจากคนที่ต่อคิวข้างหลังดังตามมา
“ป้านั้นใครน่ะ รู้จักไหม ฉันไม่คุ้นหน้าเลย สวยๆแบบนี้ฉันไม่มีทางจำไม่ได้”
“ป้าก็ไม่รู้จักจ๊ะ เพิ่งเคยมาซื้อครั้งแรก”
คำตอบของคุณป้าเจ้าของร้านทำให้ร่างบางของจางอี้ผิง หยุดชะงัก
ไม่รู้จัก
เพิ่งเคยมาครั้งแรก
นี่ นี่มันเกิดอะไรขึ้น!!
จางอี้ผิงดึงฮู้ดคลุมหน้าทันทีด้วยความตระหนก ก่อนจะเปลี่ยนใจถอดฮู้ดออกในเวลาไม่นาน เธอจะทำตัวน่าสงสัยไม่ได้
ร่างบางพยายามเดินสบายๆไปอ่านบอร์ดดิจิตอลที่แสดงชื่อและชั้นของบริษัทต่างๆที่เช่าตึกนี้อยู่ ที่ชั้น 2 ยังคงเป็นสำนักพิมพ์ฉีไควเล่อ ที่ทำงานของเธอ
แต่ที่แปลกไปคือ ตั้งแต่ชั้น 3 ถึงชั้น 10 มีชื่อบริษัทบันเทิงที่เธอไม่รู้จักปรากฏอยู่ ส่วนชั้น 11 ถึง 15 ยังคงเป็นส่วนของอพาร์ทเม้นท์
ขณะที่ยืนเหม่อก็มีเสียงโฆษณาจากบอร์ดดิจิตอลอีกด้านดังขึ้น ภาพสาวสวยสุดเซ็กซี่ในชุดแดงเพลิงร้อนแรงเหมือนในความฝันทำเอาเธอกลั้นลมหายใจโดยไม่รู้ตัว กว่าโฆษณาจะจบเธอถึงกับหอบหายใจเพราะกลั้นหายใจเป็นระยะเวลานาน
หลังจากผ่อนหายใจจนรู้สึกปกติ จางอี้ผิงตัดสินใจเป็นไงเป็นกัน เธอล้วงเอาบัตรพนักงานที่แขวนอยู่ด้านในเสื้อโค้ทออกมาสแกน แล้วเดินผ่านพนักงานรักษาความปลอดภัยเข้าสู่ส่วนในของตึก
พนักงานเหลือบมองดูบัตรเธอแว้บหนึ่งก่อนปล่อยผ่านไป เธอจึงเดินเข้าไปด้านในสุดเปิดประตูบันไดหนีไฟขึ้นไปชั้น 2 กล้องวงจรปิดยังอยู่ที่จุดเดิม มีไฟ LED สีแดงกระพริบอยู่เป็นระยะ ดูเหมือนของจริงอยู่นะ
ที่ชั้น 2 เมื่อเปิดประตูเข้าไปจะเป็นทางเดินเล็กๆต้องเดินออกมาผ่านหน้าลิฟต์ จึงจะเจอโซนสำนักงาน ด้านหน้าสำนักพิมพ์ฉีไควเล่อมีผนังกระจกกั้นส่วนของทางเดินหน้าลิฟต์และตัวสำนักงาน
หลังประตูกระจกมีแผนกประชาสัมพันธ์คอยกดรีโมตเปิดประตูให้ผู้มาเยือน ส่วนพนักงานใช้ระบบสแกนนิ้วมือจางอี้ผิงยื่นนิ้วชี้วางบนเครื่องด้วยความระทึกอยู่ในใจ
ติ๊ด!! ไฟกะพริบสีแดงพร้อมเสียงที่บ่งบอกว่าไม่สามารถสแกนนิ้วได้ดังขึ้นมาจางอี้ผิง ยกนิ้วออกแล้ววางลงไปใหม่
ติ๊ด!!ไฟสีแดงเช่นเดิมหญิงสาวเริ่มหน้าซีด พนักงานหลังเคาน์เตอร์ยืนขึ้นมอง จางอี้ผิงจึงรู้สึกกดดันครั้งที่ 3 เธอเลือกจะเช็ดนิ้วมือกับเสื้อสองสามครั้งก่อนวางนิ้วลงไปสแกนอีกที
ติง ไฟกะพริบสีเขียว พร้อมประตูที่เปิดออกทำให้เธอถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอกรู้สึกเหมือนเล่นเกม ผ่านมาได้ด่านหนึ่งแล้ว
เด็กจบใหม่
สาวประชาสัมพันธ์มองจางอี้ผิงด้วยความแปลกใจ สำนักพิมพ์เล็กๆนี้มีพนักงานไม่มากนักเพราะเป็นส่วนของหนังสือภาษาต่างประเทศ
เน้นซื้อลิขสิทธิ์มาแปลขาย ทำการตลาดในกลุ่มลูกค้าที่ค่อนข้างเฉพาะ พนักงานทั้งบริษัทจึงรู้จักกันหมด เพราะมีกันแค่สิบกว่าคน แต่วันนี้กลับมีคนแปลกหน้าถือบัตรพนักงานเข้ามาเสียได้ ใครกันนะ ฝ่ายบุคคลไม่เห็นแจ้งว่าจะมีพนักงานใหม่เข้ามาก่อนเลย
“สวัสดีค่ะ พนักงานใหม่แผนกไหนค่ะ” ประชาสัมพันธ์สาวเอ่ยถาม
“จางอี้ผิงฝ่ายกองบรรณาธิการค่ะ”
“รอสักครู่ค่ะ”
ประชาสัมพันธ์สาวกดโทรศัพท์ติดต่อฝ่ายบุคคล เพื่อเช็คข้อมูล ฝ่ายนั้นส่งเสียง
“เอ๊ะ” หนึ่งคำก่อนบอกให้เข้าไปได้ เธอจึงกดเปิดประตูชั้นในแล้วบอกให้ผู้หญิงแปลกหน้าเดินตรงไปจนสุดทางเดิน
“ขอบคุณค่ะ”
