ระบบวายร้ายแห่งโชคชะตา
ข้อมูลเบื้องต้น
ระบบวายร้ายแห่งโชคชะตา
*** ลิขสิทธิ์ถูกต้องภายใต้หจก. EnJoyBook ***
ได้รับลิขสิทธิ์ออนไลน์ (Digital license) สำหรับแปลขายลงบนเว็บไซต์ได้อย่างถูกลิขสิทธิ์ 100%
---------------------------------------
นิยายแปลเรื่อง ระบบวายร้ายแห่งโชคชะตา
ผู้แต่ง : 陆尘人 ผู้แปล : ทีมงาน Enjoybook
เรื่องย่อ : ลู่หยวน ชายหนุ่มผู้กลับชาติมาเกิดใหม่ในมหาแดนโชคชะตา พร้อมกับตำแหน่งคุณชายแห่งตำหนักธารสุญญะผู้โฉดชั่ว! ทั้งก่อกรรมทำเข็ญ ทั้งลักพาตัวลูกหลานของกองกำลังอื่นมากักขังไว้นับไม่ถ้วน หนึ่งในนั้นคือสาวงามผู้กำลังจะมีผู้ฝึกยุทธ์รูปหล่อตามมาช่วยชีวิต บัดซบ… ไม่ว่าจะคิดอย่างไร นี่มันบทบาทของตัวร้ายกากเดนชัด ๆ! ในระหว่างที่กำลังปวดหัวกับชีวิตใหม่อยู่นั้นเอง กล่องข้อความก็ปรากฏขึ้นตรงหน้า บ่งบอกว่าการเชื่อมต่อกับระบบวายร้ายสำเร็จแล้ว! ด้วยระบบที่สามารถช่วงชิงโชคชะตาของเหล่าตัวเอกได้ ตำนานจอมวายร้ายสุดอหังการ์ผู้โค่นล้มพระเอกทั่วหล้าจึงเปิดฉากขึ้น!
คุณอาจจะชอบเรื่องนี้
บทที่ 1 ข้ากลายเป็นวายร้าย
บทที่ 1 ข้ากลายเป็นวายร้าย
“นี่ฉันทะลุมิติมาโลกแฟนตาซีงั้นหรือ?”
ลู่หยวนกำลังนั่งอยู่ในห้องโถงขนาดใหญ่ที่คานถูกสร้างขึ้นจากหยกขาว แกะเป็นลายสัตว์มงคลหลากหลายชนิด ส่วนเสานั้นถูกสร้างขึ้นมาจากหยกอ่อนอายุนับหมื่นปี อีกทั้งมังกรที่ถูกสลักเอาไว้บนเสาทุกต้นดูเหมือนจริงราวกับจะสามารถบินทะยานออกมาได้ทุกเมื่อ ผ้าโปร่งถูกผูกเอาไว้ พื้นปูด้วยหยกดำฝังด้วยเม็ดทองคำเป็นลายดอกบัว …ดูคล้ายสรวงสวรรค์บนผืนดินก็มิปาน
ลู่หยวนหลับตาลงรับความทรงจำเจ้าของร่างเข้ามาด้วยความระมัดระวัง หลังจากนั้นเพียงไม่กี่อึดใจ เขาก็ค่อย ๆ ลืมตาขึ้น
“บัดซบ!”
ลู่หยวนสบถออกมาด้วยน้ำเสียงต่ำ เขาคาดไม่ถึงเลยว่าเจ้าของร่างที่เขารับช่วงต่อจะเป็นปีศาจร้ายในคราบมนุษย์ที่ทำตัวรนหาที่ตายไปทั่วทุกหนแห่ง!
เจ้าของร่างเป็นอัจฉริยะอันดับหนึ่งของตำหนักธารสุญญะแห่งแดนเหนือ แผ่นดินหยวนหง ด้วยพรสวรรค์ของเขา ยามสามขวบปีก็ก้าวเข้าสู่ขั้นยอดยุทธ์ สิบขวบได้เป็นขั้นปรมาจารย์ยุทธ์ ยามสิบเจ็ดปีเป็นถึงจักรพรรดิยุทธ์ ผู้ที่พบเห็นต่างพากันคุกเข่าลงยกย่องเขาเป็น ‘บุตรศักดิ์สิทธิ์’ แห่งตระกูลลู่ด้วยความเคารพ
ด้วยภูมิหลังครอบครัวและพรสวรรค์อันโดดเด่น ขอเพียงแค่ปฏิบัติตัวดี ๆ อีกร้อยปีให้หลัง เขาจะต้องกลายเป็นผู้ยิ่งใหญ่ใต้หล้าอย่างแน่นอน!
แต่ทว่า… เจ้าของร่างเดิมกลับอาศัยความแข็งแกร่งของตัวเองหาเรื่องอ้อนบาทาไปทั่ว!!
เริ่มจากต่อยผู้มีพรสวรรค์โดดเด่นจากตระกูลหลินไปหนึ่งหมัด ตอนนี้ดูเหมือนว่าอาการบาดเจ็บของคนผู้นั้นจะเริ่มดีขึ้นแล้ว ต่อมาก็กำจัดตระกูลเย่ทิ้ง ปล่อยให้ผู้สืบทอดรอดไปได้หนึ่งคน รู้สึกจะชื่อว่าเย่ฝาน?
สิ่งที่ยุ่งยากที่สุดคือ การที่เขาต้องการเข้าไปมีส่วนร่วมในการถอนหมั้นของตระกูลเซียวในทะเลใต้ด้วยความเบื่อหน่าย!
แถมระหว่างทางกลับ ยังลักพาตัวบุตรและธิดาศักดิ์สิทธิ์จำนวนไม่น้อยจากกองกำลังต่าง ๆ พวกเขาไม่ได้ถูกฆ่า ทว่าถูกเลี้ยงดูเอาไว้ในสวนหลังบ้าน
ลู่หยวนกุมหน้าผากลอบถอนหายใจออกมา เหล่าคนที่เจ้าของร่างเดิมไปหาเรื่องมานั้น มีผู้ใดบ้างที่ดูไม่เหมือนตัวเอกในนิยายกำลังภายในแนวเทพเซียน?
สิ่งที่เขาทำ เรื่องใดบ้างไม่ใช่การกระทำของวายร้าย?!
