โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

โรงงานชิ้นส่วนแห่ปิดกิจการ พิษยอดขายรถดิ่ง-เตะฝุ่นนับแสน

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 29 ก.ค. 2567 เวลา 04.36 น. • เผยแพร่ 28 ก.ค. 2567 เวลา 13.59 น.

อัพเดตล่าสุด 28 กรกฎาคม 2567 เวลา 20.58 น.

บริษัทผลิตชิ้นส่วนรถยนต์สันดาปภาคตะวันออกกระอัก ปิดกิจการแล้วกว่า 500 ราย พนักงานประจำ-พนักงานซับคอนแทร็กต์ ตกงานกว่า 1 แสนคน ส่วนที่ยังอยู่แห่ใช้ ม.75 ลดเวลาทำงาน-จ่ายเงินน้อยลง เปิดโครงการสมัครใจลาออก เหตุยอดผลิตรถตกต่ำ ผู้ผลิตชิ้นส่วนรายย่อยกระทบหนัก ขาดสภาพคล่อง สะสมปัญหาหลังโควิด เมืองชลวางแผนกระตุ้นเศรษฐกิจ ส.อ.ท.ปรับลดเป้าผลิตรถปีนี้ลง 2 แสนคัน เหลือ 1.7 ล้านคัน เหตุยอดขายในประเทศวูบ

โรงงานภาคตะวันออกหนีตาย

นายมงคล ไตรพาน ประธานกลุ่มสหภาพแรงงานภาคตะวันออก พื้นที่บ่อวิน รับผิดชอบดูแลแรงงานในจังหวัดชลบุรีและระยอง กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ขณะนี้ภาพรวมสถานประกอบการในพื้นที่จังหวัดชลบุรี ระยอง ฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี ปิดกิจการกันอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะผู้ประกอบการในห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมยานยนต์ และชิ้นส่วนของรถสันดาป ปิดกิจการลงเกือบ 50% หากนับรวมในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2567 ประมาณกว่า 500 แห่ง

โดยเฉพาะบริษัทผลิตชิ้นส่วนของยานยนต์ (Tier-1) ที่ประกอบชิ้นส่วนยานยนต์จากวัตถุดิบ (Tier-2) และบริษัทที่ผลิตวัตถุดิบเพื่อประกอบเป็นชิ้นส่วนของยานยนต์ (Tier-3) ส่งผลให้มีพนักงานตกงานประมาณ 1 แสนคน ซึ่งในจำนวนนี้แบ่งเป็นพนักงานประจำ ประมาณ 30% และพนักงานเหมาค่าแรง (Subcontractor) ซึ่งเป็นพนักงานชั่วคราว พนักงานรายวันตกงาน ประมาณ 70% ขณะเดียวกันมีบางโรงงานเปิดโครงการสมัครใจลาออก โดยจ่ายค่าตอบแทนเป็นเงินก้อนให้ เนื่องจากยอดการสั่งซื้อลดลงมาก

ทั้งปิดและลดเวลาทำงาน

ส่วนโรงงานที่ยังพอมีสภาพคล่องไปต่อได้ แต่ยอดการสั่งซื้อลดลง ต้องลดกำลังการผลิต มีการแจ้งสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัด ขอใช้มาตรา 75 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 โดยให้เหตุผลถึงความจำเป็นต้องหยุดกิจการทั้งหมด หรือบางส่วนเป็นการชั่วคราว บางโรงงานลดวันทำงาน โดยจ่ายเงินค่าจ้างเพียง 75% ของค่าจ้างที่ลูกจ้างได้รับ

“กรณีการใช้มาตรา 75 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 บางครั้งโรงงานยังมีผลประกอบการ แต่ผู้ประกอบการอาศัยกฎหมายที่เปิดช่องให้ทำได้ เพื่อลดภาระต้นทุน ขณะที่บางโรงงานมีความจำเป็น เพื่อประคองธุรกิจไว้ อาจจะให้พนักงานหยุดทำงานวันศุกร์ เพื่อให้สอดคล้องกับปริมาณงานที่มีเข้ามา บริษัทจะได้บริหารต้นทุนค่าใช้จ่ายให้สอดคล้องกัน” นายมงคลกล่าวและว่า สาเหตุเนื่องจากยอดการส่งออกรถยนต์ลดจำนวนลง ยอดขายภายในประเทศลดลง จากผู้บริโภคหันมาซื้อรถไฟฟ้า (EV) มากขึ้น และต้นทุนพลังงานต่าง ๆ ปรับสูงขึ้น ลดคนจ่าย