จางอี้ผิงสูดหายใจรวบรวมความกล้า เดินไปทางห้องหัวหน้ากองบรรณาธิการ ระหว่างทางผ่านส่วนของพนักงานทั่วไป เธอแอบมองผ่านอย่างเร็วๆ พบคนคุ้นหน้าหลายคนทำให้รู้สึกใจชื้นขึ้นมานิดหนึ่ง
เมื่อถึงจุดหมายปลายทาง จางอี้ผิงเคาะประตูสองครั้งเมื่อได้ยินเสียงอนุญาตจึงเปิดเข้าไป
ห้องหัวหน้ากองบรรณาธิการ ยังคงเหมือนที่เธอคุ้นเคย ชายวัยกลางคนนาม ฉีไควเล่อ เจ้าของสำนักพิมพ์ควบตำแหน่งหัวหน้ากองบรรณาธิการ และอีกหลายตำแหน่งยังคงเป็นชายร่างผอม ใส่แว่นหนา หน้าตาใจดี
“สวัสดีครับ คุณจางอี้ผิง ยินดีต้อนรับ”
ฉีไควเล่อผายมือให้พนักงานใหม่นั่งลง เขาก้มมองเอกสารสมัครงานที่อนุมัติแล้วอีกครั้ง
รู้สึกแปลกใจตัวเองที่รับพนักงานใหม่ สัมภาษณ์ แถมอนุมัติเสร็จสรรพไปตอนไหน จะว่าหัวสมองว่างเปล่าไม่มีความทรงจำนี้อยู่ก็ไม่ใช่
เพราะก็รู้สึกคุ้นอยู่ลางๆ แต่ถึงอย่างไรคนก็มาอยู่ตรงหน้าแล้ว โปรไฟล์ก็ใช้ได้ก็ต้องดำเนินต่อไป
“นี่คือรายชื่อหนังสือต่างประเทศที่เราสนใจอยู่ ปลายปีผมอยากจะออกหนังสือสักเล่ม ลองตลาดวรรณกรรมเยาวชน ผมอยากให้คุณลองอ่านดูแล้วทำรายงานนำเสนอมา”
“งานนี้ผมให้เวลา 1 เดือนคุณต้องอ่านหนังสือในลิสต์นี้ทั้งหมด ถ้าไม่เจอที่คุณคิดว่าเหมาะสม อนุญาตให้นำเสนอเล่มอื่นนอกเหนือจากลิสต์นี้ได้”
“คุณไม่จำเป็นต้องนั่งทำงานประจำที่นี่ แค่ทำงานในส่วนของคุณให้เสร็จ ส่งรายงานทุกเช้าวันจันทร์ทางอีเมล รายงานสรุปการนำเสนอจะเป็นตัวตัดสินว่าคุณเหมาะที่จะทำงานแบบนี้หรือเปล่า”
“ถ้าคุณทำได้ดีคุณจะได้อิสระในการทำงานต่อไป ในทางตรงข้ามคุณอาจต้องกลับมาทำงานตามระเบียบเดิมหรือในกรณีที่แย่ที่สุด คุณอาจไม่ผ่านงาน”
ฉีไควเล่อยิ้มเย็น มองสบตาพนักงานใหม่ที่ดูจะนิ่งกว่าที่คิด เป็นเด็กจบใหม่ที่น่าสนใจทีเดียว
เขาเปิดโอกาสให้ถามหากสงสัยส่วนใดก็ตาม ส่วนใหญ่พนักงานใหม่มักเลือกที่จะไม่ถาม หรือถามกว้างๆไม่กี่คำถาม
แต่เด็กใหม่คนนี้มีชั้นเชิงที่ดีมากทีเดียว เพียงไม่ถึง 15 นาทีเขาก็บอกข้อมูลไปมากมาย และแปลกมากที่เขาไม่ได้รู้สึกรำคาญเลยสักนิด
ไม่รู้ว่าเพราะท่าทางการฟัง หรือวิธีที่เธอใช้ถาม เขาจึงรู้สึกสบายใจเหมือนคุยกับคนที่คุ้นเคยและรู้ใจกันประมาณหนึ่ง
หลังจากออกจากห้องหัวหน้ากองบรรณาธิการจางอี้ผิงก็ตรงเข้าไปเบิกอุปกรณ์การทำงานได้แท็บเล็ตวินโดว์ขนาด 11.6 นิ้ว พร้อมอุปกรณ์เสริม 1 เครื่อง
เมื่อเซ็นรับเอกสารและปฏิเสธที่จะเลือกโต๊ะทำงานจางอี้ผิงก็เดินออกจากที่ทำงานที่เคยทำงานมา 10 ปีมุ่งตรงกลับห้องเพื่อตรวจสอบข้อมูลหลายๆอย่างเพิ่มเติม
จางอี้ผิงใช้คอมพิวเตอร์ใหม่ที่ได้มาเข้าหลายๆเว็บไซด์เพื่อประติดประต่อข้อมูลอยู่เกือบชั่วโมง ผลสรุปข้อมูลที่รวบรวมได้ทำให้จางอี้ผิงรู้ว่า โลกใบนี้เป็นส่วนผสมของโลกใบเดิม กับโลกแห่งความฝัน ช่วงอายุเธอหายไป 10 ปีกลับไปเป็นเด็กจบใหม่อายุ 22 ปี
ผู้คนรอบตัวเธอที่เธอรู้จักและมีปฏิสัมพันธ์กันยังคงอยู่ แต่หลายคนที่รู้จักในช่วง 10 ปีนั้นไม่มีใครจำเธอได้ นี่เป็นสมมุติฐานที่เธอตั้งขึ้นมา
ในส่วนของประวัติศาสตร์ ศิลปวัฒนธรรม เทคโนโลยี มีทั้งเหมือนและแตกต่าง
ถ้าใช้คำตามความคิดเธอแบบตรงไปตรงมา ก็คือ จับมาผสมกัน แบบโน้นนิดนี่หน่อยแล้วแต่อารมณ์ของท่านเทพผู้สร้าง
แล้วการที่ย้อนกลับมาอายุ 22 ปี ดูแล้วก็ไม่ใช่การย้อนเวลาเสียทีเดียว
