ชะตาอาภัพหวนคืนกลับสู่หนทางเซียน
ข้อมูลเบื้องต้น
ใครไหนเลยจะคาดคิดว่าเซียนอันดับหนึ่งเหนือผู้คนในใต้หล้าอย่าง ‘ฟางซิน’ หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งสำนักวังบุปผาอันโด่งดัง จะมีจุดจบอันน่าเวทนาเช่นนี้ ทัณฑ์อัสนีส่งตรงลงมาจากผืนฟ้าผ่าลงกลางร่างของเซียนหนุ่มโดยไม่ทันได้ตั้งตัว ต่อให้เก่งกาจพลังสูงส่งเทียมฟ้าก็มิอาจหลีกหนีเคราะห์กรรมสวรรค์เช่นนี้ได้
ทว่าแทนที่วิญญาณเร่ร่อนของเขาจะถูกส่งตรงไปยังปรโลก แล้วเหตใดจู่ๆ ถึงฟื้นขึ้นมาอยู่ในร่างของชายผู้ใดฉายาว่าคนโง่เขลาของสกุลกันเล่า! มิหนำซ้ำยังถูกเจ้าสักนักอันดับหนึ่ง ‘เจ้าเฟยหลง’ คอยจ้องเขม็งอยู่ตลอดเวลา สวรรค์ช่างไม่ยุติธรรม!
ความทรงจำครั้นในอดีตถูกลืมเลือน แท้จริงแล้วเจ้าเฟยหลงคือศิษย์น้องที่ฟางซินรักใคร่และเอ็นดูมากที่สุดเมื่อหลายร้อยปีก่อน
น้ำเสียงอ่อนโยนกล่าวขึ้นว่า “เงยหน้าขึ้นเถิด”
เฟยหลงค่อยๆ เงยหน้าขึ้น พลันสบสายตาเข้ากับร่างสูงสง่าตรงหน้า นัยน์ตาสีทองอร่ามชะงักวูบหนึ่ง ก่อนจะรีบเบือนสายตามองต่ำอย่างไม่กล้าสบตา
ฟางซินที่เห็นใบหน้าขาวผุดผ่องของเด็กน้อยเปรอะเปื้อนด้วยถ่านดำ อีกทั้งอาภรณ์ยังมอมแมม จึงนึกฉงนอยู่ในใจ ก่อนถามยิ้มๆ ว่า “ไปเล่นซนที่ใดมาหรือ”
ทว่าไร้เสียงตอบกลับ ฟางซินแอบสังเกตเห็นว่าไหล่เล็กๆ ของอีกฝ่ายสั่นสะท้าน จึงคิดในใจ ‘อา กลัวจนตัวสั่นเลยหรือ’
ฟางซินมือยื่นไปลูบหัวทุยๆ ของเด็กน้อยพลางกล่าวอย่างใจดี “ข้าไม่ดุหรอกหน่า ไม่ต้องกลัวๆ”
ระดับขั้นพลังปราณ
(เรียงจากระดับต่ำไปสูง)
1.ขั้นปราณต้นกำเนิด(ระดับ1-9)
2.ขั้นก่อเกิดปราณ(ระดับ1-9)
3.ขั้นหลอมรวมปราณ(ระดับ1-9)
4.ขั้นจอมยุทธ์(ระดับ1-5) เหาะเหินเดินบนอากาศได้
5.ขั้นยอดยุทธ์(ระดับ1-5) เมื่อบรรลุขั้นนี้จะเข้าสู่เส้นทางการเป็นเซียน
6.ขั้นปรมาจารย์(ระดับ1-5) เข้าสู่หนทางการเป็นเซียนอย่างเต็มตัว
7.ขั้นจักรพรรดิ(ระดับต้น ระดับกลาง ระดับสูง)
8.ขั้นเทวะ(ระดับต้น ระดับกลาง ระดับสูง)
สำนักฝึกตน
(เรียงจากความโด่งดัง)
1.สำนักกระบี่เจ้า
2.สำนักวังบุปผา
3.สำนักเพลิงอัสนี
4.สำนักเหนือเมฆา
5.สำนักคุณหลุน
พลังธาตุ
(เมื่อถูกปลุกจะปรากฏสีต่างๆ ผ่านทางลูกแก้ววิเศษ)
1.ธาตุอัคคี ไฟ สีแดง
2.ธาตุวารี น้ำ สีฟ้า
3.ธาตุวายุ ลม สีขาว
4.ธาตุปฐพี ดิน สีน้ำตาล
5.ธาตุพฤกษา ต้นไม้ สีเขียว
6.ธาตุความมืด (หายาก) สีดำ
7.ธาตุรัศมี (หายาก) แสงสว่าง สีเหลือง
นิยายเรื่องนี้แต่งขึ้นจากจินตนาการของนักเขียนเท่านั้น ไม่มีการอ้างอิงหรือเกี่ยวข้องกับบุคคล สถานที่ และเหตุการณ์ใดๆ ทั้งสิ้น หากผิดพลาดประการใด ต้องขออภัยมา ณ ทีนี้ด้วยนะคะ
จุดเริ่มต้น
ในโลกของเหล่าชาวยุทธและผู้ฝึกตนทั้งหลาย ย่อมไม่มีผู้ใดไม่รู้จักเซียนอันดับหนึ่งเหนือผู้คนในใต้หล้าอย่าง ‘ฟางซิน’ ชื่อเสียงโด่งดังเป็นที่โจษจันมากที่สุดในยุทธภพ หากฟางซินผู้นี้เป็นสองย่อมไม่มีผู้ใดกล้าออกตัวว่าตนเป็นหนึ่งเหนือคนผู้นี้
และเจ้าของนามที่ว่านั้นกำลังพักผ่อนกายอย่างสุขสบายใจบนกิ่งไม้ใหญ่ที่ยื่นออกมา หลังจากที่เขาเหนื่อยแรงไปกับการฝึกสอนศิษย์ในสำนักมาทั้งวัน
ในขณะที่เปลือกตาสีอ่อนกำลังจะหลับลงนั้น…
เปรี้ยง!!