พนักงานซับฯรับเคราะห์

นายมงคลกล่าวต่อไปว่า พนักงานที่ตกงานตอนนี้ส่วนใหญ่เป็นพนักงานซับคอนแทร็กต์ ซึ่งโรงงานส่วนใหญ่ใช้วิธีการจ้างพนักงานซับคอนแทร็กต์ ไม่จ้างพนักงานประจำ เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายทั้งประกันสังคม สวัสดิการต่าง ๆ เวลาโรงงานหรือบริษัทปิดกิจการไม่ต้องรับภาระจ่ายเงินก้อนชดเชย และตอนนี้หางานใหม่ยาก เพราะหลายธุรกิจซบเซา ทั้งนี้ ตัวเลขที่สหภาพรวบรวมมาจากลูกจ้างซับคอนแทร็กต์ ซึ่งได้รับผลกระทบ แต่ตัวบริษัทซับคอนแทร็กต์ไม่ได้ประกาศปิดกิจการ ทำให้ไม่มีตัวเลขในรายงานของทางราชการ รวมถึงตัวเลขคนตกงานด้วย

SMEs ขาดสภาพคล่องหนัก

แหล่งข่าวจากวงการอุตสาหกรรม กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ขณะนี้มีข่าวว่าบริษัท ไทยแอโรว์ จำกัด จังหวัดฉะเชิงเทรา ผู้ผลิตชิ้นส่วนประกอบของชุดสายไฟในรถยนต์ เปิดโครงการสมัครใจลาออก โดยจ่ายเงินชดเชยให้ 38 เดือน เนื่องจากลูกค้ารายใหญ่ ซึ่งเป็นบริษัทประกอบรถยนต์ของประเทศญี่ปุ่นในประเทศไทย ลดกำลังการผลิตลงจำนวนมาก ทำให้บริษัทต้องลดต้นทุนค่าใช้จ่ายลง

ตอนนี้ผู้ประกอบการบริษัทผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ที่อยู่ในธุรกิจรถสันดาป ทั้ง Tier-1, Tier-2 และ Tier-3 ต่างได้รับผลกระทบกันถ้วนหน้า บางรายถูกบริษัทลดยอดการผลิต บางรายผลิตแล้ว แต่บริษัทชะลอรับซื้อ โดยตกลงจ่ายค่าชดเชยให้ แต่ต่ำกว่าต้นทุนที่ผู้ประกอบการรายย่อยลงทุนไปมาก ส่งผลให้บริษัทขาดสภาพคล่องไม่มีเงินมาหมุนเวียน โดยเฉพาะบริษัทขนาดกลางขนาดย่อม (SMEs) ในระดับ Tier-3

“บางรายไปขอกู้เงินแบงก์ ทางแบงก์ก็บอกผลประกอบการขาดทุน ปล่อยกู้ให้ไม่ได้ มีบางแบงก์แนะนำให้กู้ในนามบุคคลแทนจะใช้บริษัทกู้ บางรายดิ้นไปกู้เงินนอกระบบ หนี้สินพัวพันกันไปหมด เพราะยอดขายลดลง ตอนนี้แต่ละรายต้องพยายามปรับตัว อาจเปลี่ยนไปผลิตสินค้าป้อนไปยังธุรกิจอื่นเพื่อความอยู่รอด” แหล่งข่าวกล่าว

ขอเลิกกิจการกว่า 1.8 พันแห่ง

นายเฉลิมพล เนียมสกุล แรงงานจังหวัดชลบุรี เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ปัจจุบันจังหวัดชลบุรีมีสถานประกอบการ จำนวน 19,372 แห่ง สถานการณ์การปิดกิจการในจังหวัดชลบุรีช่วง 6 เดือนแรกของปี 2567 ส่วนใหญ่เป็นกิจการขนาดเล็ก มีกิจการขนาดใหญ่มีเพียงส่วนน้อย รวมถึงมีบริษัทขนาดใหญ่ที่ไม่ได้ปิดกิจการ แต่ต้องการลดจำนวนพนักงานลง เพราะใช้เครื่องจักรอัตโนมัติเข้ามาทดแทนแรงงานคน โดยเป็นการเลิกจ้างพนักงานซับคอนแทร็กต์