อย่างน้อยลอตเตอรี่งวดที่เธอเรียนจบรับปริญญาที่เธอจำได้แม่นเพราะใช้เลขลำดับในการแทง แถมยังเป็นการเล่นลอตเตอรี่ครั้งแรก
ในโลกนี้รางวัลที่ออกก็ไม่ใช่เลขเดิม ทำเอาเธอเสียใจที่พลาดโอกาสเป็นเศรษฐีอย่างรวดเร็วด้วยการหากินกับเลขเด็ด
หลังจากมีข้อสันนิษฐานหลายๆอย่างในใจ เธอก็เก็บกระเป๋าเสื้อผ้า ถือโอกาสเอาของที่ไม่ได้ใช้หลายอย่างใส่กระเป๋าเดินทางกลับไปเก็บไว้ที่บ้าน
ไหนๆ ก็มีวิธีเดินทางที่แสนสะดวกสบายแล้วก็ต้องใช้ให้คุ้ม จัดการเคลียร์ห้องเล็กๆนี่ให้โล่งขึ้น ส่วนที่ทิ้งไม่ลงก็เก็บกลับบ้าน ที่เหลือก็แยกไปทิ้งกับบริจาคให้หมด
จางอี้ผิงคิดว่าในเมื่อได้ชีวิตใหม่กลับมาเป็นวัยรุ่นอีกครั้ง เคยอยากทำอะไรก็ทำ ที่เคยฝันจะมีห้องสไตล์มินิมอลน่ารักๆแต่ของเยอะจนไม่รู้จะจัดยังไง ทำไปทำมาก็ขี้เกียจ ตอนนี้ทำได้แล้วก็ต้องลองสักหน่อย
ใช้เวลาทั้งวันจัดห้อง ขนขยะไปทิ้ง กล่องบริจาควางแยกไว้แล้วแชทบอกเจ้าของหอ จัดกระเป๋า เอาของใส่กล่อง
เธอเพิ่งรู้ว่าร่างกายตัวเองอ่อนแอมาก ทำงานบ้านได้สักพักก็เหนื่อยจนจะเป็นลม ต้องทำไปพักไป หาอะไรกินไปกว่าจะเสร็จใช้เวลาไปทั้งวัน หลังจากพักเหนื่อยอาบน้ำแต่งตัวใหม่ก็พอดีกับเวลาที่เครื่องบินเที่ยวสุดท้ายบินถึงเมือง C บ้านเกิดของจางอี้ผิงพอดี
เธอพรางตัวใส่หมวกและหน้ากากอนามัยแล้ววาร์ปตัวเปล่าไปโผล่ชั้นจอดรถใต้ดินสนามบินเมือง C ก่อนเดินย้อนขึ้นไปเอารถเข็น แล้ววาร์ปอีกสองครั้งในเวลาชั่ววินาทีพาเอากล่องสมบัติและกระเป๋าเดินทางใส่รถเข็นที่จุดอับสายตา
ทุกอย่างเหมือนง่ายดายแต่จริงๆแล้วไม่ใช่
เมื่อทำสำเร็จก็พบว่ามือทั้งสองข้างชื้นเหงื่อ ใจก็เต้นตึกตักอย่างลุ้นระทึก ต่างจากท่าทีนิ่งเฉยที่แสดงออกภายนอกโดยสิ้นเชิงทีเดียว
จางอี้ผิงพักหายใจคลายความตื่นเต้นแล้วเข็นรถไปที่จุดให้บริการแท็กซี่ หลังจากบอกจุดหมายปลายทาง ตั้งพิกัดสถานที่เสร็จแล้ว คนขับรถก็เดินมาช่วยยกสัมภาระขึ้นรถก่อนมุ่งหน้าสู่หมู่บ้านเล็กๆชายขอบเมือง C
ทิวทัศน์ภายนอกเมื่อขับรถพ้นตัวเมือง ล้วนเป็นทางขึ้นเขาวนเวียนวกวน หมู่บ้านที่เธออยู่ต้องผ่านเขาไปอีกหลายลูก เพราะสนามบินก็อยู่นอกตัวเมืองอีกด้าน
ใช้เวลาเกือบชั่วโมงกว่าจะถึงบ้านหลังน้อยบนเนินเขา เมื่อเห็นว่าใกล้ถึงบ้าน จางอี้ผิงก็โทรศัพท์บอกให้จางอี้ฝู่น้องชายออกมารับโดยย้ำว่าให้เอารถเข็นออกมาขนของด้วย
ไม่ถึง 5 นาทีหลังจากนั้น รถแท็กซี่ก็จอดบริเวณลานเล็กริมถนนที่มีผู้ชายวัยรุ่นยืนเล่นโทรศัพท์ มองจากตรงนี้ไม่เห็นบ้านสักหลังมีเพียงทางคอนกรีตแคบที่รถจักรยานยนตร์พอขี่สวนกันได้เท่านั้น
“พี่ เกิดอะไรขึ้นมาได้ไง” น้องชายเอ่ยทักอย่างแปลกใจ
“ไว้เล่าให้ฟัง ขนของก่อนเถอะ”
หลังจากยกของลงและจ่ายเงินเรียบร้อย สองพี่น้องช่วยกันดูรถให้คนขับแท็กซี่สามารถกลับรถเข้าเมืองได้ แล้วก็พากันเดินเข้าบ้านไปตามเส้นทางเล็กๆที่สร้างหลบต้นไม้ใหญ่ และสวนผลไม้ขนาดย่อมๆ
จางอี้ผิงมองสองข้างทางอย่างคิดถึง ต้นไม้บางต้นเธอเคยปีนเล่นสมัยเด็ก เคยตกลงมาเข่าแตกก็หลายครั้ง มาดูตอนนี้ก็เหมือนไม่ได้สูงสักเท่าไหร่นะ ไม่รู้ว่าเล่นกันยังไงถึงตกลงมาได้
โลกก่อนตั้งแต่เข้าเมืองไปเรียนมหาวิทยาลัยที่ปักกิ่งจนจบทำงาน เธอกลับบ้านปีละ 2 -3 ครั้งเท่านั้น
เนื่องจากค่าเดินทางค่อนข้างแพง กว่าจะเดินทางถึงก็เหน็ดเหนื่อยเกินไป เมื่อมาถึงจึงไม่ได้สังเกตบรรยากาศสิ่งแวดล้อมใด ๆว่าอะไรเพิ่มหรือหายไปตอนไหน