หรือว่าตัวเขาจะมายังโลกใบนี้เพื่อเป็นบันไดให้ตัวเอกเหยียบขึ้นไป?!
[ติ๊ง! การเชื่อมต่อกับระบบวายร้ายสำเร็จแล้ว!]
เสียงเย็นชาของเครื่องจักรดังขึ้นมาในหูของลู่หยวน
ระบบ?!
รอยยิ้มประดับขึ้นมาบนใบหน้าของลู่หยวน ในเมื่อทะลุมิติมาแล้วก็สมควรได้รับสูตรโกง
[ยินดีต้อนรับสู่มหาแดนโชคชะตา! โลกใบนี้รวบรวม ‘บุตรแห่งโชคชะตา’ มาจากทุกหนแห่ง แต่…ท่านสามารถช่วงชิงค่าชะตาของบุตรแห่งโชคชะตามาเพิ่มให้กับตัวท่านที่เป็นวายร้ายได้! ค่าชะตาของวายร้ายเองก็สามารถเพิ่มค่าเพื่อทำสิ่งต่าง ๆ อย่างเช่นซ่อมแซมหรือแลกเปลี่ยนสิ่งของ]
เพียงแค่ลู่หยวนคิด หน้าจอแสดงผลก็ปรากฏขึ้นเบื้องหน้าเขา
[นาม : ลู่หยวน
สถานะ : บุตรศักดิ์สิทธิ์ตระกูลลู่ เเห่งเผ่าธารสุญญะแดนเหนือ
ฐานการบ่มเพาะ : ขั้นจักรพรรดิยุทธ์ ระดับต้น
พลัง : เพลงกระบี่ขั้วสวรรค์ หมัดเทวะแดนร้าง
วิชา : ยันต์สวรรค์บรรพกาล
สายเลือด : มาร
สมบัติศักดิ์สิทธิ์ : ไม่มี
ผู้ติดตาม : ไม่มี]
[ในโลกแห่งการบำเพ็ญเพียร ความแข็งแกร่งคือกฎข้อเดียวในการอยู่รอด!
บุตรแห่งโชคชะตามารวมตัวกันบนโลกใบนี้ ท่านโปรดช่วงชิงค่าชะตา และทะยานสู่สวรรค์! พิสูจน์ตนว่าเป็นหนึ่งในใต้หล้า!]
“ช่วงชิงโชคชะตา?” มุมปากของลู่หยวนกระตุกขึ้น “น่าสนใจดี!”
บุตรศักดิ์สิทธิ์คือเหล่าผู้สืบทอดของกองกำลังต่าง ๆ ที่มีพรสวรรค์เท่านั้น
ส่วนบุตรแห่งโชคชะตานั้นแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง …คือผู้ที่โชคชะตาลิขิตมาให้เป็นตัวตนที่ยิ่งใหญ่ ตีความอีกนัยหนึ่งก็คือพวกพระเอกลูกรักทั้งหลาย! เดิมทีลู่หยวนก็เตรียมตัวพร้อมจะอยู่แบบเอาตัวรอดไปวัน ๆ ทว่าตอนนี้ไม่จำเป็นต้องทำเช่นนั้นแล้ว
วายร้ายก็ยิ่งใหญ่ได้เหมือนกัน!
เขาต้องการจะแย่งชิงโชคชะตาของพวกบุตรแห่งโชคชะตามาให้หมด!
พวกพระเอกทั้งหลาย… ระวังข้าไว้ให้ดีเถอะ!
“คุณชาย!”
เสียงดูมีอายุดังขึ้นมาจากด้านนอกห้องโถง
ลู่หยวนปิดหน้าจอระบบ เอ่ยตอบกลับด้วยเสียงเอื่อย ๆ “เข้ามาได้!”
ชายชราที่แต่งตัวด้วยอาภรณ์อย่างดีเดินเข้ามาในห้องโถงแล้วโค้งคำนับทำความเคารพลู่หยวน “คุณชาย สตรีจากสำนักฟ้าประทานถูกส่งเข้าไปอยู่ในห้องของคุณชายแล้ว”
ลู่หยวนพบข้อมูลเกี่ยวกับสำนักฟ้าประทานในความทรงจำ ปรากฏว่าในบรรดาบุตรและธิดาศักดิ์สิทธิ์ที่เจ้าของร่างคนเดิมพากลับมา มีคนจากสำนักฟ้าประทานอยู่ด้วย
เนื่องจากสตรีผู้นี้มีร่างกายเป็นหยินบริสุทธิ์ยากจะพานพบในรอบร้อยปี สามารถใช้นางเป็นเตาหลอมสำหรับบำเพ็ญคู่ได้*[1] ดังนั้นจึงต้องตาเจ้าของเดิมให้ลักพาตัวกลับมาด้วย
เจ้าของร่างเดิมยังสั่งให้ชำระล้างร่างกายสตรีผู้นั้นก่อนจะส่งไปที่ห้องให้เขาได้เพลิดเพลินในคืนนี้
เมื่อเห็นว่าลู่หยวนไม่พูดอะไรออกมาเป็นเวลานาน ชายชราจึงเอ่ยขึ้นมาด้วยความระมัดระวังอีกครั้ง “หากคุณชายไม่พอใจ ข้าน้อยจะไปเปลี่ยนคนใหม่ให้ท่าน!”
ลู่หยวนโบกมือ “ไม่ต้อง เป็นนางนั่นแหละ เจ้าออกไปได้แล้ว!”
ชายชราขานรับ ส่วนลู่หยวนก็ลุกขึ้นแล้วเดินไปยังห้องของตน
เมื่อมาถึงห้องแล้ว ลู่หยวนก็เปิดประตูเข้าไป ด้านในถูกตกแต่งอย่างหรูหราฟุ่มเฟือยจนเกินพอ ทำให้เขาถอนหายใจ
เมื่อเดินเข้าไปในห้อง ก็สามารถเห็นสตรีเรือนร่างงดงามชวนรุ่มร้อนได้ราง ๆ ผ่านผ้าโปร่ง สตรีผู้นั้นเองก็รับรู้ได้ว่ามีคนเข้ามาจากเสียงเปิดประตู ทว่านางถูกศาสตร์บางอย่างสะกดเอาไว้ทำให้ขยับไม่ได้ ดังนั้นแม้ภายในใจจะเต็มไปด้วยความขุ่นเคือง ก็ไม่อาจทำได้กระทั่งการเปิดปากพูด
ลู่หยวนก้าวเข้าไป ก่อนจะเลิกผ้าโปร่งขึ้น เผยให้เห็นใบหน้างดงามดังหยกของสตรีผู้นั้น ริมฝีปากสีแดง นัยน์ตางดงามน่าหลงใหล
งดงามจนกล่าวได้ว่าเป็นเทพธิดาที่ลงมาจุติก็ไม่เกินจริง!