อุตสาหกรรมจังหวัดรายงานประเภทอุตสาหกรรมที่เลิกกิจการในจังหวัดชลบุรี ช่วงเดือนมกราคม-มิถุนายน 2567 มีทั้งสิ้น 1,871 แห่ง มีลูกจ้างประจำถูกเลิกจ้างรวมทั้งหมด 8,088 คน ประกอบด้วย ธุรกิจก่อสร้าง, ธุรกิจเกษตร ประมง, ธุรกิจการผลิต, ธุรกิจขายส่งและการขายปลีก การซ่อมยานยนต์และจักรยานยนต์ ธุรกิจเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ และธุรกิจอื่น ๆ

ขณะเดียวกันมีสถานประกอบการขอหยุดกิจการชั่วคราว โดยใช้มาตรา 75 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ช่วงเดือนมกราคม-กรกฎมคม 2567 จำนวน 70 แห่ง จำนวน 2,300 วัน จำนวนลูกจ้าง 20,467 คน

ผู้ว่าฯชลบุรีเร่งปรับแผนเศรษฐกิจ

นายธวัชชัย ศรีทอง ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี กล่าวว่า ภาพรวมเศรษฐกิจช่วงครึ่งปีแรกของจังหวัด ไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ โดยในปีนี้ตั้งไว้ประมาณ 1.5 ล้านล้านบาท เพราะในช่วง 6 เดือนแรก ในภาคอุตสาหกรรม มีผลกระทบเป็นอย่างมาก คาดการณ์ว่าจะลดลงมากกว่าร้อยละ 15 ภาคการเกษตรผลผลิตลดลง เนื่องด้วยภาวะโลกร้อน ส่วนภาคการบริการและการท่องเที่ยว มีการกระตุ้นเพิ่มมากขึ้นเล็กน้อย ประมาณร้อยละ 19 ดังนั้น ทางจังหวัดทบทวนนโยบายแผนการพัฒนาเศรษฐกิจของจังหวัด มีหลายประเด็นที่ต้องปรับเปลี่ยนเพื่อกระตุ้นการทำงาน รวมถึงต้องเร่งรัดการใช้จ่ายเงินงบประมาณเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจภายในจังหวัด

ช่วง 6 เดือนแรก มีโรงงานปิดตัวลงมากกว่า 400 โรงงาน ทั้งภาคอุตสาหกรรมและการพาณิชย์ ณ สิ้นเดือนมิถุนายน 2567 คิดเป็นมูลค่ามากกว่า 8,000 ล้านบาท และมีอัตราการว่างงานมากกว่า 7,000 อัตรา บริษัทที่เป็นซับคอนแทร็กต์ยังมีการดำเนินกิจการ แต่พนักงานถูกเลิกจ้างแบบไม่มีค่าตอบแทน เพราะเป็นลูกจ้างแบบสัญญาจ้างชั่วคราว เช่น วงการรถยนต์สันดาปในประเทศไทย ที่ลดกำลังการผลิต และย้ายฐานการผลิต และขาดสภาพคล่อง

อุตฯยานยนต์ลดเป้าการผลิต

นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ ที่ปรึกษาประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์และโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ปรับตัวเลขประมาณการการผลิตรถยนต์ของสมาชิกกลุ่มยานยนต์ในปี พ.ศ. 2567 ลงจากเดิม ตั้งเป้าผลิตรถยนต์ไว้ 1.9 ล้านคัน เหลือทั้งปีเพียง 1.7 ล้านคัน หรือลดลงไป 2 แสนคัน โดยตัวเลขการผลิตรถยนต์ครึ่งปีแรกทำได้ 7.6 แสนคัน แบ่งสัดส่วนเป็นส่งออกสูงถึง 68% ขายในประเทศ 32% ซึ่งผิดไปจากปกติที่ส่งออกกับขายในประเทศจะห่างกันไม่มาก ประมาณ 54% กับ 46% ตามลำดับ

ส่วนยอดขายรถยนต์ 6 เดือนแรก ทำได้เพียง 308,027 คัน ลดลงจากช่วงเดียวกันของปี 2566 ประมาณ 24.16% แบ่งเป็นรถยนต์นั่ง (ICE) 82,660 คัน ลดลง 36.45%, รถยนต์นั่ง (BEV) 33,508 คัน เพิ่มขึ้น 6.91%, รถยนต์นั่ง (PHEV) 1,203 คัน ลดลง 8.93%, รถยนต์นั่ง (HEV) 67,110 คัน เพิ่มขึ้น 69.64%, รถกระบะ 1 ตัน 89,581 คัน ลดลง 40.15%, รถ PPV 18,856 คัน ลดลง 43.32%, รถบรรทุก 5-10 ตัน 8,339 คัน ลดลง 36.47% และรถประเภทอื่น ๆ 6,770 คัน ลดลง 12.70%