เพราะกลับมาถึงก็เข้าห้องพักผ่อน ไม่ไปไหน ไม่ทำอะไรทั้งสิ้น เธอมักเรียกการทำแบบนี้ว่ามาชาร์ตแบตเพิ่มพลังงาน
คิดอะไรเรื่อยเปื่อยไม่นานก็เดินมาถึงบ้านไม้สองชั้น มีแม่รอรับอยู่หน้าบ้านท่าทางกังวลใจของแม่ทำให้จางอี้ผิงอึดอัดอยู่ในอก ที่ผ่านมาเธอคงไม่ใช่ลูกสาวที่ดีนัก สนใจแต่ตัวเองจนหลงลืมคนทางนี้ไปเลย
“หนูกลับมาแล้วค่ะแม่”
จางอี้ผิงทิ้งกระเป๋าไว้แล้ววิ่งเข้าไปกอดแม่ ร่างนุ่มๆของแม่ติดจะเย็นหน่อยๆ ไม่รู้มายืนรอตั้งแต่เมื่อไหร่ แม่โอบกอดแล้วลูบหลังเธอสองสามครั้ง ก่อนผลักออกเบาๆใช้สองมือจับแก้ม มองหน้าดูตาของเธออย่างตั้งใจ
ภาพความทรงจำสมัยเด็กๆ ฉายขึ้นมาในห้วงความคิด แม่มักทำอย่างนี้เสมอเวลาเห็นเธอกลุ้มใจ หรือมีท่าทีแปลกไป
ไม่ว่าจะทะเลาะกับเพื่อนที่โรงเรียน มีปัญหากับครู หรือแม้แต่ยามที่ผลสอบไม่เป็นไปอย่างที่เธอตั้งใจ แม่มักทำอย่างนี้เพื่อให้แน่ใจว่าเธอไม่เป็นไรเหมือนอย่างที่พูดจริงๆ
แม่บอกว่า แม่มีซิกซ์เซนส์ อ่านใจคนได้เพราะฉะนั้นจะหลอกแม่ไม่ได้ ตอนเป็นเด็กน้อยเธอหลงเชื่อ เวลาทำอะไรผิดมักไม่กล้ามองตาแม่ พอเริ่มวัยรุ่นเธอไม่เชื่อ แต่ก็ยังไม่กล้ามองหน้าแม่เวลาทำผิดอยู่ดี!
ส่วนตอนนี้เธอเริ่มสงสัยแล้ว ในเมื่อตัวเธอยังวาร์ปได้ ทักษะซิกซ์เซนส์ ไม่น่าจะเป็นของหายากอะไรแล้วนะ หรือแม่จะมีจริงๆ
“กลับมาก็ดีแล้ว เข้าบ้านก่อน”
ไป่ลู่เหมยพิจารณาสายตาท่าทางลูกสาวคนเดียวจนแน่ใจว่าไม่มีเรื่องอะไรน่ากังวล จึงผ่อนลมหายใจแล้วเรียกลูกๆเข้าบ้าน
คนพี่เดินกลับไปช่วยน้องชายขนกระเป๋า และกล่องใบใหญ่อีก 2 กล่อง ยกเอาไปเก็บในห้องส่วนตัวที่ชั้น 2 น่าแปลกที่คราวนี้ลูกสาวไม่ไปพักผ่อนในห้องรอเวลากินข้าวเหมือนเคย กลับออกมาพูดคุยและเล่าเรื่องต่างๆให้ฟัง
สรุปว่าที่กลับมาคราวนี้เพราะได้งานแล้ว แถมยังเป็นงานที่ทำที่ไหนก็ได้อีกด้วย ลูกชายได้ฟังก็ตื่นเต้นอยากมีอิสระในการทำงานเหมือนพี่สาวตัวเองบ้าง
แต่กลับไม่รู้ตัวเองว่าอยากทำงานอะไรกันแน่ แค่รู้ว่าขอเงินเดือนเยอะและอิสรเสรีแบบพี่สาวก็พอ
ไป่ลู่เหมยจึงเอื้อมมือไปหยิกเอวลูกชายเบาๆอย่างปรามๆ แนวคิดแบบนี้มันใช้ได้ที่ไหนเล่า แต่ในใจแอบยินดีที่ลูกสาวที่ห่างอกไปเรียนหลายปีจะกลับมาหาได้บ่อยยิ่งขึ้น ไป่ลู่เหมยจึงมีความสุขเป็นที่สุด
ส่วนของที่ลูกสาวขนมาคือของที่จะลองเอามาขายแถวนี้ดู เห็นบอกว่ารับมาจากเพื่อน ว่าจะลองมาทำตลาดแถวนี้ แต่พอถามว่าคืออะไรกลับไม่ยอมบอก จะอุบไว้ก่อน ไว้หายเหนื่อยแล้วค่อยแกะมาให้ดู
เมื่อคนเป็นแม่สบายใจก็แยกไปทำกับข้าว โดยมีลูกชายเป็นลูกมือเหมือนเคย
จางอี้ผิงเดินกลับเข้ามาในห้อง เมื่อตะกี้โกหกคำโตไปว่ามีของมาขาย เพราะอยู่ๆก็นึกขึ้นได้ว่าเธอสามารถวาร์ปไปซื้อของกลับมาขายได้ง่ายๆเลยนะ อย่างน้อยก็ได้ส่วนต่างค่าขนส่ง
ช่วงนี้ก็คงต้องหาเงินเล็กๆน้อยๆ ใช้ระหว่างคิดหาทางเปลี่ยนเส้นทางชีวิตเข้าสู่เส้นทางบันเทิงอย่างที่เคยฝันมาตลอด ถึงจะอายุ 22 ปีแล้ว แต่ก็ยังไม่สายเกินไปที่จะเริ่มใหม่
ไม่งั้นสวรรค์จะส่งมาช่วงอายุนี้ทำไมละ ไม่ใช่แต่ก่อนเธอมักบ่นอยู่เสมอว่า แก่ไปแล้ว สายเกินไปแล้วที่จะเป็นดาราหรอกหรือ
แต่ตอนนี้ต้องเก็บงานสำนักพิมพ์ไว้ก่อน ถ้าลาออกมาอยู่บ้านเฉยๆระหว่างนี้ โดนแม่ตีตายแน่ เฮ้อ!