ลู่หยวนกลืนน้ำลายเงียบ ๆ ทว่าในขณะที่เขายังไม่ทันที่จะได้ทำอะไร ทันใดนั้นพลันตัวแข็งทื่อ สีหน้าที่แต่เดิมเบิกบานครึ้มลงอย่างรวดเร็วราวกับกลืนกินของแสลง
เขาชี้นิ้วขึ้น ทำให้ผ้าห่มพันรอบร่างของหญิงสาวทันที ก่อนจะลากนางให้ตกลงไปบนพื้นอย่างแรง!
หญิงสาวร้องออกมาด้วยความเจ็บปวดและขุ่นเคือง ก่อนจะพบว่าสิ่งที่สะกดร่างกายเอาไว้หายไปแล้ว จึงรีบลุกขึ้นมาเอาผ้าห่มห่อหุ้มตัวเองเอาไว้มิดชิดจนไม่ให้เห็นผิวกาย ขณะที่สายตาก็จับจ้องไปทางลู่หยวนด้วยเกรงว่าคนผู้นี้จะมีเจตนาอะไรบางอย่าง
ลู่หยวนไม่สนใจท่าทางของธิดาศักดิ์สิทธิ์จากสำนักฟ้าประทาน ตอนนี้ภายในหัวของเขาเต็มไปด้วยเสียงแจ้งเตือนจากระบบ
[สตรีผู้ได้รับค่าชะตามหาศาลจากสำนักฟ้าประทาน หากบังคับให้มีความสัมพันธ์ด้วยในตอนนี้ จะสร้างความเสียหายให้กับโชคชะตาของท่าน ท่านโปรดระมัดระวัง]
ประโยคนี้ทำลายอารมณ์ดั้งเดิมในใจของลู่หยวนทิ้งไปในทันที
น่าชิงชังยิ่งนัก! คิดว่าความบริสุทธิ์ที่เก็บไว้กว่ายี่สิบปีจะถูกทำลายลงในคืนนี้แล้วเชียว!
ลู่หยวนทำสมาธิให้จิตใจกลับมาบริสุทธิ์ ในที่สุดก็ดับไฟภายในใจได้ ก่อนจะนอนลงบนเตียงเตรียมพร้อมหลับพักผ่อน
เมื่อสตรีผู้นั้นเห็นว่าลู่หยวนกำลังจะเข้านอน นางก็ยิ่งโกรธมากขึ้นก่อนจะถามออกมา “ทำอย่างนี้หมายความว่าอย่างไรกัน!?”
ลักพาตัวนางมา ก่อนจะให้ทำความสะอาดแล้วส่งไปที่ห้อง ทว่าเมื่อเห็นตนแล้วกลับทำหน้าซีด ทิ้งตัวลงบนเตียงเตรียมนอน หรือจะมองว่านางน่าเกลียดเป็นอย่างมาก?! นางเป็นถึงสาวงามอันดับหนึ่งของสำนักฟ้าประทานเชียวนะ! ที่นั่นมีคนไม่รู้ตั้งกี่คนที่ตกหลุมรักนาง!
ลู่หยวนถอนหายใจ ก่อนเรียกให้คนนำเสื้อผ้าชุดหนึ่งมาให้ แล้วช่วยนางสวมอาภรณ์
หลังจากสาวใช้ออกไปแล้ว ลู่หยวนก็ถามออกมา “เจ้ามีนามว่าอะไร?”
สตรีผู้นั้นนิ่งไปครู่หนึ่งด้วยความไม่เข้าใจว่าลู่หยวนต้องการอะไร ทว่าตอนนี้นางอยู่ภายใต้กำมือผู้อื่นจึงต้องยอมประนีประนอม นางตอบกลับไป
“ซวี่รั่วหลิง”
ลู่หยวนพยักหน้า “ตำหนักธารสุญญะจะมีการประชุม ในตอนนั้นคนจากสำนักฟ้าประทานของเจ้าก็จะมาด้วยเช่นกัน ดังนั้นเจ้าเองก็ไปกับข้า”
ดวงตาของซวี่รั่วหลิงเป็นประกาย คนผู้นี้จะปล่อยนางไปใช่หรือไม่?
ชายหนุ่มรู้ทันความคิดของซวี่รั่วหลิงจึงยิ้มออกมาอย่างเย็นชา “ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป เจ้าจะเป็นคนรับใช้ของข้า! ทำเพียงแค่ดูแลเรื่องในชีวิตประจำวันของข้าก็พอ อย่าคิดจะไปไหน ส่วนคืนนี้เจ้าก็ออกไปนอนเฝ้าด้านนอกห้องเสียเถอะ”
ก่อนที่ซวี่รั่วหลิงจะทันได้ตอบสนอง ลู่หยวนก็โบกมือขึ้น นางพลันถูกพลังปราณอันแข็งแกร่งผลักออกไป เมื่อกลับมารู้ตัวอีกทีก็อยู่ที่พื้นด้านนอกห้องเสียแล้ว
ด้วยเหตุนี้ ธิดาศักดิ์สิทธิ์ผู้สง่างามแห่งสำนักฟ้าประทานก็กลายมาเป็นสาวใช้เฝ้ายามตอนกลางคืนให้ลู่หยวนเสียแล้ว
[1] การบำเพ็ญคู่ คือ การแลกเปลี่ยนพลังงานระหว่างผู้ฝึกยุทธ์สองคนเพื่อให้ได้พลังเพิ่มขึ้นสองเท่า ด้วยวิธีเสพสังวาส โดยผู้ที่มีกายบริสุทธิ์พอจะใช้บำเพ็ญคู่ได้เรียกว่า ‘เตาหลอม’
บทที่ 2 การเดินทางไปชุมนุมตระกูลอวิ๋น
บทที่ 2 การเดินทางไปชุมนุมตระกูลอวิ๋น
รุ่งสางวันต่อมา ซวี่รั่วหลิงที่กำลังนอนห่อตัวด้วยผ้าห่มหลับสนิทอยู่บนพื้น โดยมีเสียงรบกวนดังเข้ามาในความฝันอย่างต่อเนื่อง
“ซวี่รั่วหลิง! ซวี่รั่วหลิง!”