เสียงทัณฑ์อัสนีดังกึกก้องสะท้านพิภพผ่าลงกลางร่างของเซียนหนุ่มโดยไม่ทันตั้งตัว ส่งผลให้กิ่งไม้โค่นหักพร้อมกับร่างที่ร่วงหล่นลงบนผืนดิน ความเจ็บแสบแล่นผ่านทั่วทุกอณูภายในร่าง ฟางซินรับรู้ถึงความปวดร้าวทรมาน กลิ่นคาวโลหิตคละคลุ้งทั่วอาณาบริเวณ ยามนี้เขาไม่สามารถที่จะขยับเขยื้อนกายทำสิ่งใดได้ กระทั่งเอื้อนเอ่ยก็ไม่มีแม้เสียงใดเล็ดลอดออกมา
สายตาเริ่มพร่าเลือนความสามารถในการมองเห็นคล้ายมืดบอด เสียงดังเซ็งแซ่ข้างสองหูที่ได้ยินจากหลายลี้กลับค่อยๆ เงียบสงัดไม่นานนักสติพลันวูบดับลง
ยามนี้ฟางซินสัมผัสได้ถึงศีรษะที่หนักอึ้งราวกับกำลังแบกหินผาไว้ก็มิปาน ความทรงจำบางอย่างกำลังไหล่แล่นพรั่งพรูอยู่ในศีรษะ กระทั่งผ่านไปชั่วครู่สมองคล้ายโล่งโปร่ง เปลือกตาสีอ่อนค่อยๆ เบิกขึ้นอย่างเชื่องช้า ภาพที่ปรากฏให้เห็นเป็นสิ่งแรกคือเพดานไม้สีเข้มและเสาค้ำเตียงสองเสาตรงปลายเท้า เยื้องมาทางขวามือมีโต๊ะตัวเตี้ยข้างเตียงตั้งอยู่ บนโต๊ะวางชามโจ๊กร้อนๆ ที่ส่งกลิ่นหอมฟุ้งโชยเตะจมูก ร่างบางฝืนหยัดกายลุกนั่ง พลางสอดส่องสายตาสำรวจสถานที่แปลกตาแห่งนี้
เดิมทีวิญญาณของเขาควรจะถูกส่งตรงไปยังปรโลก เหตุใดกลับยังมีชีวิตอยู่พร้อมสติครบถ้วนมิได้ฟั่นเฟือน ความรู้สึกเจ็บปวดรวดร้าวก่อนหน้าพลันมลายหายสิ้นเป็นปลิดทิ้ง
ฟางซินขบคิดจนคิ้วเรียวขมวดมุ่น ทว่าเคลือบแคลงใจได้ไม่นานนักความทรงจำในศีรษะก็ผุดขึ้นไขความกระจ่างอย่างรวดเร็ว
ร่างที่เขากำลังอาศัยอยู่นี้มีชื่อแซ่ว่าเหรินฟางซินคล้ายกับชื่อของตนในร่างเดิมมิผิดเพี้ยน โดยบิดาเป็นถึงเสนาบดีกรมกลาโหมนามว่าเหรินเจียวโจว และมารดาหลี่หลิงฉี เหรินฟางซินเป็นบุตรชายคนที่สามมีพี่น้องร่วม4คนรวมถึงตัวเขา พี่ใหญ่นามว่าเหรินหลิวเย่ พี่รองเหรินฟู่ และน้องสี่เหรินซูหนี่ จวนสกุลเหรินทุกคนต่างรักใคร่ปรองดองสุขีเป็นนิตย์
จวบจนกระทั่งเหรินฟางซินอายุได้10ขวบ วัยที่เด็กทุกคนจะมีพลังปราณปรากฏออกมาว่าอยู่ในระดับใด และด้วยความที่เขาเป็นถึงลูกของเสนาบดีกรมกลาโหม ผู้ที่พลังปราณอยู่ในขั้นจอมยุทธ์ พี่ใหญ่และพี่รองต่างก็ปรากฏพลังปราณต้นกำเนิดระดับ5 ยามนั้นเหรินฟางซินจึงถูกจับตามองมากที่สุด
ครั้นพลังปราณที่ปรากฏกลับกลายเป็นขั้นปราณต้นกำเนิดเพียงระดับ2 จึงนับว่าต่ำต้อยยิ่งนัก
เหตุการณ์คราวนั้นสร้างความประหลาดใจให้แก่ผู้คนเป็นอย่างมาก ดังนั้นนี่จึงถือเป็นจุดเริ่มต้นของคำติฉันท์นินทา ว่าตัวเขาเป็นจุดด่างพร้อยของสกุล
แม้นว่าผู้คนจะกล่าวเช่นใด บิดาและมารดามิเคยกล่าวเช่นนั้นซ้ำยังบอกว่าตัวเขามิได้อ่อนแอเฉกเช่นคำ
กล่าวของผู้อื่น อีกทั้งพลังปราณมิใช่ว่าจะเพิ่มระดับขึ้นไม่ได้ เมื่อเด็กน้อยได้ยินดังนั้นจากท่าทางเศร้าสลดพลันแปรเปลี่ยนเป็นสีหน้าเปื้อนรอยยิ้มให้กับบิดาและมารดา
เหรินฟางซินเริ่มฝึกปรือเคี่ยวเข็ญเพื่อเพิ่มระดับพลังปราณ ผนวกกับร่ำเรียนศาสตร์หลายแขนงไปพร้อมๆ กัน นานวันเข้าดั่งความเพียรพยายามสูญเปล่า ตัวเขาไม่สามารถเพิ่มระดับปราณได้แม้เพียงขั้นเดียว การเล่าเรียนอยู่ในเกณฑ์ย่ำแย่ ผู้คนต่างกล่าวกันว่าเหรินฟางซินผู้นี้โง่เขลาเทียบไม่ได้กับพี่ใหญ่และพี่รอง ทุกวันที่ดำรงอยู่ตัวเขาล้วนเปี่ยมล้นไปด้วยความรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจ ก่อเกิดเป็นความอิจฉาเล็กๆ แก่พี่ชายทั้งสอง
จวบจนกระทั่งเหรินฟางซินอายุย่าง13ปี จึงเริ่มกักเนื้อเก็บตัวอยู่ภายในเรือน ล้มเลิกความหวังลมๆ แล้งๆ ทั้งหมด ไม่ออกจากเรือนนับตั้งแต่นั้น
“ฟางเอ๋อร์ลูกแม่ เจ้าออกมาให้พ่อกับแม่เห็นหน้าค่าตาหน่อยได้หรือไม่”
เสียงพร่ำเว้าวอนของมารดาดังอยู่หน้าประตูเรือน ถึงอย่างนั้นเหรินฟางซินก็ไม่คิดที่จะเปิดให้ดั่งคำขอ
“ท่านแม่อย่าได้เสียเวลากับข้านักเลยขอรับ ข้าอยากอยู่คนเดียว”
“น้องสามทุกคนต่างก็เป็นห่วงเจ้ามาก เจ้าเป็นอะไรพวกเราย่อมต้องหาทางช่วยเหลือเจ้า”
“ทุกคนไม่ต้องเป็นห่วงข้าถึงเพียงนั้น ตัวข้ารู้ดีว่าไม่มีผู้ใดช่วยเหลือได้ แม้แต่ตัวเองก็ตาม”
“…เฮ้อ เจ้าเป็นเช่นนี้ แม่ทุกข์ระทมยิ่งนัก”
เหรินฟางซินใช้ชีวิตอยู่ภายในเรือนโดยไม่เห็นเดือนเห็นตะวันนานนับ2ปี ครั้นรู้สึกว่าชีวิตของตนน่าเบื่อหน่ายเขาไม่อยากให้สกุลต้องตกต่ำเพราะตัวเองเช่นนี้อีกต่อไป
ท้ายที่สุดเหรินฟางซินผู้นี้ก็คิดสั้นปลิดชีพตัวเองโดยการกินยาพิษ