อ๋อ ที่สำคัญต้องหาทางใช้ทักษะให้คุ้มค่ากว่านี้ด้วย ตอนนี้คิดออกแค่นี้ก็ลองทำดูก่อน
จางอี้ผิงเปิดแท็บเล็ตขึ้นมามองหาสินค้าที่จะมาขาย อย่างแรกต้องหายากในแถบนี้ ถ้าเป็นของกินก็จะขายได้ง่ายหน่อย
อืม อาหารทะเลแห้งก็ดีนะ แถวนี้ห่างไกลทะเล บางคนทั้งชีวิตไม่เคยเห็นทะเลเลยด้วยซ้ำ
อย่างแม่เธอก็ไม่รู้ว่าเห็นทะเลครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่ เท่าที่จำได้แม่ไม่เคยไปไหนเลยอยู่แต่ที่บ้าน ไกลสุดก็ไปงานรับปริญญาของเธอที่ปักกิ่งอาจจะเคยเห็นทะเลสาบผ่านๆ
หลังจากเลือกสินค้าเปรียบเทียบราคาเรียบร้อย เธอก็ได้สินค้าที่ต้องการและจุดหมายในการวาร์ป ซึ่งเธอกำหนดไว้คร่าวๆว่าจะไปซื้อพรุ่งนี้แต่เช้า ทำให้เสร็จเร็วๆแม่จะได้สบายใจ
เรื่องเอาของไปขายจ้างน้องชายไปทำก็ได้ แบ่งกำไรให้สักหน่อยน้องชายขี้งกต้องสนใจแน่ๆ ตัวเธอเองจะได้มีเวลาอ่านหนังสือทำรายงานสักที
หลังจากออกไปกินข้าวเย็นกับครอบครัว แล้วช่วยเก็บครัวล้างจานเรียบร้อย เธอก็บอกกับแม่และน้องเรื่องจะทำงานในห้อง
ถ้าเห็นไฟเปิดอยู่ไม่ต้องแปลกใจ แล้วก็ไม่ต้องเรียกเธอกินข้าวเช้าด้วย เพราะเธออาจจะทำงานเพลินแล้วได้นอนตอนเช้าเลยก็ได้
เรียกว่ากันพลาดไว้ก่อนทุกสถานการณ์ที่คิดออก เริ่มรอบคอบในการใช้ทักษะขึ้นมาอีกนิดแล้วนะตัวเรา
ปม
คืนแรกหลังกลับบ้าน จางอี้ผิงฝันถึงเหตุการณ์เมื่อนานมาแล้ว เมื่อยังเด็กช่วงที่ขึ้นมัธยมต้นใหม่ๆ หลังจากได้รู้จักนิยายและเริ่มมีความฝันจะเป็นดารายอดนิยมเหมือนนางเอกนิยาย
เด็กน้อยจางอี้ผิงไปสมัครเล่นละครเวทีประจำปีของโรงเรียน ซึ่งมักจะแสดงช่วงหลังเปิดเทอมสองราว ๆสองเดือน จึงประกาศรับสมัครตั้งแต่ต้นเทอมเพื่อคัดตัวละครและซ้อมบท
พอดีว่าบทละครในปีนั้นเป็นเรื่องของเด็กยากจนมีความกตัญญู ในบรรดาเด็กที่มาสมัครทั้งหมด ซึ่งล้วนแล้วแต่แก้มกลม ขาวใส
เด็กหญิงที่ตัวเล็กผอมบาง ผิวคล้ำจากการวิ่งเล่นในสวนผลไม้อย่างจางอี้ผิงจึงเข้าตากรรมการผู้เป็นศิษย์เก่าคนดังที่เผอิญมาเยี่ยมโรงเรียนพอดี เมื่อทดสอบบทแล้วจางอี้ผิงจึงได้บทนางเอกมาครอง
ช่วงการนัดซ้อมสามวันแรก เด็กน้อยที่กำลังดีใจเริ่มรู้สึกถึงบรรยากาศแปลกประหลาด สายตาไม่ชอบใจของคนอื่น ๆ
จนวันที่สี่ของการซ้อม เด็กน้อยเอาสมุดการบ้านไปส่งที่ห้องพักครูก็ได้ยิน ครูในห้องพักพูดถึงตัวเอง
“เด็กนั้นได้บทมาได้ยังไง หน้าตาก็ไม่ได้สะสวย ไม่มีอะไรดึงดูดให้คนมาดูเลย”
“ศิษย์เก่ากิตติมศักดิ์เลือกมานะสิ เห็นว่า ผอมบาง หน้าตาดูไม่มีจะกิน ท่าทางซื่อๆ ตรงกับบทเด็กยากไร้ที่สุด”
“เหตุผลแค่นี้! น่าสงสารอิงฮวาห้องฉันจริงๆ ทั้งสวย ทั้งแสดงดีมีคุณสมบัติจะเป็นนางเอกครบ แต่ต้องมาแพ้เด็กกำพร้าไม่มีพ่อ”
“อะไร เธอรู้อะไรมา เล่าซิ”
“ก็เด็กจางอี้ผิงนั้น สงสัยอยากจะเจริญรอยตามแม่มัน เหอะ แม่มันหน่ะ เป็นแค่ดาราตัวประกอบเล็กๆ ไม่รู้ทำอีท่าไหนถึงหอบลูกเล็กท้องโตมาตั้งรกรากที่นี่ สามีเป็นใคร ไม่มีใครเคยเห็นหน้าหรอกนะ มาซื้อบ้านอยู่ไม่นาน เจ้าของบ้านคนเก่าก็ตาย ตัวซวยจริงๆ”
“แม่เด็กนั้นเคยเป็นดาราหรอ มิน่า ตอนแคสบทพูดเต็มปากเต็มคำเลยว่าอยากเป็นดารา เชื้อแม่มันแรงจริงๆ อีกหน่อยก็คงท้องไม่มีพ่อกลับมาเหมือนแม่มัน เห็นบอกว่าอยากเป็นดาราที่มีคนรักเยอะๆด้วยนะ ฮะฮ่าฮ่า ”
“แหม เธอก็ เด็กตัวแค่นั้น ยังไม่ได้คิดอะไรหรอกน่า”