“ซวี่รั่วหลิง ยังจะนอนอยู่อีก! ขี้เกียจชนิดนี่หมูก็ยังสู้เจ้าไม่ได้!”
“ยังไม่มาช่วยข้าแต่งตัวอีก?!”
หญิงสาวที่ตื่นขึ้นมาเพราะเสียงตะโกนขยี้ตาด้วยความงุนงง จากนั้นถึงถลึงตาจ้องเขม็งไปด้านในห้อง
เจ้าสิที่เป็นหมู!
ซวี่รั่วหลิงข่มความโกรธภายในใจลง ก่อนจะโยนผ้าห่มทิ้งแล้วเดินเข้าไปในห้อง
ภาพที่เห็นคือลู่หยวนนอนเอกเขนกอยู่บนเตียง โดยใช้มือข้างหนึ่งเท้ากับเตียง แม้ท่าทีจะดูไม่ทุกข์ร้อน แต่ก็เปี่ยมไปด้วยกลิ่นอายแห่งความขุ่นเคืองใจแผ่ซ่านออกมาขณะที่ปากยังตะโกนไม่หยุด “สาวใช้ที่ไหนเป็นเช่นเจ้ากัน?! ข้าตื่นมาตั้งนานแล้ว แต่เจ้ากลับยังนอนหลับอุตุอยู่?”
ซวี่รั่วหลิงแอบกัดฟัง ถ้าหากไม่ใช่เพราะตนไม่สามารถเอาชนะอีกฝ่ายได้ นางคงเอากระบี่แทงคนไร้ยางอายตรงหน้านางให้ตายแล้ว
ภายใต้การรับใช้ของซวี่รั่วหลิง ใช้เวลาหมดไปกว่าหนึ่งก้านธูปกว่าลู่หยวนจะแต่งตัวเสร็จ
“เจ้ายังต้องฝึกอีกมาก เจ้าเห็นไหมว่าตัวเองไม่มีความสามารถทางด้านนี้เลย แค่ผ้าคาดยังใช้เวลาตั้งนาน หากไปหาใครสักคนก็ตามมาจากข้างถนนยังทำได้ดีกว่าเจ้า เสียทีที่เป็นถึงธิดาศักดิ์สิทธิ์ของตำหนักสำนักฟ้าประทาน”
ธิดาศักดิ์สิทธิ์บ้านเจ้าสิที่ไม่ฝึกตน แต่มาฝึกการคาดผ้าให้ผู้อื่น?!
ซวี่รั่วหลิงกัดฟัน สะกดกลั้นความอยากสบถด่ากลับ
หลังจากจัดการทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว ลู่หยวนก็เดินนำหญิงสาวออกจากห้อง
ชายชราที่พบเมื่อคืนกำลังยืนรออยู่ด้านนอกตั้งแต่เช้าตรู่ ทันทีเห็นลู่หยวนออกมาก็รีบทำความเคารพ “คุณชาย!”
“ลุงเฉา เจ้าไม่จำเป็นต้องสุภาพขนาดนั้น”
ชายชราผู้หนึ่งมีนามว่าเฉาหง เป็นองครักษ์ประจำตัวที่บิดาเจ้าของร่างส่งมาให้ลู่หยวน มีขอบเขตการฝึกยุทธ์ถึงขั้นเทียมเทพระดับสูง เทียบกับผู้คนทั่วหล้าแล้วยังนับได้ว่าแข็งแกร่ง
ขั้นการฝึกวรยุทธ์บนโลกใบนี้แบ่งออกเป็น ขั้นฝึกกายา หลอมวิญญาณ จอมยุทธ์ ยอดยุทธ์ราชันยุทธ์ จักรพรรดิยุทธ์ เทียมเซียน เทียมเทพ เซียนยุทธ์ ปรมาจารย์ยุทธ์ จ้าวยุทธ์ อมตยุทธ์ และเทพยุทธ์
แต่ละขั้นแบ่งออกเป็นห้าระดับได้แก่ ระดับรากฐาน ระดับต้น ระดับกลาง ระดับสูง และระดับสมบูรณ์
หลังจากบรรลุระดับเทพยุทธ์แล้ว ก็จะสามารถทะลวงขั้นสู่สวรรค์ ทว่าเมื่อสามแสนปีก่อน แผ่นดินที่ผ่านสมรภูมิอันยิ่งใหญ่นับครั้งไม่ถ้วนได้สูญเสียพลังไปเจ็ดหรือแปดส่วน ทำให้ไม่มีผู้ใดไปได้ถึงขั้นนั้น การทะลวงขั้นสู่สวรรค์จึงกลายเป็นเพียงตำนานเล่าขาน
เฉาหงส่งเสียงตอบรับ ก่อนจะประสานมือเข้าหากัน “คุณชาย ท่านประมุขบอกให้ท่านไปหา”
ประมุขที่พูดถึง คือพ่อราคาถูก*[1] ของเขาเอง
ลู่หยวนยกเท้าก้าวเดินไปยังห้องประชุม โดยมีเฉาหงและซวี่รั่วหลิงเดินตามหลัง
ห้องประชุมเต็มไปด้วยผู้คนตั้งแต่ก่อนที่ลู่หยวนจะมาถึง ทันทีที่คนเหล่านั้นเห็นเขาเดินเข้ามาก็พากันรีบลุกขึ้นทำความเคารพ
ชายหนุ่มเดินผ่านกลุ่มคนตรงไปยังเก้าอี้นั่งลำดับที่สอง หลังจากนั่งลงด้วยท่าทางสบาย ๆ เขาก็ยกมือโบกให้เหล่าคนที่ลุกขึ้นนั่งลง
ชายที่นั่งยังตำแหน่งแรกของห้องประชุมไม่ได้แสดงความโกรธต่อท่าทางของบุตรศักดิ์สิทธิ์ ทั้งยังแย้มยิ้มออกมาบนใบหน้า
“หยวนเอ๋อร์ มาแล้วหรือ?”