ด้วยเหตุนี้วิญญาณของเขาจึงได้เข้ามาสิงสถิตในร่างของชายผู้ได้ฉายาว่าคนโง่เขลา และเป็นจุดด่างพร้อยของสกุล เรื่องราวมากมายประเดประดังเข้ามาไม่จบไม่สิ้น ฟางซินนิ่วหน้าด้วยความวิงเวียนเนื่องด้วยความทรงจำที่อัดแน่นเหล่านี้
กลิ่นหอมของโจ๊กร้อนๆ ยังคงยั่วยวนชวนให้น้ำลายสอ ยามนี้ตัวเขามิใช่เซียนดั่งร่างเดิมแล้ว ความหิวพลันดึงสติให้มือเรียวคว้าชามโจ๊ก ฟางซินเป่าเนื้อข้าวเนียนละเอียดสองสามทีก่อนส่งเข้าปาก เขาใช้เวลาไปกับการ
ดื่มด่ำรสชาติอันหอมหวานของอาหารที่ไม่ได้ลิ้มรสมาเนิ่นนานนับตั้งแต่เป็นเซียน
หลังจากอิ่มท้องฟางซินคล้ายว่ายังไม่ได้คลายความสงสัยบางอย่าง เขาจึงค่อยๆ ลุกจากเตียงนอน สองเท้าเปลือยเปล่าเยื้องย่างไปยังคันฉ่องทองเหลืองบานใหญ่ที่ตั้งถัดจากโต๊ะตัวเตี้ย
ภาพเบื้องหน้าสะท้อนให้เห็นใบหน้าอ่อนหวานเกลี้ยงเกลาราวหยกขาวที่ถูกเจียระไนอย่างประณีตบรรจง แพขนตายาวรับกับดวงตากลมโตสีดำสุกใส จมูกโด่งเชิด ริมฝีปากบางกระจับเจือสีดอกโบตั๋น เรือนกายบอบบางสวมใส่ผ้าไหมเนียนลื่นสีขาวสะอาดขลับผิวขาวผุดผ่องเป็นอย่างดี เส้นผมดำขลับยาวจรดเอว นับว่ารูปงามนัก ยิ่งมองยิ่งเพลินตา
ทว่าสิ่งที่ยังคงสื่อถึงตัวเขานั้น คงมิพ้นท่วงท่าสง่างามดั่งเทพเซียนและจิตวิญญาณอันแกร่งกล้าพร้อมความปรารถนาอันยิ่งใหญ่ ในเมื่อได้รับโอกาสให้มีชีวิตอีกครั้ง ครานี้ตัวเขาก็จะเดินตามเส้นทางของตน
ราวกับว่าทั่วทั้งร่างกำลังกู่ร้องด้วยความปีติยินดีจู่ๆ ฟางซินก็สัมผัสได้ถึงกระแสพลังลมปราณในร่างและโลหิตในกายที่สูบฉีดอย่างรวดเร็ว
จากที่ร่างนี้พลังปราณควรจะอยู่ในขั้นต้นกำเนิดระดับ2 แล้วไยจึงอยู่ในขั้นยอดยุทธ์ระดับ3 ซึ่งเพิ่มมาถึง4ขั้น มิหนำซ้ำอีกเพียงแค่2ระดับ ร่างนี้ก็จะเข้าสู่หนทางการเป็นเซียนอย่างเต็มตัว
นี่มันชักจะก้าวกระโดดรวดเร็วเกินไปหรือไม่!
ฟางซินคาดการณ์ว่าผู้คนในจวนนั้นยังไม่รู้ว่าร่างนี้ได้สิ้นชีพลงแล้ว สังเกตจากอาหารเช้าที่วางไว้ดั่งปกติเฉกเช่นทุกวัน ฉะนั้นจึงเหมาะแก่การสวมบทบาทในร่างนี้
เมื่อคิดได้ดังนั้นขาเรียวจึงก้าวอาดๆ ข้ามธรณีประตูเรือนเพื่อมุ่งหน้าไปยังลานฝึกยุทธ์
“…นะ นั่น ใช่คุณชายสามหรือไม่” บ่าวในจวนผู้หนึ่งชี้นิ้วไปทางร่างที่กำลังก้าวเดินออกมาจากเรือนด้วยสีหน้าท่าทางแตกตื่น
“เจ้าตาฝาดหรือไม่ คุณชายไม่ออกมาจากเรือนนานเท่าใดแล้วทุกคนย่อมรู้…” บ่าวอีกคนไม่เชื่อในสิ่งที่คนข้างกายกล่าว จึงค่อยๆ เหลือบสายตามองไปยังทิศทางของนิ้วที่กำลังชี้ค้างไว้ ทันใดนั้นภาพที่ตนเห็นกลับทำให้น้ำเสียงขาดห้วง
“…รีบ…ปะ…ไปแจ้งเหรินฮูหยินกับใต้เท้าเหริน” เขาเบิกตาค้างแล้วกล่าวอีกคราด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ บ่าวทั้งสองรีบวิ่งกุลีกุจอไปแจ้งข่าวแก่ผู้เป็นนาย
ในระหว่างที่ฟางซินก้าวเดินเพื่อมุ่งหน้าไปยังลานฝึกยุทธ์ เขาพบเห็นผู้คนในจวนล้วนมีสีหน้าท่าทางตื่นตระหนก บ้างรีบวิ่งเตลิดเปิดเปิงจนสะดุดล้มก้นจ้ำเบ้า บ้างเหม่อมองเขาด้วยสายตาเหม่อลอยราวกับตกอยู่ในห้วงภวังค์ ฟางซินจึงใคร่ทำตัวไม่ถูกนักเมื่อถูกจ้องมองทุกย่างก้าวเช่นนี้
เมื่อมาถึงเบื้องหน้าพลันปรากฏให้เห็นเป็นลานกว้างขนาดใหญ่ไว้สำหรับฝึกยุทธ์ ตรงกลางลานนี้มีบุรุษรูปร่างท่าทางปราดเปรื่องผู้หนึ่งกำลังฝึกเพลงทวนกระบี่อย่างช่ำชอง คมกระบี่ที่กำลังตวัดกวัดแกว่งบนอากาศก่อเกิดเสียงดังทำลายความเงียบสงัด กระทั่งกลบเสียงฝีเท้าผู้มาเยือนอย่างใหม่
นัยน์ตาสุกใสพินิจพิจารณาร่างเบื้องหน้า พลางเฟ้นหาความทรงจำในศีรษะเกี่ยวกับบุรุษผู้นี้ ไม่นานนักตนจึงได้คำตอบว่าเบื้องหน้านี้คือพี่ใหญ่เหรินหลิวเย่
ร่างกำยำสวมใส่ชุดสีกรมเข้ม คิ้วหนาสอดรับกับดวงตาคมดุดุจเหยี่ยว ใบหน้าจัดว่าหล่อเหลาคมคาย ฟางซินใช้จิตตรวจสอบขั้นพลัง และแล้วจึงได้ข้อสรุปว่าพี่ใหญ่อยู่ในขั้นหลอมรวมปราณระดับ5 ซึ่งถือได้ว่าสูงยิ่ง
เคร้ง!!
กระบี่ของเหรินหลิวเย่ร่วงหล่นลงบนพื้นราวกับรับรู้ถึงมวลพลังอันแกร่งกล้า
ดวงตาคมดุหันขวับมองตามสัญชาตญาณ จากสีหน้าท่าทางเรียบเฉยติดอารมณ์คุกรุ่นพลันแปรเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วเมื่อสังเกตเห็นร่างบางในชุดอาภรณ์สีขาวสะอาดตา ดวงตากลมโตคู่นั้นกำลังจดจ้องมายังเขา ใบหน้าอ่อนหวานประดับประดาไปด้วยรอยยิ้ม
“น้องสาม!”