ถ้อยคำว่าร้ายนั้นทำเด็กหญิงน้ำตานองหน้า แม้จะยังไม่เข้าใจคำพูดทั้งหมด แต่เด็กน้อยก็รู้ว่าถูกพูดถึงไม่ดี และว่าร้ายไปถึงแม่ที่ใจดีของเธอด้วย
เด็กหญิงไม่รู้ว่าสองคนที่พูดจาร้ายกับครอบครัวเธอเป็นครูห้องไหน แต่หลังจากนั้นเวลาเห็นคนอื่นมองมายามที่เธอซ้อมบทละครเวที เด็กหญิงก็รู้สึกไม่ดี กดดัน อึดอัดจนต้องขอลาออกจากงานแสดงในที่สุด
เด็กหญิงตัวน้อยเก็บเรื่องที่เกิดขึ้นนี้ไว้กับตัวเอง ไม่เคยบอกใครแม้แต่แม่ของเธอ เพราะเธอกลัว กลัวตัวเองเจ็บปวด กลัวจะรู้ว่าพ่อที่จำไม่ได้ไม่เคยรักเธอ กลัวแม่เสียใจ
จางอี้ผิงตื่นขึ้นจากฝันโดยจดจำได้ทุกเหตุการณ์ พอมามองดูในฐานะบุคคลที่สามแล้วก็รู้สึกสงสารตัวเอง เด็กน้อยคนหนึ่งต้องมีแผลใจเพราะคำพูดพล่อยๆของผู้ใหญ่สองคน ไม่รู้ครูสองคนนั้นยังสอนอยู่หรือเปล่า
ตอนนี้เธอรู้แล้วว่าเป็นใคร เพราะเธอลอยเข้าไปดูถึงห้องพักครูเลย! ตอนเห็นท่าทางขี้นินทาจีบปากจีบคอพูดของยัยสองคนนั้นก็อยากปรี่เข้าไปตบให้สาแก่ใจ
แค้นสิบปีไม่สาย อย่าให้เธอเจอละกัน
ตอนนี้ทำอะไรไม่ได้นอกจากเปลี่ยนมุมมองและวิธีคิด จางอี้ผิงที่ผ่านการเรียนรู้ เติบโต ทำงานอยู่ในสังคมมาสิบปี เธอจึงคิดได้ว่า จริงๆมันแค่คำพูดที่ต้องการกดทับเธอ ให้เธอยกบทตัวนำให้เด็กในห้องตัวเองก็แค่นั้น
เห็นท่าทางมองไปที่ประตู และพูดเสียงดังทั้งที่อยู่กันสองคนก็รู้แล้ว นี่มันตั้งใจและวางแผนไว้ทั้งหมด!
เรื่องผ่านมานานแล้ว ก็ได้แต่แค้นแต่ทำอะไรไม่ได้ จึงไม่คิดอะไรมากรีบจัดการตัวเองในห้องน้ำ แล้วออกมาใส่เสื้อผ้าที่เตรียมไว้
รอบนี้เธอค่อนข้างพิถีพิถัน ข้างในเป็นเสื้อยืดกางเกงขายาวสีดำธรรมดาคลุมทับด้วยแจ็คเก็ตที่ใส่ได้สองด้าน หน้ากากอนามัยสีดำ รองเท้าผ้าใบธรรมดา
ที่พิเศษคือเธอเตรียมถุงผ้าขนาดใหญ่ไปด้วยหลายใบพับซ้อนๆกันแล้วยัดไว้ที่พุง พอส่องกระจกเหมือนคนท้องอ่อนๆ จางอี้ผิงหมุนตัวไปมาด้วยความพอใจ
หลังจากหยิบของเพิ่มอีกนิดหน่อย เธอก็ตั้งสมาธิระบุตำแหน่งในการวาร์ปไปโผล่ที่ตรอกหลังตลาดค้าอาหารทะเลที่ใหญ่ที่สุดของเมืองริมชายฝั่งตะวันออก
เธอตั้งใจโผล่ไปในท่านั่งผูกเชือกรองเท้า เผื่อจะทำเนียนๆถ้ามีคนมาเจอเข้าโดยไม่ได้ตั้งใจ แต่โชคดีที่ไม่พบใคร
สังเกตรอบด้านสักพักจางอี้ผิงก็ได้ยินเสียงคนมาจากฝั่งขวาของตรอกกำลังใกล้เข้ามา เธอจึงล้วงโทรศัพท์ขึ้นมาทำเป็นคุยแล้วเดินสวนออกไป เลี้ยวแค่ครั้งเดียวก็เดินมาเจอทางเข้าด้านหน้าตลาดที่ผู้คนพลุกพล่าน
จางอี้ผิงจึงเดินตามหลังกลุ่มคนเข้าประตู หลังจากเข้ามาเจออากาศอบอุ่นด้านใน ก็มีบางคนเริ่มถอดเสื้อกันหนาวออก เธอก็ถอดตามพร้อมควักเอาถุงผ้ามาเก็บเสื้ออย่างเนียนๆ
เมื่อเดินผ่านส่วนที่ขายของสดมาสักพักก็พบเป้าหมายที่ต้องการ โซนริมด้านหนึ่งมีร้านอาหารแห้งอยู่หลายร้าน แต่ละร้านติดป้ายราคาไว้อย่างชัดเจน
จางอี้ผิงยืนสังเกต คุณภาพ และวิธีการห่อสินค้าของแต่ละร้าน แล้วจึงเลือกร้านใหญ่ร้านหนึ่ง ที่ใช้เครื่องซีลสุญญากาศในการห่อสินค้าจริง ๆก็เหมือนจะมีกันทุกร้าน แต่ถ้าลูกค้าไม่ระบุว่าต้องการก็ไม่ใช้กัน
มีเพียงร้านนี้ที่ห่อซีลให้อย่างดีกับลูกค้าทุกคน
เมื่อเข้าไปในร้านเธอก็ยื่นรายการที่ลิสต์ไว้ให้พนักงาน ในนั้นระบุสินค้า ปริมาณต่อถุงไว้โดยละเอียด
พนักงานอ่านเสร็จเมื่อเห็นว่ามีสินค้าทุกรายการ ก็เดินไปคิดเงินที่เคาน์เตอร์ ทำการจ่ายเงินรับใบเสร็จ พนักงานระบุให้มารับของในอีก 15 นาที