ลู่หยวนพยักหน้า ส่งเสียงตอบรับออกมาหนึ่งคำ เขาทำตัวเหมือนเจ้าของร่างคนเดิม เอนหลังพิงพนักด้วยท่าทางเฉื่อยชา
ลู่เทียนเหอคุ้นชินกับการถูกลูกชายปฏิบัติตนด้วยอย่างขอไปทีจึงไม่ได้มีน้ำโห แถมยังยิ้มออกมา ก่อนจะเผชิญหน้ากับคนอื่น ๆ ในห้องประชุมด้วยท่าทางน่าเกรงขาม เริ่มต้นบทสนทนาการประชุมในวันนี้
“ครั้งนี้ตระกูลอวิ๋นเป็นประธานการชุมนุมของตำหนักธารสุญญะแห่งแดนเหนือ หลังจากการประชุมครั้งนี้จะมีการสำรวจซากมังกรสถิต เพราะเมื่อไม่กี่วันก่อนที่นั่นมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นมา เกรงว่าจะมีสมบัติลึกลับปรากฏขึ้น หากได้มันมาครอบครอง ก็นับว่าเป็นวาสนา!”
ลู่เทียนเหอชำเลืองมองสมาชิกในตระกูลที่นั่งอยู่ต่ำกว่าเขา ก่อนกล่าวออกมา “ครั้งนี้ ให้ลู่หยวนเป็นผู้นำในการเดินทางไปชุมนุมยังตระกูลอวิ๋น มีผู้ใดคัดค้านหรือไม่”
แม้ลู่หยวนจะเป็นยอดฝีมือรุ่นเยาว์ของตระกูลลู่ ทว่าด้วยขั้นการฝึกวรยุทธ์เพียงขั้นมหาราชันยุทธ์ ก็ทำให้ผู้อาวุโสหลายคนไม่อาจเอาชนะเขาได้ ดังนั้นการที่เขาเดินทางไปในฐานะผู้นำจึงไม่มีผู้ใดกล้าคัดค้าน
“ในเมื่อไม่ข้อโต้แย้ง เช่นนั้นสำหรับอีกห้าคนที่เหลือ เหล่าผู้อาวุโสมีความคิดเห็นเช่นไร?”
ทันทีที่คำพูดนี้ออกมา สายตาของทุกคนก็พลันเป็นประกายเฉียบคมขึ้นมา ตำแหน่งที่ว่างห้าคนที่เหลืออยู่คือเป้าหมายของพวกเขาในวันนี้
ผู้อาวุโสใหญ่เปิดประเด็นกล่าวขึ้นมา “ท่านประมุข หลานชายผู้อ่อนหัดของข้าเพิ่งจะก้าวเข้าสู่ขั้นราชันยุทธ์ ไม่ทราบว่าจะสามารถติดตามบุตรศักดิ์สิทธิ์ไปชุมนุมได้หรือไม่?”
ผู้อาวุโสที่เหลือนิ่งค้างเมื่อได้ยิน บนใบหน้าปรากฏความผิดหวังขึ้นมา
ราชันยุทธ์ ในหมู่รุ่นเยาว์นี่คือระดับการฝึกยุทธ์ที่สูงรองลงมาจากลู่หยวน ดังนั้นประมุขย่อมเห็นชอบด้วยเป็นธรรมดา
สำหรับผู้อาวุโสทุกคนแล้ว ถึงแม้ว่าเลือดเนื้อเชื้อไขของพวกเขาจะไม่มีความสามารถเท่าคุณชาย ทว่าก็ยังเหลือตำแหน่งไปชุมนุมด้วยอีกห้าที่ แต่ตอนนี้ตำแหน่งหนึ่งโดนผู้อาวุโสใหญ่แย่งชิงไปเรียบร้อย เหลือเพียงสี่ตำแหน่งเท่านั้น ทำให้หลายคนถึงกับถอดใจกับการแย่งชิง
ผู้อาวุโสที่มีระดับการฝึกยุทธ์ขั้นไม่เลวต่างพากันแจ้งชื่อลูกหลาน เพื่อแย่งชิงตำแหน่งที่เหลือ
หลังจากนั้นไม่นาน ตำแหน่งก็เหลือว่างเพียงสองที่ การแย่งชิงกันของผู้อาวุโสยิ่งดุเดือดมากขึ้น เนื่องจากกลัวว่าหากช้าไปเพียงก้าวเดียวจะทำให้บุตรหลานสูญเสียโอกาสอันดีเช่นนี้ไป
แต่ในตอนนั้นเอง ลู่หยวนก็กล่าวขึ้นมาอย่างกะทันหัน “สาวใช้ของข้าก็ต้องการหนึ่งตำแหน่งเช่นเดียวกัน”
เสียงนั้นไม่ดัง ทว่ากลับก้องทั่วทั้งห้องประชุม
ผู้อาวุโสที่กำลังแย่งชิงกันอย่างดุเดือดหุบปากลงด้วยความตกใจ พวกเขาแทบไม่เชื่อในสิ่งที่ได้ยิน
ลู่หยวนกล่าวว่าอะไรนะ?
สาวใช้ของเขาต้องการหนึ่งตำแหน่ง?!
ทั้งห้าตำแหน่งที่เขาต้องแย่งชิงกันแทบตาย ตอนนี้กลับต้องมอบมันให้กับสาวใช้เนี่ยนะ?!
ซวี่รั่วหลิงขมวดคิ้ว ในวันนี้ทุกคนในตระกูลลู่มารวมตัวกันก็เพียงเพื่อตำแหน่งหกที่สำหรับเข้าไปยังซากมังกรสถิตเท่านั้น เห็นได้ชัดว่าสมบัติลับที่ปรากฏขึ้นมาครั้งนี้สามารถสั่นคลอนทั่วทั้งตำหนักธารสุญญะแห่งแดนเหนือได้!
มันมีความสำคัญถึงเพียงนี้ ทว่าลู่หยวนยังต้องการที่จะหาตำแหน่งหนึ่งที่ให้ตนเอง
เขาต้องการจะทำอะไรกันแน่?
ซวี่รั่วหลิงกัดริมฝีปากของตนเองเบา ๆ ดวงตาที่หลุบลงทอประกายสั่นไหว
ผู้อาวุโสคนหนึ่งประสานมือกล่าวขึ้นมา “ขอบังอาจถามบุตรศักดิ์สิทธิ์ เหตุใดสาวใช้จึงจำเป็นต้องได้รับตำแหน่งของตระกูลลู่?”
