โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

ขอทานผู้ร่ำรวย (ชญ)

นิยาย Dek-D

เผยแพร่ 05 ม.ค. 2567 เวลา 14.12 น. • Honghua/เสี้ยวอารมณ์
เมื่อชายหนุ่มอีสานใต้ ต้องมาอยู่ในร่างขอทานที่ใคร ๆ ก็รังเกียจ “คอยดูเถอะข้าจะรวย จนผู้คนที่เคยดูถูกต้องแหงนคอมอง”

ข้อมูลเบื้องต้น

ชายหนุ่มลูกหลานชาวอีสานใต้ ผู้จับได้ใบแดง ต้องไปรับใช้ชาติอยู่ที่สามชายแดนภาคใต้เป็นเวลาถึงสองปี และเมื่อถึงเวลาที่ได้ปลดประจำการ ก็เดินทางกลับบ้านเกิด แต่ยังไม่ทันที่จะได้เข้าเขตอีสานเลยด้วยซ้ำ รถทัวร์ที่นั่งมาก็เกิดยางแตก เสียหลักตกลงข้างทาง จากที่จะได้กลับไปอยู่บ้านเกิด ก็ต้องเปลี่ยนเป็นไปอยู่บ้านเก่าแทน

ไม่รู้ว่านานแค่ไหน ที่วิญญาณของชายหนุ่มล่องลอยอยู่ท่ามกลางความมืดมิด แทนที่จะได้ไปลงนรกหรือขึ้นสวรรค์ตามที่เคยได้ยินมา ก่อนที่จะมีแสงสว่างเกิดขึ้น และวิญญาณก็ถูกดูดไปที่ไหนสักแห่ง…

ชื่อตัวละคร

ลู่เฉิน = พระเอก

เจียงซูหนี่ว์ = นางเอก

อี้หรง = แม่นางเอก

หลิ่วถิง = ฮูหยินใหญ่

เจียงจื่อ = พี่ชายนางเอก บุตรชายฮูหยินใหญ่

เจียงซูมี่ = พี่สาวนางเอก บุตรสาวฮูหยินใหญ่

เจียงซูฮวา = น้องสาวนางเอก บุตรสาวฮูหยินใหญ่

เสี่ยวเถา = เพื่อนพระเอก

เสี่ยวหงเซ่อ = หมาจิ้งจอก

***รายชื่อตัวละคร จะเพิ่มขึ้นตามเนื้อหาของเรื่อง

ตอนที่ 1

ตอนที่ 1

แคว้นจ้าว

เมืองตงไห่

อำเภอไห่หนาน

ท่ามกลางพายุหิมะอันหนาวเหน็บ ที่ไม่มีทีท่าว่าจะหยุด แผ่นดินที่เคยมีหญ้าปกคลุม ในตอนนี้เต็มไปด้วยสีขาวของหิมะ ชาวบ้านต่างก็พากันกักตัวอยู่แต่ในเรือน หากไม่มีความจำเป็น จะไม่มีใครก้าวขาออกจากเรือนโดยเด็ดขาด

แม้จะบอกว่าชาวบ้านจะไม่ออกจากที่พักพิง แต่ก็ใช่ทุกคน เพราะท่ามกลางพายุหิมะที่โปรยปราย ได้มีร่างของชายขอทานคนหนึ่ง นอนแน่นิ่งอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ใกล้ชายป่า ดูอย่างไรก็ไม่เหมือนกับคนที่มีลมหายใจแล้ว

ร่างของชายหนุ่มนอนแน่นิ่งอยู่อย่างนั้น โดยมีหิมะค่อย ๆ ร่วงหล่นลงมาทับถมร่าง จากที่เคยนอนทับหิมะ ก็กลายเป็นว่าถูกถมจนแทบจะมองไม่เห็นว่ามีคนนอนอยู่ตรงนั้น

ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าใด ร่างไร้ลมหายใจ ก็ได้เกิดการขยับเขยื้อนอีกครั้ง

“หนาวจัง”

ชายขอทานพูดขึ้น ก่อนที่จะพยายามพยุงร่างกายที่ถูกทับถมด้วยหิมะให้ลุกขึ้นนั่ง ความหนาวเย็นที่บาดลึกไปถึงกระดูก ทำให้ดวงตาที่ปิดอยู่ค่อย ๆ เปิดขึ้นทีละน้อย ก่อนที่จะเบิกกว้าง เมื่อเห็นสิ่งที่อยู่ตรงหน้า

ก็จะไม่ให้ตกใจได้อย่างไร ตัวเขาจำได้อย่างแม่นยำเลย ว่าตนเองได้ปลดประจำการจากการเป็นทหารเป็นเดือนพฤษภาคม ซึ่งมันเป็นหน้าร้อน แต่ที่เห็นอยู่ในตอนนี้มันเป็นหิมะ หิมะที่มันไม่มีเลยในประเทศของเขา

แล้วที่นี่คือที่ไหน?