จางอี้ผิงจึงเดินออกมาจากร้าน เดินดูของแล้วแอบมองหากล้องวงจรปิดไปด้วย เมื่อคิดว่าเจอจุดอับสายตาที่เหมาะๆก็ถ่ายรูปเก็บไว้
ก่อนเปิดคลังภาพหาภาพแผนผังอาคารที่ถ่ายไว้ก่อนหน้าตอนเผอิญเดินผ่านมากดแก้ไขภาพ ทำสัญลักษณ์แล้วซ้อนรูปไว้เสร็จสรรพ
เมื่อครบเวลาตามนัดก็เดินกลับมาที่ร้าน ตรวจเช็คสินค้าทีละห่อแล้วเอาเก็บใส่ถุงผ้าที่เตรียมมาเอง
จางอี้ผิงพอใจสินค้าและบริการของร้านอย่างมาก จึงพูดคุยแลกเปลี่ยนเบอร์โทรกันไว้เผื่อคราวหน้าเธอจะโทรมาสั่งก่อน จะได้ไม่ต้องรอให้เสียเวลาแบบนี้อีก
ออกจากร้านสักพักเธอก็กลับมาใส่แจ็คเก็ตเตรียมจะไปที่จุดวาร์ปที่เล็งไว้ แต่สัญชาตญาณบางอย่างทำให้รู้สึกว่ามีคนมองเธออยู่
เมื่อหันกลับไปก็พบผู้หญิงคนหนึ่งมองมา เธอมองกลับก็ไม่รู้สึกคุ้นหน้า ไม่น่าใช่คนที่เธอรู้จักนะ
อีกด้านหญิงวัยกลางคนท่าทางคล่องแคล้วใส่ชุดและปลอกแขนกันเปื้อนคล้ายจะเป็นแม่ค้าธรรมดาๆในตลาด กำลังมองผู้หญิงคนหนึ่งที่แต่งตัวธรรมดาถือถุงผ้าเต็มสองมือเหมือนสแกนสินค้า
อืม
โครงหน้าผ่าน
รูปร่างได้
ท่าทางดูมั่นใจ
ให้สามผ่านที่เหลือค่อยส่งไปให้บอสพิจารณาดูเองก็แล้วกัน!
ป้าโจวเจ้าของแผงปลารีบเดินไปหาหญิงสาวด้วยความดีใจ ก่อนแนะนำตัวเองว่าเป็นแมวมองของบริษัทเอเจนซี่ศิลปิน สนใจทาบทามให้หญิงสาวไปแคสเข้าสังกัด
พูดจาหว่านล้อม ชักแม่น้ำทั้งห้า ไม่เว้นวรรคหายใจจนจางอี้ผิงมึนงงไปหมด
สิ่งที่คิดตอนนี้คือ เดี๋ยวนี้แมวมองถึงกับมาแฝงตัวอยู่ตามตลาดอาหารทะเลเลยหรือ
เป้าหมายที่ต้องการคืออะไร สาวน้อยอาภัพ แม่บ้านสู้ชีวิต หรือลูกสาวเจ้าของตลาดแก่นเซี้ยว แล้วนี่เธอไปตรงคอนเซ็ปไหน สงสัยจริงๆเลย
“เออ ขอบคุณค่ะป้า แต่ฉันยังไม่สนใจจริงๆค่ะ”
เมื่อได้จังหวะที่ป้าโจวยกน้ำขึ้นมาดื่ม เธอก็ออกตัวปฏิเสธอย่างสุภาพ ถึงจะอยากเข้าวงการแต่ก็ต้องดูให้ดีๆหลายอย่างนะ
จะซี้ซั้วเดินตามคนแปลกหน้าไปไม่ได้ แต่เท่าที่ดูป้าคงไม่ได้มาร้าย น่าจะไม่ใช่พวกหลอกเด็กสาวๆไปทำอะไรไม่ดีหรอก
“สาวน้อยอย่าเพิ่งรีบตัดสินใจสิ นี่ๆ เอานี่ไปก่อน”
ป้าโจวหยิบผ้าที่แขวนอยู่ข้างเอวมาเช็ดมือ ก่อนล้วงเข้าไปในกระเป๋าหน้าของผ้ากันเปื้อน หยิบตลับนามบัตรมาเปิด แล้วยื่นให้จางอี้ผิงหนึ่งใบ
“เมื่อไหร่สนใจ ก็อย่าลืมนึกถึงป้าก่อนละ โทรไปนัดตามเบอร์นี้ได้เลย”
“แต่ไม่เจอป้าหรอกนะ ป้าอยู่ประจำที่นี่เป็นงานหลัก ทาบทามเด็กๆที่มีแววเป็นงานเสริม อันนี้นามบัตรบอสของป้าเอง อยู่ปักกิ่ง ”
จางอี้ผิง ยกถุงผ้าขึ้นแขวนไหล่ก่อนโค้งตัวรับนามบัตรด้วยสองมือ อ่านทวนชื่อและบริษัทก่อนเอ่ยขอบคุณแล้วขอตัวเดินจากไป
เธอไม่ได้รู้เลยว่า ท่าทีที่เธอแสดงออกนั้นทำให้ป้าโจวประทับใจ จนถึงกับโทรไปคุยโม้กับบอสอยู่นานสองนานเลยทีเดียว
จางอี้ผิงกลับมาถึงห้องนอนที่บ้านตอนเกือบจะ 8 โมง ได้ยินเสียงแม่กับน้องคุยกันอยู่ข้างล่าง เธอจึงรื้อกล่องที่ขนกลับมาจากหอ เอาของออกแล้วใส่สินค้าล็อตแรกลงไป กล่องใบใหญ่ใส่ได้เต็มพอดี 1 กล่อง
เธอยกลงบันไดมาอย่างทุลักทุเลเพราะมองไม่เห็นขั้นบันไดเลยกะไม่ถูกกลัวทำตัวเองตกลงไป
“อาฝู่ มาช่วยพี่หน่อย” สุดท้ายก็ตะโกนเรียกน้อง แล้วหยุดรอที่ชานบันได เหลืออีกไม่กี่ขั้นแต่ไม่เสี่ยงดีกว่า
“ก็ไม่รู้จะยกขึ้นไปทำไม เนี้ยต้องยกลงมาอีกและ”