ร่างสูงกำยำรีบก้าวเท้าเดินไปหาผู้เป็นน้อง กระแสความยินดีภายในอกแผ่ซ่านอย่างรวดเร็ว ใบหน้าของเหรินหลิวเย่เผยความปีติยินดีอย่างปิดไม่มิด เขาถือวิสาสะโอบกอดร่างบอบบางอย่างเสียกิริยา
“น้องสามพี่คิดถึงเจ้ายิ่งนัก ในที่สุดเจ้าก็ออกมาให้เห็นหน้าเสียที!”
“…เอ่อ ข้าก็ยินดียิ่งขอรับที่ได้เจอพี่ใหญ่” เสียงหวานเอ่ยตอบอย่างแผ่วเบาพลางแสดงสีหน้าละล่ำละลัก มือค่อยๆ ผละร่างหนาออกจากการโอบกอดกักกุมร่างของตน
ในขณะนั้นเองเสียงฝีเท้าวิ่งกรูกันได้ดังมาจากทางเบื้องหลังพร้อมกับเสียงร้องลั่นของสตรีวัยกลางคนผู้หนึ่ง
“ฮะ…แฮ่ก…ฟางเอ๋อร์ลูกแม่! มาให้แม่กอดเจ้าเสีย”
ไม่ว่าเปล่าเหรินฮูหยินวิ่งปรี่เข้ามาแทรกกลางระหว่างสองพี่น้อง พร้อมโอบกอดร่างของฟางซินด้วยความแนบแน่นอีกครา
“ท่านแม่พักเหนื่อยก่อนดีหรือไม่ขอรับ”
เหรินหลิวเย่เอ่ยบอกมารดาที่พรั่งพรูลมหายใจเสียงดังกระหืดกระหอบ
“พี่สามเจ้าคะ น้องคิดถึงพี่สามยิ่ง”
เสียงใสเจื้อยแจ้วของน้องเล็กเหรินซูหนี่เอ่ยบอกกับผู้เป็นพี่ บัดนี้รอบกายของฟางซินล้วนพรั่งพร้อมไปด้วยผู้คนมากมายภายในจวนที่เข้ามาห้อมล้อม ทุกคนล้วนมีสีหน้าท่าทางดีใจระคนยินดี ทว่าในนั้นเขากลับไม่เห็นใบหน้าของผู้ที่เป็นพี่รอง
“เจ้าเก็บตัวอยู่แต่ในเรือน เมื่อได้ยลโฉมครานี้คล้ายว่าน้องสามของเรางดงามขึ้นยิ่งนัก”
“กระนั้นก็ยังดูผอมบางลงมากโข เช่นนั้นวันนี้ให้แม่ของเจ้าทำหมูตุ๋นน้ำแดงของโปรดให้ทานดีหรือไม่” ผู้เป็นบิดากล่าวด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำแฝงความอ่อนโยนหลายส่วน
“ดียิ่งขอรับ เช่นนั้นเราเข้าเรือนกันก่อนดีหรือไม่ ยามนี้แสงตะวันเจิดจ้าอากาศเร่าร้อน เกรงว่าจะลมจับกันเสียก่อน” ฟางซินกล่าวยิ้มๆ
“เช่นนั้นทุกคนไปที่เรือนใหญ่กันก่อนเถิด” เหรินเจียวโจวบอกกับทุกคน
เข้าเมืองหลวง
หลังจากเหตุการณ์ที่ฟางซินได้เข้ามาอยู่ในร่างผู้อื่นนี้ ก็นับว่าผ่านมาเป็นเวลาหลายวันแล้ว และในยามนี้ตัวเขากำลังฝึกพลังปราณดั่งเช่นทุกวัน
เรือนกายบอบบางยืนตระหง่านท่ามกลางแสงแรกแห่งอรุณ ฝ่ามือนวลซัดคลื่นปราณระลอกใหญ่ออกมาอย่างหนักหน่วง ความรุนแรงของปราณสายนี้นั้นส่งผลให้ต้นสนขนาดหลายคนโอบโค่นล้มลงโดยง่าย อาณาบริเวณโดยรอบสั่นสะเทือน ฝูงวิหคบินโผแตกรัง
‘กายนี้อ่อนแอนักส่งผลต่อพลังปราณ ข้าจะต้องหมั่นฝึกให้ร่างกายคุ้นชินเสียก่อน’
ฟางซินจำเป็นต้องมาฝึกหลังเรือนของตน เหตุเพราะไม่อยากให้ผู้ใดล่วงรู้ถึงระดับขั้นพลังที่แท้จริงในร่าง ตัวเขาเกรงว่าจะส่งผลเสียมากกว่าผลดี
“น้องสามมม~”
เสียงตะโกนเรียกดังเข้าโสตประสาทสัมผัสของฟางซิน
ร่างบางจึงรีบละมือจากการฝึก ขาเรียวก้าวเดินอย่างเร่งรีบไปยังเรือนของตน
ทางด้านเหรินฟู่ที่กำลังยืนชะเง้อคอรอเจ้าของเรือนนั้น เมื่อเห็นร่างของผู้เป็นน้องปรากฏสู่ครรลองสายตา ใบหน้าทะเล้นพลันยกยิ้มเห็นไรฟันเรียงกันขาวสะอาด
“พี่รองมาหาข้าแต่เช้าเช่นนี้ มีเรื่องอันใดหรือขอรับ”
“พี่ได้ข่าวคราวว่าน้องสามออกจากเรือนแล้ว แต่เพราะไม่อยู่จึงไม่ได้พบปะพูดคุย วันนี้เลยถือโอกาสมาเยี่ยมเยียน”
ตัวเขานั้นคิดถึงน้องสามยิ่งกว่าผู้ใดทว่าตนมีงานด่วนจึงต้องรีบเร่งเดินทางเข้าเมือง เมื่อได้เห็นใบหน้าเยาว์วัยที่ห่างหน้าหายตาไปหลายปี หัวใจของผู้เป็นพี่พลันเต้นตะบึงจวนจะทะลุจากอก
“เช่นนั้นเข้าไปในเรือนก่อนเถิดขอรับ”
สองพี่น้องนั่งคุยสัพเพเหระกันอย่างถูกคอ ริมฝีปากบางกระจับค่อยๆ ยกชาร้อนขึ้นจิบ กลิ่นหอมเย็นของดอกมะลิขจรขจาย แพขนตางอนยาวพริ้มลงเมื่อรับรสหวานลงสู่ลำคอ
“พี่รองเก่งยิ่งนักขอรับ มีกิจการเป็นของตัวเองเสียแล้ว” ฟางซินเอ่ยชมเสียงใส
เหรินฟู่นั้นอายุมากกว่าเขาเพียงหนึ่งปีทว่าคนผู้นี้มีหัวการค้าดูแลกิจการหลากหลาย ภายภาคหน้าต้องร่ำรวยเงินทองเป็นแน่แท้
“น้องสามเอ่ยชมเกินไปแล้ว อันที่จริงวันพรุ่งนี้พี่ต้องเดินทางเข้าเมืองหลวงเพื่อไปดูกิจการโรงเตี๊ยม เจ้าอยากได้สิ่งใดหรือไม่”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นฟางซินพลันหูผึ่งทันใด เขาอยากเข้าเมืองหลวงเพื่อสืบข่าวคราวในการสอบเข้าสำนักฝึกตน นี่จึงถือเป็นโอกาสอันดีหาได้ยากยิ่ง