ไม่ใช่ว่าตอนนั้น รถบัสที่นั่งกลับบ้านประสบอุบัติเหตุหรอกหรือ แล้วทำไมถึงได้มานอนอยู่กลางหิมะเช่นนี้ได้

“เชี่ยหนาว”

ชายหนุ่มยกมือขึ้นลูบแขนตัวเอง เผื่อว่ามันจะสามารถทำให้เขาอุ่นได้บ้าง แต่ความหนาวมันคือเรื่องจริง ฉะนั้นแล้ว แค่ใช้มือลูบ ๆ ไม่มีทางที่จะคลายหนาวได้

ชายหนุ่มยันตัวลุกขึ้น พร้อมกับยกมือกุมที่ท้ายทอย เพราะรู้สึกเจ็บ ก่อนที่จะกวาดตามองทั่วบริเวณ เพื่อที่จะหาสถานที่หลบพายุ และทำร่างกายให้อุ่น ส่วนเรื่องที่ว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับตัวของเขา ก็ให้ช่างมันไปก่อน แค่ยังไม่ตายก็โชคดีเท่าไหร่แล้ว

เมื่อคิดได้เช่นนั้น สองขาก็ก้าวออกจากใต้ต้นไม้ใหญ่ในทันที แม้จะรู้สึกหนาวจนก้าวแทบไม่ออก ก็ต้องพาร่างกายไปหาที่อุ่น ๆ ให้เร็วที่สุด

พอเดินมาได้ระยะหนึ่ง ชายหนุ่มก็รู้สึกว่า สถานที่แห่งนี้ช่างคุ้นยิ่งนัก ทั้ง ๆ ที่เขามั่นใจ ว่าพึ่งจะเคยมาเป็นครั้งแรก แต่เขากลับก้าวเดินไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคง เหมือนกับว่าเขาอาศัยอยู่ที่นี่มาเป็นเวลานานแล้ว

“วัดร้าง?”

พอเห็นสิ่งก่อสร้างที่อยู่ตรงหน้า ชายหนุ่มก็สามารถบอกกับตัวเองได้ในทันที ว่าสิ่งที่เห็นนั้นคืออะไร ทั้ง ๆ ที่วัดที่อยู่ตรงหน้านี้ มันต่างจากที่เขาเคยเห็นมาทั้งชีวิตซะอีก สถานที่แห่งนี้ คล้ายกับเรือนในสมัยโบราณ มากกว่าวัดอย่างที่เขาเข้าใจ

ชายหนุ่มสะบัดศีรษะไล่ความฟุ้งซ่านของตนเอง ตัดสินใจก้าวขาเข้าไปด้านใน แต่ยังไม่ทันที่จะเข้าเขตบริเวณวัดที่ว่า ก็ผุดภาพเรื่องราวต่าง ๆ ของคนที่เขาไม่เคยรู้จัก เข้ามาในหัวมากมาย ก่อนที่ร่างกายจะทรุดกองลงกับหิมะเย็น ๆ

“นี่เราตายแล้วอย่างนั้นหรือ”

เสียงพึมพำเบา ๆ หลุดออกจากปากของชายหนุ่ม เมื่อภาพในหัวได้หยุดลง ตอนนี้เขาได้รู้แล้ว ว่าทำไมเพียงแค่รถลงข้างทางในหน้าร้อน ถึงได้มาโผล่อยู่ท่ามกลางพายุหิมะได้

ความจริงคือเขาได้ตายไปแล้ว และได้เข้ามาอยู่ในร่างของคนอื่น ที่น่าจะตายในช่วงเวลาเดียวกัน

เมื่อทุกอย่างชัดแจ้งแล้ว ชายหนุ่มพยุงร่างอันสั่นเทาของตนเองให้ลุกขึ้น จากนั้นก็เดินซวนเซเข้าไปในอาราม ซึ่งเป็นสถานที่ที่เจ้าของร่างเดิมอาศัยอยู่

“อาเฉิน ทำไมพึ่งกลับมาล่ะ”