จางอี้ฝู่บ่นหงุงหงิง แต่ไม่กล้าเสียงดังมาก พี่สาวที่อายุห่างกัน 4 ปีค่อนข้างน่ากลัวสำหรับเขาอยู่ทีเดียว ถึงจะเคยสนิทกันก็เถอะ
“เอาหน่า อย่าบ่นมาก รีบมานี่พี่เอาโชคลาภมาให้ยังจะบ่นอีก”
หลังจากส่งกล่องให้จางอี้ฝู่ขนลงไป จางอี้ผิงก็ยืนรอให้น้องลงบันไดก่อนค่อยเดินตาม ก่อนรีบแซงหน้าไปหาแม่ที่โซฟาหน้าทีวี
พอน้องชายเอาของมาวางไว้ตรงหน้าก็เริ่มร่ายราย ละเอียดสินค้าที่นำมา บอกราคาที่รับมา บวกค่าขนส่ง ค่าแรง ราคาที่จะขาย รวมทั้งส่วนแบ่งรายได้ที่จะให้จางอี้ฝู่หากสามารถขายได้หมด
โดยมีเอกสารที่ทำตารางต้นทุน – กำไรอย่างชัดเจนมาให้ด้วย เธอเผื่อเอาไว้น้องฟังไม่ทันจะได้ให้อ่านเอาเอง
ไป่ลู่เหมย ฟังลูกสาวเล่าอย่างตั้งใจ แม้จะแปลกใจเล็กน้อยที่ลูกคิดจะค้าขาย ถึงจะบอกว่าเพื่อนฝากมาลองตลาด แต่จากที่ฟังลูกสาวของเธอศึกษาและเก็บรายละเอียดมาอย่างดีเลยทีเดียว เธอยิ้มมองลูกอย่างภาคภูมิใจ
ส่วนจางอี้ฝู่น้องชายอายุ 18 ปีที่กำลังจะเป็นรุ่นพี่ปีสุดท้ายของโรงเรียนมัธยมกลับตื่นเต้นกับประโยคสุดท้ายของพี่เป็นที่สุด
เขามองกล่องใส่อาหารทะเลตากแห้งเหมือนมองเห็นกองเงินอยู่ตรงหน้า ถ้าเขาขายหมดพี่จะแบ่งกำไรให้ครึ่งหนึ่ง ราวๆ 300 หยวนในกรณีที่เขาขายหมดตามราคาที่พี่ตั้งไว้ มันเยอะมากเลยนะ จะไม่ให้เขาตื่นเต้นได้ยังไง
ทุกวันนี้แม่ให้เขา 10 หยวนต่อวันเพราะโรงเรียนมีข้าวให้กิน เงินที่ได้แค่เอาไว้ซื้ออุปกรณ์การเรียน หรือของที่อยากได้เพิ่มเติมเท่านั้น แล้วเขาก็อยากได้ตั้งเยอะกว่าจะเก็บสะสมได้แต่ละหยวนลำบากมาก!
แถมช่วงนี้ปิดเทอมด้วย ค่าขนมลดลงครึ่งหนึ่ง แค่คิดก็รู้สึกเจ็บไตแล้วเนี้ย ฮึก!
“ได้เลยพี่ ผมเอาด้วย เดี๋ยวผมขี่รถไปเช็คราคาของในเมืองก่อน ค่อยกลับมาว่ากันอีกทีว่าจะขายเองหรือเอาไปขายต่อ รับรองว่าไม่ทำให้พี่ขาดทุนแน่”
จางอี้ฝู่แสดงความมั่นใจออกมาเต็มที่
“โอเค จัดการได้เลย”
จางอี้ผิงพยักหน้าอย่างเห็นด้วยแล้วปล่อยให้น้องชายจัดการส่วนที่เหลืออย่างที่ตั้งใจไว้ แม้ว่าของในกล่องจะใช้เงินเก็บเธอไปเกือบครึ่งก็ตาม
ก็เพิ่งจบมามาดๆจะให้มีเงินเก็บอะไรมากมายเล่า แต่ถึงจะน้อยนิดก็ยังพอมีทำทุนอยู่บ้างแหละ
คุยเรื่องรายได้เสริมเสร็จ ก็เข้าสู่เรื่องหลัก เธอคุยตกลงกับแม่และน้องเรื่องเวลาการทำงานของเธอ เนื่องจากเธออยากให้บรรยากาศในครอบครัวและการทำงานเป็นไปด้วยดี จึงต้องบอกกันไว้ก่อน
ช่วงเช้า 9:00 – 12:00 ช่วงบ่าย 13:00 – 16:00 และช่วงค่ำ 22:00 – 6:00 นาฬิกา จางอี้ผิงขอเวลาส่วนตัวให้ทำประหนึ่งว่าเธอไม่อยู่บ้าน
ใครมีกิจกรรมอะไรก็ทำไปแต่เธอไม่ขอร่วมด้วยในช่วงเวลาเหล่านี้ นอกจากมีเรื่องด่วนจริงๆ ขอให้แชทมาบอกก่อน ไม่อนุญาตให้ไปเคาะประตูห้อง
เพราะงานของเธอต้องใช้สมาธิมาก ถ้าหลุดแล้วจะต่อยาก ส่วนของงานบ้านหรือหากอยากคุยกันให้รอนอกเวลางานเท่านั้น
เธอไม่อยากให้เหมือนในโลกก่อนที่มีช่วงหนึ่งพนักงานต้องทำงานที่บ้าน แล้วคนในบ้านทำเหมือนคนกลับไปอยู่บ้านเฉยๆว่างงาน ใช้ทำโน้นทำนี่ไม่หยุดจนไม่ได้ทำงานทำการ
เวลาประชุม วิดีโอคอลก็มีแต่ปัญหาจึงต้องกันไว้ก่อนแก้แม่และน้องชายหันมามองหน้ากันงงๆ คนอยู่แต่ให้ทำเหมือนไม่อยู่นี่มันยังไงนะ
ละครโรงเล็ก
จางอี้ผิง: ติดป้ายห้ามรบกวน
ไป่ลู่เหมย: ลูกสาวฉันขยันมากจริงๆ (เช็ดน้ำตาด้วยความปลื้มปริ่ม)
ห้องที่ว่างเปล่า:??