“ข้าขอไปด้วยได้หรือไม่ขอรับ” ไม่ว่าเปล่านัยน์ตากลมโตทอประกายเรืองรอง ใบหน้าผ่องใสคล้ายกำลังออดอ้อนผู้เป็นพี่
‘ข้ารู้ว่าชายสำราญหัวการข้าอย่างเจ้า ย่อมแพ้คนงาม หึหึ’
“อะ…เอ่อ…ย่อมได้”
แม้เหรินฟู่จะนึกกังวลเกรงว่าผู้เป็นน้องจะได้รับอันตราย กระนั้นก็ตกปากรับคำไปเสียแล้ว เช่นนั้นก็ถือว่าพาไปเปิดหูเปิดตาบ้างเสียแล้วกัน
เมื่อทั้งคู่พูดคุยกันเสร็จสรรพ ผู้เป็นพี่จึงขอตัวกลับพร้อมกล่าวว่าจะมาหาเขาบ่อยๆ ฟางซินทำเพียงยิ้มรับ ก่อนจะยืนส่งเหรินฟู่อยู่หน้าเรือน
ยามนี้เหรินฟู่และฟางซินกำลังนั่งอยู่บนรถม้าเพื่อมุ่งหน้าไปยังเมืองหลวง ผู้เป็นพี่แต่งกายด้วยอาภรณ์สีสุภาพ ส่วนฟางซินยังคงสวมใส่ชุดสีขาวสะอาดเฉกเช่นเดิม ระหว่างทางพี่รองนั้นได้เอ่ยเล่าเรื่องของตนอย่างออกรสจวบจนกระทั่งรถม้าแล่นมาถึงที่หมาย
ฟางซินก้าวลงจากรถม้าตามเหรินฟู่อย่างมั่นคง สองข้างทางเต็มไปด้วยแผงลอย ผู้คนเดินสวนไปมาอย่างแน่นชนัก
“นั่นคือผู้ใดรึ? งดงามยิ่งนัก ไยข้าจึงมิเคยเห็นหน้าค่าตา”
“ข้าเองก็ไม่รู้เช่นกัน เห็นเพียงว่ามากับคุณชายเหรินฟู่ผู้นั้น”
สองพี่น้องเดินขนาบเคียงข้างกันเพื่อมุ่งหน้าไปยังโรงเตี๊ยมที่เหรินฟู่ดูแลกิจการอยู่ ทุกย่างก้าวเต็มไปด้วยน้ำเสียงใคร่รู้ระคนสงสัย ทุกสายตาจับจ้องมองมายังคนทั้งสอง
เมื่อมาถึงเสี่ยวเอ้อได้ให้การต้อนรับดูแลอย่างดี โรงเตี๊ยมแห่งนี้มีทั้งหมดสามชั้น โดยชั้นแรกสำหรับชาวยุทธหรือแขกเหรื่อทั่วไปที่มาทานอาหาร ชั้นสองเป็นห้องพักสำหรับผู้ที่อยากค้างแรม และชั้นสามเป็นของเหล่าขุนนางผู้มียศถาบรรดาศักดิ์ที่ต้องการความเป็นส่วนตัว
ผู้เป็นพี่ขอปลีกตัวเพื่อไปคุยกับผู้ดูแล เหรินฟางซินจึงนั่งรออยู่ชั้นล่างและสั่งอาหารทานรองท้อง
รอเพียงครู่เดียวอาหารที่สั่งก็นำมาจัดเรียงวางอยู่บนโต๊ะอย่างสวยงาม ไม่รอช้าร่างบางจึงนำหมั่นโถวอ้วนกลมเข้าปาก ออกแรงกัดเพียงนิดความฉ่ำน้ำก็กระจายแล่นอยู่ในโพรงปากสีสวย เสียงพูดคุยของโต๊ะข้างหลังราวกับเสียงระฆังจากสวรรค์ลงมาโปรด ฟางซินเพ่งสมาธิจดจ่อไปกับบทสนทนานั้น
“เจ้าพร้อมหรือยังสำหรับการเปิดรับศิษย์ของเหล่าสำนักชื่อดังครั้งนี้”
“ข้ามั่นใจเต็มร้อย คราวนี้จะต้องไม่พลาดดั่งปีก่อนเป็นแน่!”
“ผู้คนล้วนอยากเป็นศิษย์ของสำนักชื่อดังกันทั้งนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สำนักกระบี่เจ้าและสำนักวังบุปผา”
“…”
หลังจากที่ตั้งใจเงี่ยหูฟังพร้อมกับปากที่กัดหมั่นโถว ฟางซินจึงได้ข้อสรุปว่าอีกไม่กี่วันข้างหน้าสำนักชื่อดังทั้ง5 ก็จะเปิดรับศิษย์เข้าสำนัก ทว่าเหตุใดเขาจึงไม่เคยได้ยินชื่อของสำนักกระบี่เจ้ากัน ตัวเขานั้นจดจำได้ว่าไม่เคยมีสำนักที่ใช้ชื่อนี้
‘หรือว่าระหว่างที่ข้าตาย มีการก่อตั้งสำนักใหม่เกิดขึ้นงั้นรึ?’
หากเป็นเช่นนั้นนี่ผ่านมากี่ปีกันแล้วนะ…
ผ่านไปราวครึ่งชั่วยาม(ประมาณ1ชั่วโมง) ผู้เป็นพี่ก็ยังไม่มีท่าทีว่าจะกลับมา ฟางซินจึงออกมาเดินเลือกซื้อของไปฝากคนในจวน เรือนกายบอบบางในอาภรณ์สีขาวสง่าล้วนดึงดูดสายตาผู้คนในพื้นที่ รวมไปถึงนัยน์ตาสีทองอร่ามคู่หนึ่งซึ่งกำลังจ้องมองอย่างไม่ลดละ เพียงแต่ฟางซินนั้นไม่ใคร่จะสนใจนัก
ขณะที่ฟางซินกำลังเลือกซื้อผ้าแพรเนื้อดีเพื่อนำไปฝากมารดาอยู่นั้น เหรินฟู่พลันปรากฏกายให้เห็นพร้อมกล่าวด้วยน้ำเสียงหยอกเย้า
“น้องพี่งดงามเช่นนี้ จึงมิแปลกที่จะถูกผู้คนจดจ้องตาไม่กะพริบ”
ฟางซินที่ได้ยินเช่นนั้นจึงทำหูทวนลมไม่สนใจผู้เป็นพี่ เมื่อเลือกซื้อของเสร็จสรรพทั้งคู่จึงก้าวเดินกลับไปยังรถม้า เพียงแต่หนทางเบื้องหน้านั้นล้อมรอบไปด้วยผู้คนชุลมุน พร้อมกับเสียงดังเอะอะโวยวายของคนผู้หนึ่ง
“เราเข้าไปดูหน่อยเถิดขอรับ” เสียงใสเอ่ยบอกกับผู้เป็นพี่
ฟางซินแหวกกลุ่มฝูงชนเพื่อเข้าไปดูเหตุการณ์ ดวงตาสุกใสเพ่งพิศไปยังร่างของบุรุษอายุรุ่นราวคราวเดียวกับตน คนผู้นี้แต่งกายดีดั่งผู้มีฐานะ คาดว่าคงเป็นลูกหลานของผู้มียศถาบรรดาศักดิ์ในเมื่องนี้
“เจ้าเศษสวะ รู้หรือไม่ว่าข้าเป็นใคร!” เขาส่งเสียงด่าทอด้วยวาจาหยาบคาย
“ขะ…ข้าน้อยย่อมทราบขอรับคุณชาย โปรดให้อภัยข้าน้อยด้วย” ชายวัยกลางคนก้มหน้าตอบด้วยน้ำเสียงสั่นงกๆ
“หากวันนี้ข้าไม่สั่งสอนเจ้า เกรงว่าผู้อื่นคงจะดูแคลนข้า!”