ลู่เฉินเหลือบสายตาไปมองชายที่เอ่ยถามเล็กน้อย ก่อนที่จะกวาดสายตามองไปทั่วบริเวณห้อง ที่นี่มีขอทานอาศัยอยู่หลายคน และหนึ่งในนั้นก็มีคนที่ทำร้ายเขาอยู่ด้วย

ใช่แล้ว ที่เจ้าของร่างเดิมต้องตายลง ก็เพราะหนาวตาย แต่จากจุดที่ตายจนมาถึงอารามแห่งนี้ ไม่ได้ไกลกันมากนักเขาสามารถเดินทางไปกลับได้สบาย แต่ระหว่างทางกลับถูกลอบทำร้าย เพียงเพื่อจะแย่งชิงซาลาเปาลูกเดียว อาการบาดเจ็บทำให้เขาสลบไป และหนาวตายในที่สุด

“ไม่มีอะไร ข้าแค่ถูกหมากัดระหว่าทาง”

ลู่เฉินตอบกลับคนถาม แต่สายตายังคงจดจ้องคนที่ทำร้ายตนเองอย่างไม่วางตา จนกระทั่งคนที่ถูกมองต้องเบือนหน้าหนีไปซุกกับผนัง ชายหนุ่มจึงได้เดินไปนั่งตรงจุดประจำของตนเอง

ก็แค่พวกขี้ขลาด เก่งแต่ลอบทำร้าย

ชายหนุ่มไม่ได้ติดใจอะไรอีก ครั้งนี้ถือว่าให้แล้วกันไป เพราะหากจะให้ไปสู้รบกับใคร ตัวของเขาเองก็ไม่มีเรี่ยวแรงแล้ว เพราะวันนี้ทั้งวันไม่มีอะไรตกถึงท้องเลยแม้แต่ชิ้นเดียว แต่หากว่ามีครั้งหน้า เขาไม่คิดที่จะปล่อยเอาไว้แน่

“พรุ่งนี้เจ้าจะเข้าไปในเมืองอีกหรือไม่”

ชายคนเดิมเอ่ยถามอีกครั้ง ในความทรงจำของลู่เฉิน ชายขอทานคนนี้ เป็นคนเดียวที่ไม่รังแกชายหนุ่ม ทั้งยังคอยให้การช่วยเหลืออยู่หลายครั้ง

คบไว้ก็ไม่น่าจะมีอะไรเสียหาย อย่างน้อย ๆ ก็จะได้มีสหายในโลกใบใหม่นี้ด้วย เมื่อคิดได้ดังนั้น ลู่เฉินจึงได้หันไปพูดตอบ

“ไปสิ”

ด้วยช่วงนี้หิมะตกหนัก ประชาชนส่วนใหญ่ได้รับความเดือดร้อน ทางการก็เลยจัดตั้งโรงทาน เพื่อมอบอาหารให้กับชาวบ้าน และเหล่าขอทาน ที่วันนี้เขาโดนทำร้าย ก็เพราะคนทำจะแย่งเอาซาลาเปาที่เขาได้รับมาจากโรงทานนี่แหละ

“เช่นนั้นก็ไปพร้อมกันนะ”

“ตกลง”

บทสนทนาของทั้งสองคนได้จบลงเพียงเท่านั้น ลู่เฉินเองก็หยิบผ้าเก่า ๆ ของตนเองออกมา จากนั้นก็นำมาห่มเพื่อคลายหนาว แต่ถึงจะเป็นอย่างนั้น ความเย็นก็ยังคงหลงเหลืออยู่ไม่น้อย

คนที่พึ่งได้สัมผัสกับหิมะครั้งแรกอย่างลู่เฉิน มีหรือที่จะทนไหว ชายหนุ่มหอบผ้าห่มขาด ๆ ของตนเองเอาไว้ ก่อนที่จะเดินไปยังจุดที่ชายขอทานที่ไถ่ถามเขา

“ข้าหนาว ขอนอนด้วยได้หรือไม่”

“ได้สิ เบียด ๆ กันก็ดี จะได้ไม่ต้องหนาว”

ชายขอทานตอบด้วยความกระตือรือล้น รีบขยับให้ลู่เฉินสามารถแทรกเข้ามาได้ เขาดีใจที่ลู่เฉินยอมพูดคุยกับเขาแล้ว

ลู่เฉินเป็นคนที่ค่อนข้างจะรักสันโดษ ไม่พูดหรือคุยกับใครหากไม่จำเป็นจริง ๆ แต่ตอนนี้เจ้าตัวถึงกับขอนอนด้วย จะไม่ให้ดีใจได้อย่างไร

“ขอบใจ”

