จากกรณีนักศึกษาสาวถูกคนรักฆ่าตัดมือ เมื่อ ‘ความหึงหวงรุนแรง’ และ ‘การลงมือครั้งแรก’ คือสัญญาณเตือนว่าควรหาทางออกจากความสัมพันธ์ เพราะมันจะไม่มีทางเป็นครั้งสุดท้าย
นับเป็นอีกหนึ่งกรณีสะเทือนขวัญ เมื่อมีคนพบศพนักศึกษาสาวในลักษณะเปลือยและถูกตัดข้อมือทั้งสองข้าง ซึ่งในภายหลังสามารถจับกุมคนร้ายได้แล้ว โดยเขาคือแฟนของผู้เสียชีวิตที่คบกันมาได้ 1 ปีเศษ และหลังก่อเหตุได้นำศพไปอำพราง จากนั้นพยายามฆ่าตัวตาย แต่ล่าสุดนี้รอดชีวิตมาได้แล้ว
จากข้อมูลที่พี่สาวของผู้เสียชีวิตเปิดเผย พบว่าทั้งคู่อยู่ในข่าย Toxic Relationship โดยทั้งสองฝ่ายมีพฤติกรรมหึงหวง ทะเลาะกันบ่อยครั้ง เมื่อฝ่ายหญิงขอเลิกก็ไม่ยอมเลิกรา ทั้งยังเคยจับเธอมัดมือมัดเท้าเพื่อไม่ให้เลิกกัน ซึ่งแม้ว่าเท่าที่ทางบ้านทราบจะยังไม่มีการทำร้ายตบตี แต่การจับมัดมืดมัดเท้านี้ก็นับเป็นการลงมือกระทำความรุนแรง ซึ่งนับว่าเป็นอีกหนึ่งสัญญาณอันตรายเช่นกัน และหากเป็นไปได้ การออกจากความสัมพันธ์ก็น่าจะปลอดภัยมากกว่า เพราะจากสถิติแล้ว การลงมือครั้งแรกมักจะนำไปสู่การลงมือครั้งถัดไป และหลายครั้ง ปลายทางของความรุนแรงนี้ก็คือการฆาตกรรม
เมื่อดูจากสถิติที่ มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล ได้รวบรวมจากข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์เมื่อปี 2564 ก็พบว่าจากข่าวทั้งหมดมีสาเหตุจากความหวาดระแวงหึงหวงกลัวภรรยานอกใจนำไปสู่ความรุนแรง 60% ขณะที่การง้อไม่สำเร็จนำไปสู่ความรุนแรง 14.7% ทางด้าน ศูนย์ปฏิบัติการกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว ก็ได้เผยสถิติเกี่ยวกับความรุนแรงในครอบครัวปี 2565 ว่าสาเหตุส่วนใหญ่มาจาก ‘ยาเสพติด’ รองลงมาคือ ‘สุรา’ อันดับถัดมาคือ ‘การขอเลิกรา’ และ ‘ความหึงหวง’ นอกจากนั้นยังเป็นเรื่อง ‘บันดาลโทสะ’ ‘ความรู้สึกมีอำนาจมากกว่า’ ‘ปัญหาสุขภาพจิต’ ‘ความเครียดทางเศรษฐกิจ’ จนถึง ‘การพนัน’ ฯลฯ
ดังนั้นในแง่หนึ่ง เหล่านี้คือพฤติกรรมเหล่านี้ล้วนเป็น red flag ชั้นดีที่เมื่อเกิดความรุนแรงขึ้นแล้ว ควรใช้พิจารณาว่าเราจะไปต่อกับความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นนี้หรือไม่ และการอยู่ต่อจะนำไปสู่ความเสี่ยงอะไรบ้าง เพราะท้ายที่สุดแล้ว สิ่งที่ช่วยให้เรารอดพ้นจากความรุนแรงที่เกิดขึ้นได้ ก็คือการเดินออกจากความเสี่ยงให้เร็วที่สุด