เขาไม่สามารถปล่อยให้คุณชายลู่คว้าตำแหน่งนี้ไปได้ ไม่เช่นนั้น หลานชายของเขาจะไม่มีโอกาสได้รับมัน
ลู่หยวนเหลือบมองไปที่ซวี่รั่วหลิง เขานิ่งไปครู่หนึ่งก่อนพูดออกมา “สาวใช้ของข้าอยู่ในขั้นราชันยุทธ์”
ท่าทางของผู้อาวุโสคนนั้นแข็งทื่อไป คล้ายอยากจะกระอักเลือดขึ้นมา ในขณะที่สาวใช้ของบุตรศักดิ์สิทธิ์อยู่ในระดับราชันยุทธ์ หลานชายผู้น่าผิดหวังของเขากลับเพิ่งก้าวสู่ขั้นจอมยุทธ์ระดับสูง
ทว่าเขายังคงไม่ยอมแพ้ง่าย ๆ! หันไปกล่าวกับลู่เทียนเหอ “แต่ไหนแต่ไรตระกูลลู่ไม่เคยเกิดการแบ่งตำแหน่งให้กับสาวใช้! ท่านประมุขโปรดพิจารณาด้วย!”
คุณชายจอมเอาแต่ใจกลอกตา เขาต้องได้ตำแหน่งนี้มา ไม่เช่นนั้น ตอนที่เข้าไปยังซากมังกรสถิต เขาก็ต้องแต่งกายและทำอาหารด้วยตัวเองนะสิ!
ในบรรดาคนที่ได้รับตำแหน่งที่เหลือ ล้วนเป็นเหล่าชายวัยประมาณสามสิบ ลู่หยวนไม่เชื่อว่าพวกเขาเคยมีประสบการณ์ในการรับใช้คนอื่น!
“ท่านพ่อ แม้ตระกูลเราจะไม่เคยเกิดเรื่องเช่นนี้ ทว่าข้ากลับรู้สึกว่าการเลือกคนจากผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดเท่านั้นจึงจะทำให้ตระกูลลู่ของพวกเราได้รับผลประโยชน์มากที่สุด” ลู่หยวนมองไปทางผู้อาวุโสคนนั้น “จอมยุทธ์และราชันยุทธ์ ความแตกต่างไม่ใช่น้อย ๆ!”
ประมุขลู่เทียนเหอย่อมอยู่ข้างลูกชายเป็นธรรมดา เขาพยักหน้าสนับสนุน “คำพูดของบุตรชายข้าเป็นความจริงอย่างมาก ดังนั้นก็จัดสรรหนึ่งตำแหน่งให้สาวใช้คนนั้นเถอะ”
ผู้อาวุโสคนนั้นไม่กล้าพูดสิ่งใด จึงทำได้แต่ยอมรับและพยายามระงับความโกรธ
ในตอนนั้นเองระบบก็ได้แจ้งขึ้นมาว่า
[อารมณ์ของธิดาศักดิ์สิทธิ์แห่งตำหนักสำนักฟ้าประทานเกิดความเปลี่ยนแปลง ค่าชะตาของท่านเพิ่มขึ้น 100 แต้ม!]
[1] คำล้อบิดาที่ไม่เอาไหนในสายตาลูก
บทที่ 3 หมัวเทียนแห่งสำนักฟ้าประทาน
บทที่ 3 หมัวเทียนแห่งสำนักฟ้าประทาน
หลังจากได้ยินเสียงแจ้งเตือนจากระบบ ลู่หยวนก็มองไปยังซวี่รั่วหลิงด้วยความประหลาดใจ
ทำไมอารมณ์ของสาวน้อยคนนี้ถึงเปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหัน?
แต่เขาเองก็ไม่ได้ต้องการจะไปเจาะรายละเอียดอะไร ด้วยค่าชะตา 100 แต้มที่ได้รับมา ทำให้เขาสามารถเข้าไปในร้านค้าของระบบได้
ผู้อาวุโสอีกจำนวนมากในห้องประชุมกำลังแย่งชิงตำแหน่งสุดท้ายที่เหลือว่าง ทว่าลู่หยวนกำลังเยี่ยมชมร้านค้าของระบบอย่างสบายใจ
‘คัมภีร์แปดอสนีบาตแดนร้าง สามารถบงการอัสนีสวรรค์ได้’
‘ทรัพยากรชั้นยอด ชีพจรเพลิงทมิฬสามารถบังคับไฟนับหมื่นให้ศิโรราบด้วยความครั่นคร้าม’
‘ไข่เทพอสูร สามารถฟักลูกเทพอสูรโบราณออกมาได้’
ลู่หยวนผิวปาก ไม่ว่าจะเป็นสิ่งใดในร้านค้าระบบ หากนำออกมาก็ล้วนสามารถสร้างปรากฏการณ์ที่สั่นสะเทือนทั่วทั้งแผ่นดินหยวนหงได้!
ทว่าค่าชะตา 100 แต้มของเขานั้น กระทั่งสมบัติเพียงหนึ่งชิ้นก็ยังไม่อาจซื้อได้
เห็นทีต้องหาหนทางให้ได้รับค่าชะตาโดยเร็ว!
เมฆเคลื่อนคล้อย เวลาไหลผ่าน ที่นั่งในหอชมอรุณของเมืองเมฆาเต็มไปด้วยบุตรศักดิ์สิทธิ์ผู้หยิ่งผยองของแดนเหนือ
คนเหล่านี้ล้วนแต่เป็นอัญมณีที่กองกำลังต่าง ๆ ครอบครองอยู่ เป็นทั้งอนาคตของสำนัก และความหวังของครอบครัว
ตอนนี้ล่วงเข้ายามโย่ว*[1] มากว่าสามเค่อ ทว่าหลานชายตระกูลอวิ๋นในฐานะเจ้าภาพ อวิ๋นหลิง กลับยังคงไม่ประกาศเริ่มการประชุม
ในขณะที่ทุกคนเริ่มจะหมดความอดทน อวิ๋นหลิงก็ลุกขึ้นยืนแล้วประสานมือคำนับ แล้วพูดออกมาพร้อมด้วยรอยยิ้มน้อย ๆ “โปรดรอสักครู่ ยังมีแขกผู้มีเกียรติบางท่านยังมาไม่ถึง”
มีหนึ่งเสียงเย็น ๆ ดังขึ้นมา “ข้ารอมานานแล้ว แต่นายน้อยใหญ่อวิ๋นกลับเพียงเอ่ยว่า ‘แขกผู้มีเกียรติบางท่านยังมาไม่ถึง?’ คิดว่าอาวุธในมือข้ามีไว้ประดับหรืออย่างไร?”