ชายหนุ่มนั่งลงข้าง ๆ กับชายขอทาน จากนั้นก็หยิบผ้าห่มขึ้นมาคลุมร่างกายของตนเอง อาจเป็นเพราะนอนตากหิมะอยู่นาน แม้จะห่มผ้าแล้ว ลู่เฉินก็ยังคงสั่นไม่หยุด

“หากว่ามีกองไฟสักหน่อยก็คงดี”

“หินจุดไฟราคาแพงจะตาย ขอทานอย่างพวกเราไม่มีปัญญาที่จะซื้อหรอก”

สำหรับขอทานแล้ว หินจุดไฟถือว่าราคาแพงมาก คนที่หาเงินไม่ได้แม้แต่อีแปะเดียวต่อวัน ไม่มีทางที่จะซื้อได้ หากมีเงิน ก็ต้องเอาไปซื้อของกินเพื่อประทังชีวิต จึงไม่มีเหลือพอให้นำไปซื้อของอย่างอื่น พอฤดูหนาวมาเยือน ก็ต้องทนหนาวอยู่แบบนี้

ลู่เฉินพยักหน้าเข้าใจ แต่ชายหนุ่มก็ไม่คิดที่จะล้มเลิกเรื่องหินจุดไฟ เพราะถ้ามีไฟชีวิตก็จะง่ายขึ้น นอกจากไฟจะให้ความอบอุ่นแก่ร่างกายได้แล้ว ไฟยังเป็นปัจจัยหลักในการทำอาหารอีกด้วย

ขอแค่มีไฟเขาจะไม่มีทางอดตายแน่นอน

เป้าหมายแรกของลู่เฉิน ในการมาอยู่ที่โลกใบใหม่ ก็คือจะต้องมีหินจุดไฟเป็นของตัวเอง

“เจ้าชื่ออะไร”

แม้จะอาศัยอยู่ในที่เดียวกัน แต่ว่าลู่เฉินกลับไม่เคยรู้จักชื่อของใครเลยแม้แต่คนเดียว ในเมื่อตัดสินใจที่จะเป็นสหายกันแล้ว ก็ต้องเริ่มจากการทำความรู้จักกันก่อน

“ข้าชื่อเสี่ยวเถา”

“ข้าลู่เฉิน ยินดีที่ได้รู้จัก”

“ยินดีที่ได้รู้จัก”

หลังจากที่ถามไถ่ชื่อเสียงเรียงนามกันไป ทั้งสองคนก็ไม่ได้คุยอะไรกันอีก จนกระทั่งทั้งสองได้ผล็อยหลับไป…

ไรท์มาแล้ววววววววว

ตอนที่ 2

ตอนที่ 2

เช้าของวันถัดมา…

ลู่เฉินตื่นขึ้นมาอีกครั้งในตอนเช้า และเป็นเช้าที่ชายหนุ่มยอมรับกับความจริงที่ว่า ตัวเขานั้นได้ตายจากโลกเดิมไปแล้ว และได้มาอยู่ในร่างของคนอื่น สิ่งที่เกิดขึ้นกับเขาคือเรื่องจริงอย่างแน่นอน

ชายหนุ่มถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ก่อนที่จะพับเก็บผ้าห่ม และเลือกไว้หนึ่งผืน เผื่อที่จะใช้คลุมร่างกาย ตอนที่จะออกไปด้านนอก

“เจ้าเอาผ้าห่มมาด้วยทำไม”

พอเดินออกมาจากอารามเก่าได้สักพัก เสี่ยวเถาก็ได้ถามขึ้นมา เพราะปกติแล้ว แม้อากาศจะหนาวเย็นแค่ไหน ลู่เฉินก็ไม่เคยเอาผ้าห่มมาคลุม ในตอนที่อยู่ข้างนอกเช่นนี้

“เมื่อวานข้าตากหิมะนานไปหน่อย ร่างกายจึงยังเย็นอยู่”

ลู่เฉินก็แถไปอย่างนั้น แต่ความจริงก็คือ เจ้าตัวยังไม่คุ้นชินกับอากาศที่หนาวเย็นเช่นนี้ ก็จะให้ชินได้อย่างไร ตั้งแต่เกิดมาก็พึ่งเคยเจอกับหิมะครั้งแรก และการที่มีหิมะ ก็แปลว่ามันหนาวมาก ๆ แม้ลู่เฉินคนเก่าจะสามารถเดินเท้าเปล่าบนหิมะได้อย่างสบาย ๆ แต่เขาไม่ใช่