ชิ้นส่วนชี้ปัญหาจากปิกอัพ

นายสุพจน์ สุขพิศาล ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมชิ้นส่วนและอะไหล่ยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ปัจจุบันผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ไทยส่วนใหญ่จะผลิตเพื่อรองรับตลาดรถปิกอัพขนาด 1 ตันเป็นหลัก มีน้อยรายที่จะเป็นการผลิตเพื่อรองรับกับตลาดรถยนต์นั่งเพียงอย่างเดียว ดังนั้นประเด็นที่หลายคนมองว่าการเข้ามาของรถอีวีนั้น ได้ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมนั้น แท้ที่จริงแล้ว ตลาดที่ได้ผลกระทบกลุ่มรถยนต์นั่งเท่านั้น

แต่สำหรับสถานการณ์ของอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วน หลัก ๆ เป็นผลกระทบหนี้สินภาคครัวเรือนสูง ไฟแนนซ์เข้มงวดปล่อยกู้ ทำให้ยอดผลิตรถปิกอัพลดลงไป 20-30% ส่งผลให้ผู้ประกอบการอาจจะต้องปรับลดกำลังแรงงานในส่วนของพนักงานรับจ้างชั่วคราวหรือซับคอนแทร็กต์ลงบ้าง เพื่อให้เหมาะสมกับการใช้กำลังการผลิต

รายเล็กกระอักตั้งแต่โควิด

“สถานการณ์นี้ต่อเนื่องมาตั้งแต่กลางปีที่แล้ว เป็นเวลา 12 เดือนต่อเนื่อง ส่งผลกระทบต่อผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ โดยเฉพาะ Tier-3 , Tier-4 ที่เป็น SMEs หรือ Micro-SMEs ที่เริ่มขาดสภาพคล่อง จริง ๆ แล้วส่วนใหญ่ประสบปัญหาตั้งแต่ตอนโควิด อีกทั้งหลังโควิดปีที่แล้ว สถาบันการเงินและภาครัฐ ยังมีโครงการช่วยเหลือผู้ประกอบการอยู่บ้าง แต่ปีนี้ถือว่าออกจากโควิดเต็มตัวแล้ว ผู้ประกอบการต้องพึ่งตัวเองเต็มตัว บวกกับกระแสดิสรัปต์เทคโนโลยี เศรษฐกิจชะลอตัว SMEs ที่ไม่เข้มแข็งก็อาจจะเริ่มมีปัญหา โดยเฉพาะสถานการณ์น่าจะยังไม่ดีขึ้นในเวลาอันใกล้นี้” นายสุพจน์กล่าว

ค่ายญี่ปุ่นยื้อไม่ไหว-ถอนทัพ

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ก่อนหน้านี้ค่ายรถยนต์สัญชาติญี่ปุ่น 2 ราย คือ ซูบารุและซูซูกิ ประกาศถอนการลงทุนในส่วนของโรงงานผลิตรถยนต์ในประเทศไทย ปรับเปลี่ยนรูปแบบการดำเนินธุรกิจนำเข้ารถยนต์จากต่างประเทศเข้ามาจำหน่ายและทำตลาดในประเทศไทยแทน โดยซูบารุจะยุติการผลิตโรงงานในประเทศไทยในวันที่ 31 ธ.ค. 2567 ส่วนซูซูกิประกาศยุติการผลิตรถยนต์จากโรงงานประเทศไทยในช่วงปลายปี 2568

ขณะที่ค่ายรถยนต์ฮอนด้า ปรับแผนผลิตรถยนต์ 2 โรงงานในประเทศไทยใหม่ เพื่อปูทางสู่ตลาดรถยนต์ xEV โดยย้ายไลน์ผลิตรถยนต์ จ.พระนครศรีอยุธยา ไปรวมที่โรงงาน จ.ปราจีนบุรีทั้งหมด เพื่อปฏิรูปฟังก์ชั่นสายการผลิตรถยนต์ของไทย เพื่อดำเนินการพัฒนาขีดความสามารถในการดำเนินการผลิตรถยนต์สำเร็จรูป รวมถึงการเร่งการเปลี่ยนผ่านไปสู่ xEV อย่างต่อเนื่อง ส่วนโรงงานที่ จ.พระนครศรีอยุธยา ปรับเปลี่ยนเป็นโรงงานผลิตชิ้นส่วนยานยนต์แทน

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : โรงงานชิ้นส่วนแห่ปิดกิจการ พิษยอดขายรถดิ่ง-เตะฝุ่นนับแสน

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...