และแน่นอนว่า นี่ไม่ใช่เพียงเรื่องส่วนตัวหรือเรื่องของผัวเมีย เพราะตัวผู้ที่ต้องเผชิญความรุนแรงเองก็อาจเต็มไปด้วยเงื่อนไขที่ทำให้การเลิกราเกิดขึ้นได้ยาก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความรัก ความผูกพัน พันธะที่มีร่วมกัน หรือเรื่องสถานะทางเศรษฐกิจ ดังนั้นการมีคนที่คอยรับฟัง ให้คำปรึกษา และให้ความช่วยเหลือ จึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้สามารถหลุดพ้นจากวงจรความรุนแรงได้
อาจารย์จิตติมา ภาณุเตชะ นายกสมาคมเพศวิถี แบ่งปัญหาความรุนแรงในความสัมพันธ์เป็น 3 ระยะ คือ 1) เริ่มจากเกิดการกระทบกระทั่ง มีปากเสียงกัน หากคนรอบข้างสังเกตเห็นต้องรีบให้คำปรึกษา และช่วยหาทางออกทันที 2) เริ่มทำร้ายร่างกาย ระยะนี้คนรอบข้างต้องเข้าช่วยเหลือทันที ส่วนผู้ถูกกระทำก็ควรต้องรีบขอความช่วยเหลือตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้น 3) คือ การแก้ตัวจากผู้กระทำความรุนแรง และขอโอกาส ผู้ถูกกระทำจะมีความหวังว่าจะไม่โดนทำร้ายอีก และหวังจะเห็นการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม จนให้อภัยอีกครั้ง ซึ่งมักจะนำไปสู่การถูกกระทำอีกหน
ดังนั้น สำหรับคำแนะนำว่าเมื่อไหร่ที่ต้องรีบดึงตัวเองออกมาก่อนเกิดความรุนแรงและถูกทำร้ายร่างกาย นั่นก็คือ เมื่อเริ่มรู้สึกว่าตัวเองไม่มีความสุข เริ่มมีการใช้อำนาจ ไม่เป็นตัวของตัวเอง ไม่มีอิสระ และถูกบังคับจิตใจ หรือบางครั้งถูกทำร้ายร่างกายแล้ว ให้รีบขอความช่วยเหลือ ที่สำคัญคือการช่วยเหลือในสังคมที่สามารถช่วยกันสอดส่อง ช่วยห้ามปราม หรือแจ้งเหตุ ไม่มองเป็นเพียงเรื่องผัวๆ เมียๆ หรือเรื่องของชาวบ้าน หรือกระทั่งคนใกล้ชิดที่กลัวจะ ‘หมา’ จนละเลยที่จะไถ่ถาม ตราบใดที่แนวคิดเรื่องการเป็นเจ้าของชีวิตคนรัก ไม่ว่าจะเพศไหนยังคงมีอยู่ การป้องกันไม่ให้เกิดเหตุ ย่อมดีกว่าการต้องถามหาความยุติธรรมหลังความรุนแรงเกิดขึ้นไปแล้วแน่ๆ
อ้างอิง
https://news.ch7.com/detail/638779
อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง
- จากกรณีนักศึกษาสาวถูกคนรักฆ่าตัดมือ เมื่อ ‘ความหึงหวงรุนแรง’ และ ‘การลงมือครั้งแรก’ คือสัญญาณเตือนว่าควรหาทางออกจากความสัมพันธ์ เพราะมันจะไม่มีทางเป็นครั้งสุดท้าย
- เจนนา ออร์เตกา (Jenna Ortega) กับการส่งเสียงเรียกร้องเพื่อเด็กปาเลสไตน์
- ก้าวถอยหลังในปี 2024 เมื่อ ‘ธง Pride’ ถูกมองว่า ‘เป็นภัย’ จนถึงขั้นมีคนเรียกร้องให้ปลดหรือออกกฎแบน ทั้งใน UK และ USA
ตามบทความก่อนใครได้ที่
- Website : Mirror Thailand.com