คนที่เหลือเริ่มส่งเสียงเห็นด้วย ทุกคนคล้ายกับกำลังกดดันให้อวิ๋นหลิงเริ่มการประชุมในทันที
อวิ๋นหลิงเห็นเช่นนั้นแล้วก็อดถอยหลังไปหนึ่งก้าวไม่ได้ ในใจอยากจะกู่ร้องออกมา ขณะที่ปากเอ่ยปลอบทุกคนให้ใจเย็นลง
ผู้ที่มาชุมนุมกันในวันนี้ คนจำนวนมากมาจากกองกำลังที่ตระกูลอวิ๋นไม่ต้องการยั่วยุ หากมีปัญหาขึ้นมา ย่อมไม่ใช่เรื่องดีสำหรับเขาเป็นแน่!
คิดได้เช่นนี้แล้ว อวิ๋นหลิงก็มองออกไปด้านนอกห้องโถงด้วยความร้อนรนที่เพิ่มมากขึ้น รอคอยให้แขกผู้มีเกียรติท่านนั้นมาถึง
“ข้าให้พี่อวิ๋นรอนานเสียแล้ว!”
เสียงหัวเราะเบิกบากดังมาจากด้านนอกห้องโถง ตามมาด้วยร่างของชายหนุ่มในชุดสีดำ เดินมาอย่างสบายใจพร้อมพัดด้ามจิ้วในมือ ทว่าแรงกดดันที่แผ่ออกมาราวกับภูเขากดทับทำให้ทุกคนแทบจะลืมหายใจ
ไม่มีใครกล้าดูหมิ่นชายในชุดดำ ทุกคนต่างพากันคาดเดาตัวตนของอีกฝ่ายภายในใจ
ส่วนอวิ๋นหลิงนั้นรู้สึกโล่งใจเป็นอย่างยิ่ง เขาประสานมือคำนับชายชุดดำ “พี่หมัวเทียน ไม่ได้พบกันเสียนาน”
เมื่อทราบตัวตนของผู้ที่เพิ่งมา ความโกลาหลก็บังเกิดขึ้นในห้องโถง
“หมัวเทียน?! คนผู้นั้นคือบุตรศักดิ์สิทธิ์แห่งสำนักฟ้าประทาน หมัวเทียน?!”
“ข้าได้ยินมาว่าเขาเคยต่อกรกับผู้ฝึกยุทธ์ที่มีระดับเหนือกว่าตนมานับไม่ถ้วน ในหมู่คนรุ่นเดียวกันไร้ผู้เทียบเคียง!”
“ไม่น่าแปลกใจที่มีแรงกดดันอันหนักหน่วงเช่นนี้!”
“คาดว่าแขกผู้มีเกียรติที่อวิ๋นหลิงพูดถึงก็คือเขา!”
เมื่อฟังความเห็นของทุกคนเกี่ยวกับตัวเองแล้ว ภายในใจหมัวเทียนก็เต็มไปด้วยความภาคภูมิใจ บนใบหน้าของเขาประดับด้วยรอยยิ้มจาง ๆ ก่อนจะประสานมือคารวะซ้ายขวา “ทุกท่าน ข้าติดธุระส่วนตัวจึงมาสาย ต้องอภัยจริง ๆ”
ทุกคนรีบยืนขึ้นประสานมือคำนับตอบ ไม่กล้าบ่นอะไรออกมาอีก
หมัวเทียนก้าวเดินเตรียมจะไปยังที่นั่งหลักในการชุมนุมครั้งนี้ สำนักฟ้าประทานของเขาเป็นยอดฝีมือที่แข็งแกร่งที่สุดในบรรดาสำนักและตระกูลทั้งหลายในที่แห่งนี้ ย่อมต้องเป็นเขาที่สมควรจะนั่งตำแหน่งหลักในฐานะตัวแทนจากสำนักฟ้าประทาน
ทว่าเขาเพิ่งจะเดินไปได้เพียงสองก้าว ก็ถูกอวิ๋นหลิงหยุดเอาไว้ “พี่หมัวเทียน ที่นั่งของท่านอยู่ลำดับที่หนึ่งทางทิศตะวันออก”
รอยยิ้มน้อย ๆ บนใบหน้าของหมัวเทียนหายวับไปทันใด
ตำแหน่งของเขาไม่สมควรเป็นที่นั่งหลักหรอกหรือ?!
ใบหน้าของหมัวเทียนครึ้มลง “พี่อวิ๋นหลิงหมายความว่าอย่างไร?”
เขามาที่นี่ด้วยฐานะตัวแทนของสำนักฟ้าประทาน ในบรรดาสำนักตระกูลต่าง ๆ ที่มาในวันนี้ สำนักฟ้าประทานของเขานับว่าเป็นอันดับที่หนึ่ง ครั้งที่ผ่านมาพวกเขาล้วนได้แต่มองดูและไม่กล้ายั่วยุ
ถ้าไม่ใช่เขา แล้วจะเป็นผู้ใดกันที่สามารถนั่งตำแหน่งหลักได้?!
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงพรสวรรค์ของตัวหมัวเทียนเอง เทียบกับผู้ที่ถูกเรียกว่าบุตรศักดิ์สิทธิ์เหล่านี้ เขานั้นแข็งแกร่งกว่ามาก!
หากหมัวเทียนไม่ได้นั่ง แล้วผู้ใดยังจะกล้านั่งอีก?!
อวิ๋นหลิงประสานมือเข้าหากัน “พี่หมัวเทียน วันนี้มีแขกคนสำคัญมาเยือน”
“แขกคนสำคัญ? แขกคนสำคัญคือผู้ใดกัน?”
หมัวเทียนยังไม่ทันจะพูดจบดี พลันมีเสียงแว่วมาจากบนท้องฟ้าไกลออกไป
ตู้ม!