ในขณะที่ฝ่ามือของเขากำลังจะตบลงบนใบหน้าของชายวัยกลางคน ฟางซินที่เห็นเช่นนั้นจึงรีบเข้ามาแทรกระหว่างกลาง ใบหน้าอ่อนโยนยามนี้ดูเรียบนิ่งแฝงความเย็นชา ส่งผลให้ผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์รู้สึกราวกับว่าขนกายของตนกำลังลุกชัน
เมื่อได้ประจันหน้าฟางซินจึงรับรู้ทันทีว่าคนผู้นี้คือเฉินจือเหา ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนเพียงคนเดียวของใต้เท้าเฉินผู้เป็นถึงเสนาบดีกรมขุนนาง เขามีนิสัยชอบใช้อำนาจข่มขู่ทำร้ายผู้คนที่อ่อนแอกว่าอยู่บ่อยๆ
“เจ้า! กล้าดียังไงมาขวางข้า” เฉินจือเหาชี้นิ้วคาดโทษไปยังใบหน้าหวานของฟางซิน
‘เหตุใดคนงามเช่นนี้ข้าจึงไม่เคยพบเห็น’
กระทั่งเฉินจือเหาเหลืองมองไปยังเหรินฟู่ที่อยู่ด้านหลังของร่างบาง เขาจึงได้คำตอบ…
“หึ ที่แท้ก็เป็นคุณชายสามผู้โง่งมของสกุลเหรินนี่เอง”
เมื่อเขากล่าวจบผู้คนหลากหลายพลันส่งเสียงดังเซ็งแซ่ทั่วบริเวณ
“ที่แท้ก็เป็นเพียงคนต่ำตมนี่เอง เสียแรงที่ข้ามองว่างดงาม”
“ใช่ๆ สงสัยตาข้ามืดบอดไปชั่วขณะกระมัง”
ฟางซินไม่ใคร่สนใจกับคำพูดเหล่านั้นเขาทำเพียงบอกกับชายวัยกลางคนที่กำลังยืนก้มหน้า ให้ออกไปจากที่นี่เสีย เนื่องด้วยเกรงว่าจะได้รับอันตราย ทว่าแทนที่จะได้รับคำขอบน้ำใจกับได้คำพูดส่งเดชกลับมาแทน
“เจ้าคนโง่เขลา คราวหลังอย่าได้เสนอหน้ามาช่วยเหลือข้า!”
เมื่อเหรินฟู่ได้ยินคำกล่าวเช่นนั้น เดิมทีจากใบหน้าทะเล้นบัดนี้กลับฉายแววไม่สบอารมณ์ออกมาอย่างเห็นได้ชัด
“ช่างเถอะขอรับ เรารีบกลับกันดีกว่า”
หากต่อกรกับคนผู้นี้ฟางซินเกรงว่าจะไม่ใช่การดี ดังนั้นแขนเรียวจึงกึ่งลากกึ่งจูงผู้เป็นพี่ออกมาจากเหตุการณ์ชุลมุนวุ่นวาย
เพียงให้หลังที่ทั้งสองเดินจากมา ฟางซินกลับรับรู้ได้ถึงปราณสายหนึ่งพุ่งโจมตีมาจากทิศทางเบื้องหลัง ไวเท่าความคิดเพียงแค่เขาขยับฝ่ามือวาดบนอากาศเบาๆ โดยไม่ทันมีผู้ใดสังเกตเห็น ปราณเมื่อครู่พลันมลายหายสิ้นเป็นปลิดทิ้งอีกทั้งยังส่งพลังรุนแรงพุ่งสวนกลับไป
เฉินจือเหากระอักโลหิตสีแดงก่ำออกมาคำโต ภายในกายร้อนรุ่มราวกับกำลังถูกเพลิงระอุแผดเผา ส่งผลให้เขาอารมณ์เดือดพล่านทวีคูณมิหนำซ้ำยังส่งเสียงตะโกนไล่หลังตามร่างของฟางซินกับเหรินฟู่ที่เดินจากมา
“…คะ…แค่ก เจ้า! ฝากไว้ก่อนเถอะ!”
‘ข้าเพียงออกปราณป้องกันเท่านั้น เหตุใดเขาจึงได้มีอาการรุนแรงเช่นนั้นเล่า’ เหรินฟู่รำพึงรำพันในใจ
หารู้ไม่ว่าอาการเช่นนั้นเป็นฝีมือของคนข้างกาย
ออกเดินทาง
หลังจากเกิดเหตุการณ์วุ่นวายภายในเมืองหลวงคราก่อน ข่าวระหว่างเฉินจือเหาและฟางซินที่มีปากเสียงกันจึงถือเป็นเรื่องเล่าโด่งดังในโรงจิบน้ำชา
ถึงกระนั้นผู้ที่กำลังถูกพูดถึงราวกับไม่รู้ร้อนรู้หนาวในเรื่องที่เกิดขึ้น หลายวันมานี้ฟางซินมุ่งมั่นไปกับการฝึกพลังปราณให้ร่างกายคุ้นชิน ส่งผลให้ระดับปราณเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว นั่นหมายความว่าตอนนี้พลังปราณของเขาอยู่ในขั้นยอดยุทธ์ระดับ4 หากผู้อื่นที่ใช้เวลานานหลายปี กว่าจะบรรลุได้รู้เข้ามีหวังต้องหลั่งน้ำตาให้กับเขาเป็นแน่
“เจ้าระวังหน่อย มัวแต่ใจลอยไปหาผู้ใดกัน”
เสียงเคร่งขรึมของเหรินหลิวเย่กล่าวเตือนฟางซินที่ยามนี้สติล่องลอยไม่อยู่กับเนื้อกับตัว นับจากที่ผู้เป็นน้องออกจากเรือนมา ก็มักจะชักชวนเขาฝึกซ้อมกระบี่ด้วยทุกวันและวันนี้เองก็เช่นกัน
เมื่อฟางซินได้ยินดังนั้นพลันรีบดึงสติกลับมาจดจ่อกับการฝึกซ้อมกระบี่เบื้องหน้า แววตาเปี่ยมล้มไปด้วยความมุ่งมั่น จากที่ควรจะออมแรงดั่งเช่นทุกครา เขากลับออกแรงมากเกินไปจนลืมนึกไปถึงพลังปราณที่แท้จริง
ทางด้านเหรินหลิวเย่เมื่อเห็นท่าทีของผู้เป็นน้องจึงไม่อ่อนข้อให้เช่นกัน เพียงแต่ยิ่งออกแรงมากเท่าไหร่ กลับถูกฝั่งตรงข้ามต้านมากขึ้นเป็นเท่าตัว จนบัดนี้ใบหน้าของเขาเริ่มขึ้นสีเขียวคล้ำ มือขวาที่จับกระบี่สั่นระริก ขาทั้งสองก้าวถอยหลังอย่างเชื่องช้า และท้ายที่สุดเขาก็ต้านทานแรงมหาศาลของอีกฝ่ายไม่ไหว
เพล้ง!!
กระบี่ของเหรินหลิวเย่หักพร้อมทั้งร่วงหล่นลงบนพื้น
ฟางซินที่เห็นดังนั้นอารามลนลานพลันบังเกิด เขารีบผละมือจากการปะทะเมื่อครู่ ‘งานเข้าเสียแล้ว’
“…” เหรินหลิวเย่
“…” ฟางซิน
บัดนี้สองพี่น้องกำลังยืนแน่นิ่งไม่ไหวติงใบหน้าของทั้งคู่ต่างแตกตื่นตกใจ อันเนื่องมาจากเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้น
คล้อยตะวันลับขอบฟ้าในขณะที่ทุกคนกำลังร่วมทานอาหารอย่างพร้อมหน้าพร้อมตาบริเวณห้องโถงใหญ่ ฟางซินจึงได้เอ่ยประสงค์ของตนขึ้นแก่บิดาและมารดาว่า “ท่านพ่อท่านแม่ขอรับ ลูกมีบางอย่างจะขอ”
“ลูกแม่ เจ้าอยากได้สิ่งใดงั้นรึ?”
“ข้าจะขอออกเดินทางเพื่อไปสอบเข้าเป็นศิษย์ของสำนักฝึกตนขอรับ”
“หา/หา!”
ฟางซินที่เห็นใบหน้าตกตะลึงฉายแววสงสัยปนไม่เชื่อหูของทั้งสองจึงทำได้เพียงพยักหน้ารับ ว่าสิ่งที่ตนกล่าวขึ้นมานั้นเป็นความจริงหาได้โป้ปด
“หนทางภายนอกอันตรายยิ่งนัก อีกทั้งพลังปราณของเจ้ายังน่าเป็นห่วง พ่อว่าลูกฝึกฝนก่อนอีกสักปีดีหรือไม่” เหรินเจียวโจวเอ่ยบอกบุตรชาย แม้ว่าเขาจะแปลกใจอยู่ไม่น้อยที่สัมผัสพลังปราณของบุตรผู้นี้ไม่ได้
“แม่ก็เห็นด้วยอย่างที่พ่อเจ้ากล่าว ผู้คนทั่วหล้าย่อมแข่งขันกันเพื่อที่จะได้เข้าไปเป็นศิษย์ของสำนักเหล่านั้น”
ฟางซินได้ยินเช่นนั้นจึงตั้งท่าเพื่อจะกล่าวบางอย่าง เพียงแต่พี่ใหญ่และพี่รองกลับกล่าวขัดขึ้นมาเสียก่อน
“ลูกคิดว่าน้องสามของเราเก่งขึ้นมากขอรับ ย่อมต้องเอาตัวรอดได้แน่” เหรินหลิวเย่กล่าวตามที่คิดจากการที่เขาฝึกซ้อมกระบี่ด้วยกันทุกวัน และกระบี่ของเขาที่หักนั้นก็เป็นหลักฐานได้ว่าพลังปราณของน้องสามไม่ธรรมดา
“ข้าก็คิดเช่นพี่ใหญ่ขอรับ”
เหรินฟู่เองก็คิดเช่นนั้นหลังจากที่พวกเขาทั้งสองได้เข้าเมืองหลวงคราวก่อน น้องสามไม่ใคร่ที่จะสนใจในคำครหาของผู้อื่นดั่งเช่นเมื่อก่อนอีกแล้ว
บัดนี้บรรยากาศพลันเริ่มเงียบสงัด ไร้สุ้มเสียงวาจาตอบรับจากผู้เป็นบิดาและมารดา
“ใช่เจ้าค่ะ พี่สามของเราเก่งที่สู้ดดด”
ทันใดนั้นเองเสียงเจื้อยแจ้วของน้องสี่ก็ดังขึ้นท่ามกลางบรรยากาศตึงเครียดนี้ พลันเรียกรอยยิ้มให้กับทุกคนบนโต๊ะอาหาร
“เฮ้อ ในเมื่อพวกเจ้ากล่าวเช่นนี้แม่ก็ไม่นึกห่วงแล้วล่ะ” ผู้เป็นมารดาเอ่ยพลางยกมือลูบหัวเด็กน้อยเสียงใส
“ขอบคุณขอรับท่านพ่อท่านแม่ ข้าจะไม่ทำให้ผิดหวัง” ฟางซินกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น ใบหน้าประดับไปด้วยรอยยิ้ม
กลางดึกสงัดในวันนั้นขณะที่ฟางซินกำลังนั่งรับลมอยู่บริเวณศาลาภายในจวน ท่ามกลางแสงจันทร์ทอดส่องประกาย นัยน์ตาสีดำขลับพลันสังเกตเห็นเรือนร่างของบุรุษสวมชุดสีกรมเข้ม กำลังมุ่งหน้ามาทางเขา
เมื่อมาถึงเหรินหลิวเย่จึงทรุดนั่งลงบริเวณฝั่งตรงข้าม ดวงตาคมดุทอดสายตามองยังผู้เป็นน้อง จากนั้นเขาจึงเริ่มเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“เจ้าคิดดีแล้วหรือไม่ ในการเลือกหนทางนี้”
“ข้าคิดดีแล้วขอรับ พรุ่งนี้ข้าก็จะออกเดินทางแล้ว” ฟางซินตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบอย่างเป็นธรรมชาติ
“เช่นนั้นเจ้าก็ทำให้เต็มที่ล่ะ ทุกคนต่างก็ล้วนเป็นกำลังใจให้” เมื่อเขากล่าวจบจึงทำเพียงระบายยิ้มเล็กน้อย ในใจยังคงห่วงผู้เป็นน้อง
“ว่าแต่พี่ใหญ่มีความฝันเป็นเช่นไรหรือขอรับ”
“สักวันเจ้าย่อมรู้”
เมื่อฟางซินได้ยินดังนั้นจึงลอบมองสำรวจใบหน้าของเหรินหลิวเย่ผู้นี้ ราวกับว่าในดวงตาคู่นั้นของอีกฝ่ายทอประกายบางอย่างออกมาเมื่อกล่าวถึงความใฝ่ฝันของตน
“ท่านต้องประสบความสำเร็จแน่นอนขอรับ ข้าเชื่อว่าอย่างนั้น” ภายภาคหน้าพี่ใหญ่ผู้นี้จะต้องประสบความสำเร็จดั่งความใฝ่ฝันที่เขาปรารถนาเป็นแน่ ยามนี้ตนจึงทำได้เพียงเอ่ยให้กำลังใจเท่านั้น