หมู่เมฆม้วนตัวเหนือหอชมอรุณ กิเลนอสรพิษฟ้าสามตัวร่อนลงมาจากท้องฟ้าพร้อมกับลมกระโชกและเสียงระเบิดคล้ายฟ้าผ่าดังสนั่นหวั่นไหว
มีรถม้าที่ถูกทำจากหยกดำทั้งคันถูกเทียมไว้กับกิเลนอสรพิษฟ้าสามตัวด้วยเชือกโลหะทมิฬ ด้านหลังสุดเป็นเหล่าชายฉกรรจ์หลายคนในชุดคลุมสีดำตามมาติด ๆ
ทุกสายตาถูกสะกดให้จับจ้อง ทว่าผ้าโปร่งที่อยู่รอบรถม้ากลับทำให้เห็นเพียงสองร่างเรือนราง
เมื่ออวิ๋นหลิงเห็นแล้วก็รีบเดินออกจากหอชมอรุณ แล้วคุกเข่าลงทำความเคารพรถม้าบนท้องฟ้า “คำนับบุตรศักดิ์สิทธิ์!”
ทุกคนในห้องโถงต่างตกตะลึง
แม้ว่าพวกเขาทุกคนจะเป็นแกนหลักของกำลัง ทว่าพวกเขาก็ไม่เคยพบเคยเห็นฉากนี้มาก่อน
กิเลนอสรพิษฟ้าเป็นสัตว์อสูรที่สืบสายเลือดมาจากเทพอสูรบรรพกาล พวกมันทั้งทรงพลังและมีหลักแหล่งที่อยู่ไม่แน่นอน ยากแก่การพบเห็น
สัตว์อสูรที่ทรงพลังเช่นนี้ พวกเขาต้องใช้กำลังของตระกูลหรือสำนักแทบทั้งหมดเพื่อจับมันกลับมาเลี้ยงให้เป็นสัตว์เทพผู้พิทักษ์ จะมีผู้ใดสามารถนำมาเทียมเกวียนได้เช่นนี้กัน?!
ม่านโปร่งค่อย ๆ เลิกขึ้น ก่อนที่ร่างของเด็กหนุ่มในชุดคลุมสีขาวจะเดินออกมาจากรถม้าโดยโอบแขนรอบหญิงสาวอีกคน ชายผู้นั้นมีคิ้วเฉียบคมดุจกระบี่ ดวงตาราวดาราสุกสกาว ใบหน้าหล่อเหลายิ่ง แน่นอนว่าคนผู้นี้ย่อมต้องเป็นลู่หยวน
ส่วนสตรีอีกคนสวมเสื้อสีคราม เส้นผมสยายลงมาราวกับม่านของน้ำตก ผิวขาวผ่องดังหิมะ คิ้วได้รูปงดงาม แม้ใบหน้าจะซ่อนอยู่หลังผ้าโปร่ง ทว่าก็ยังทำให้หัวใจของผู้คนสั่นไหว นางคือซวี่รั่วหลิง
ลู่หยวนยังคงสีหน้าเรียบเฉย “ลุกขึ้นเถอะ”
“คุณชายลู่เดินทางมาเหนื่อยแล้ว เชิญเถิด” อวิ๋นหลิงลุกขึ้นพร้อมด้วยรอยยิ้มประจบประแจง ก่อนนำลู่หยวนเข้าไปยังหอชมอรุณ
เหล่าคนที่อยู่ในห้องโถง เมื่อได้ยินคำเรียกนี้ต่างก็พากันลุกขึ้นทำความเคารพ
ลู่หยวนเดินผ่านทุกคนตรงไปยังที่นั่งหลักโดยมีซี่รั่วหลิงยืนอยู่ข้าง ๆ ขณะที่นั่งของคนอื่น ๆ ในตระกูลลู่ก็ถูกจัดเอาไว้ไม่ไกลไปจากเขา
หลังจากนั้นอวิ๋นหลิงจึงแนะนำเขาให้กับทุกคน “ท่านนี้คือบุตรศักดิ์สิทธิ์ตระกูลลู่แห่งตำหนักธารสุญญะ!”
เมื่อได้ยินคำว่า ‘ธารสุญญะ’ ทุกคนก็มองเขาด้วยความตกตะลึง
แผ่นดินหยวนหงสามารถแบ่งอาณาเขตทรงอิทธิพลออกเป็นห้าแห่งได้แก่ แดนเหนือ ทะเลใต้อาณาจักรประจิม เขาบูรพา และแดนมัชฌิม
แปดถึงเก้าส่วนของยอดฝีมือในแดนเหนือมาจากกลุ่มตำหนักธารสุญญะ ทางด้านตระกูลลู่แห่งกลุ่มตำหนักธารสุญญะนั้นสืบทอดมาอย่างยาวนานกว่าแสนปี ทำให้มียอดฝีมืออยู่เป็นจำนวนมาก! ซึ่งมีสามคนอยู่ขั้นจักรพรรดิยุทธ์ มีเจ็ดคนอยู่ขั้นเทียมเซียน
พลังความแข็งแกร่งอันยิ่งใหญ่เช่นนี้นั้นไม่ใช่สิ่งที่พวกเขาจะสามารถจินตนาการถึงได้!
เพียงแค่ชุมนุมเล็ก ๆ ของตระกูลอวิ๋นจะสามารถดึงดูดบุตรศักดิ์สิทธิ์แห่งตระกูลลู่ให้มาถึงที่นี่ด้วยตัวเองได้อย่างไร?
เป็นไปได้หรือไม่ที่จะมีโชคครั้งใหญ่ในการชุมนุมครั้งนี้?!
ทว่าหมัวเทียนนั้นไม่ได้คำนึงถึงสิ่งที่อยู่ตรงหน้า… สายตาของเขาเอาแต่จับจ้องไปทางที่นั่งหลัก
เขาไม่รู้อะไรมากนักเกี่ยวกับบุตรศักดิ์สิทธิ์ตระกูลลู่ แต่สตรีที่ยืนอยู่ด้านข้างอีกฝ่าย…
ไม่ใช่ศิษย์พี่หญิงซวี่รั่วหลิงที่เขาคิดถึงทุกวันคืนหรอกหรือ?!
[1] ยามโหย่ว 酉 คือ 17.00 – 18.59 น.