ก่อนออกเดินทางบิดาได้มอบกำไลหยกสีทับทิมให้แก่ฟางซิน พร้อมกล่าวว่ากำไลหยกนี้เป็นสิ่งของวิเศษที่สืบทอดกันมารุ่นสู่รุ่น เพียงแต่ไม่เคยมีผู้ใดได้ใช้ หากเขาตกอยู่ในอันตรายให้ถอดกำไลหยกนี้ออกจากข้อมือ จากนั้นกำไลหยกชิ้นนี้จะส่งพลังปราณออกมาห่อหุ้มกายของเขาเพื่อคุ้มกัน และของวิเศษย่อมมีข้อจำกัดการใช้งาน ซึ่งจะใช้ได้เพียงครั้งเดียวเท่านั้น จากนั้นกำไลหยกนี้จะสลายหายไปและดับเสื่อมสูญ
ในปัจจุบันของวิเศษเช่นนี้หาได้ทั่วไปตามท้องตลาดเพียงแต่อานุภาพไม่ได้สัมฤทธิผลดั่งเช่นของที่มีมาแต่กาลก่อน นอกเสียจากจะเป็นเซียนผู้มีพลังเก่งกาจสร้างขึ้น
“ขอบคุณขอรับ ข้าจะไม่ทำให้ท่านทั้งสองต้องเป็นเป็นห่วง โปรดรักษาตัวด้วย” ฟางซินกล่าวพลางค้อมกายให้กับบิดาและมารดา ก่อนเหลือบมองไปยังพี่ชายและน้องสาวที่กำลังโบกมือโหยงๆ ให้กับเขา ฟางซินทำได้เพียงโบกมือร่ำลาตอบ จากนั้นร่างบางจึงตัดสินใจหันหลังให้แก่จวนสกุลเหรินแล้วเริ่มออกเดินทางเพื่อมุ่งหน้าไปยังสถานที่ในการเปิดรับสมัครเหล่าผู้ฝึกตน
ระหว่างทางที่ฝีเท้าของฟางซินเหยียบย่ำผืนดิน สองข้างทางล้วนเต็มไปด้วยผู้คนมากหน้าหลายตา บ้างเหลือบมองมาทางเขา จากนั้นก็กล่าวกันเสียงกระซิกแว่วผ่านข้างสองหู
“คุณชายสามผู้โง่งมกำลังจะเดินทางไปที่ใดงั้นหรือ?”
“จะไปที่ใดได้เล่าพลังปราณต้อยต่ำถึงเพียงนี้”
“ฮ่า ฮ่า จริงดั่งเจ้าว่า”
‘ถึงอย่างไรก็เป็นเพียงคนชั้นต่ำคอยให้ร้ายผู้อื่น’
เมื่อฟางซินเดินทางจนกระทั่งใกล้เข้าเมืองหลวง พลันเริ่มสังเกตเห็นผู้คนหลากหลายกำลังสัญจรไปมา โดยส่วนใหญ่ต่างมุ่งหน้าไปยังทิศทางเดียวกัน หากฟางซินอนุมานไม่ผิดผู้คนเหล่านี้ล้วนมีจุดหมายเพื่อไปสอบเข้าสำนักเช่นเดียวกับตน
ผ่านไปราว1ชั่วยาม(ประมาณ2ชั่วโมง) หนทางเบื้องหน้าพลันแปรเปลี่ยนเป็นเส้นทางที่เริ่มคดเคี้ยว รอบด้านปรากฏให้เห็นผืนป่ากว้างใหญ่ จากผู้คนหลากหลายบัดนี้มีเพียงเสียงฝีเท้าก้าวเดินของเขา ฟางซินลอบมองรอบกายเมื่อมั่นใจแล้วว่าไม่มีผู้ใดอยู่บริเวณโดยรอบจึงวางใจ ไม่รอช้าเขาใช้วิชาตัวเบาทะยานขึ้นไปบนต้นไม้ใหญ่พริ้วกายบนอากาศด้วยความรวดเร็ว จุดมุ่งหมายแรกนั้นก็คือหุบเขาไป๋กู่ซึ่งเป็นทางผ่านในการเดินทางครั้งนี้
หุบเขาไป๋กู่เป็นหุบเขาที่ขึ้นชื่อว่าบริสุทธิ์และศักดิ์สิทธิ์เป็นอย่างมาก หุบเขาแห่งนี้มีเซียนตนหนึ่งได้ปลีกวิเวกมาอาศัยอยู่เพียงลำพังนามว่าไป๋ซีฮัน หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งสำนักวังบุปผาอันยิ่งใหญ่โด่งดัง
เจ้าของร่างบางในอาภรณ์สีขาวบัดนี้กำลังยืนมองผู้คนทั้งหลายที่พากันมากราบไหว้ขอพรบริเวณใกล้เคียง เนื่องจากอาคมที่ผนึกไว้จึงไม่มีผู้ใดสามารถย่างกรายเข้าใกล้บริเวณหุบเขาไป๋กู่ได้
ในขณะที่ทุกคนกำลังนั่งเพ่งสมาธิไปกับการยึดมั่นตั้งจิต ฟางซินพลันยกฝ่ามือร่ายปราณทิพย์บนอากาศจากนั้นจึงรีบก้าวเดินเข้าไปในหุบเขาแห่งนี้
หนึ่งในผู้ที่กำลังเพ่งสมาธิจิตเพื่อขอให้ตนเองสอบเข้าสำนักชื่อดังได้ หางตาพลันเหลือบไปเห็นบางสิ่งเดินผลุบหายเข้าไปในหุบเขา เขาจึงโพล่งออกมาด้วยความตกใจ
“มะ…เมื่อครู่ ข้าเห็นมีคนผู้หนึ่งรูปร่างสง่างามพิสุทธิ์อย่างยิ่งเดินหายเข้าไปในหุบเขาแห่งนี้!”
“หรือว่า จะเป็นท่านเซียนออกมาให้พรแก่พวกเรา!” ชายที่นั่งเยื้องห่างจากเขากล่าวขึ้นด้วยท่าทางเชื่อมั่น
“เป็นดั่งที่พวกท่านกล่าวเป็นแน่” บุรุษอีกคนเอ่ยสมทบ
ผู้คนที่มากราบไหว้ขอพรในครั้งนี้ต่างเชื่อกันว่าสิ่งที่ชายผู้นั้นเห็นเป็นความจริง และพรที่ขอในวันนี้ก็จะต้องเป็นจริงเช่นกัน
โดยหารู้ไม่ว่าที่เขาเห็นมิใช่เทพเซียนที่คอยปกปักรักษาหุบเขาไป๋กู่แห่งนี้ แต่เคยเป็นถึงเซียนผู้ที่สูงส่งยิ่งกว่านั้น