พูดถึงเรื่องเท้า เมื่อวานหลังจากที่เข้าไปในอาราม ลู่เฉินก็ได้หาผ้ามาพันรอบเท้า เพื่อให้ความอบอุ่น และป้องกันเสี้ยนหนามมาตำเท้าเวลาเดิน คนที่เคยต้องใส่รองเท้าอยู่ตลอด พอได้เดินเท้าเปล่าแบบนี้ ก็อดไม่ได้ที่จะหวาดระแวง ว่าจะมีอะไรมาทิ้มตำเอา

“เจ้าว่าวันนี้ที่โรงทานเขาจะเอาอะไรมาแจก”

“ไม่รู้สิ”

“ข้าอยากกินข้าวต้มมากเลย เมื่อวันก่อนกินหมั่นโถวไปแล้ว เมื่อวานได้กินซาลาเปา วันนี้อยากจะกินข้าวบ้าง”

“แค่ซาลาเปาก็ดีเท่าไหร่แล้ว”

ภาพจำในหัวของลู่เฉิน คือเขาได้กินหมั่นโถวแทบจะทุกวัน ส่วนซาลาเปา จะได้กินทีก็ตอนที่มีขุนนาง หรือพวกคหบดีมาแจกจ่ายเท่านั้น อย่าได้พูดถึงเรื่องข้าว ที่ได้กินแค่ปีละครั้งหรือสองครั้ง

ความจริงแล้วที่นี่อุดมสมบูรณ์เป็นอย่างมาก เพียงแต่ชาวบ้านไม่รู้ ว่าผักผลไม้บางอย่างมันกินได้ จึงไม่มีใครกล้านำผัก และผลไม้ที่เกิดตามรายทางมากิน หากว่าวันนี้ลู่เฉินไม่ได้มีเป้าหมายที่จะไปขอหินจุดไฟ ก็คิดที่จะเก็บพวกนี้กินเป็นอาหารแล้ว ไม่ต้องมาทนหนาวเดินฝ่าหิมะเข้าไปในเมืองเช่นนี้

“เร่งเดินเถอะ ไปช้าอาจจะหมดก่อนได้นะ”

“จริงด้วย!!! วิ่งเร็ว”

เสี่ยวเถาไม่ได้พูดเปล่า แต่ยังคว้าแขนของลู่เฉิน และฉุดให้วิ่งไปด้วยด้วยกัน

ทั้งสองคนวิ่งฝ่าหิมะที่กำลังโปรยปรายลงมา ถึงสถานที่ที่ใช้ทำเป็นโรงทาน ใช้เวลาไปเกือบหนึ่งชั่วยาม พอมาถึงลู่เฉินกลับไม่คิดที่จะไปต่อแถว แต่ผลักให้เสี่ยวเถาไปคนเดียว

“ไปต่อแถวเถอะ”

“แล้วเจ้าล่ะ ไม่ไปด้วยกันหรือ”

“เจ้าไปก่อนเลย”

ลู่เฉินไม่ได้มาที่นี่เพื่อรับอาหาร แต่ชายหนุ่มมาเพื่อสังเกตการณ์ ว่าในบรรดาคนแจกอาหาร มีใครบ้าง ที่พอจะใจดีให้เขาเข้าไปขอหินจุดไฟได้

“รีบตามมาล่ะ”

“อืม”

เสี่ยวเถาเข้าไปร่วมต่อแถวรับอาหารกับคนอื่น ๆ ส่วนลู่เฉินก็นั่งมองผู้คนอยู่ใต้ชายคาใกล้ ๆ กัน สายตากวาดมองไปยังคนที่มาให้ทาน จนกระทั่งไปสะดุดกับสตรีนางหนึ่ง อายุน่าจะราว ๆ สิบสองสิบสามหนาว

และเมื่อเด็กสาวหันมองมาทางที่ลู่เฉินนั่งอยู่ ทันทีที่ทั้งสองได้สบตากัน ใจเจ้ากรรมก็ดันเต้นไม่เป็นจังหวะ

ชายหนุ่มไม่ได้โง่ ที่จะไม่รู้ว่าความรู้สึกที่เกิดขึ้นนี้คืออะไร แต่มีสิ่งหนึ่งที่เขามั่นใจ ก็คือความรู้สึกที่กำลังเป็นอยู่นี้ มันไม่ใช่ของเขาอย่างแน่นอน และความเป็นไปได้อีกอย่างก็คือ สิ่งที่เขากำลังรู้สึกอยู่ตอนนี้ อาจจะเป็นความรู้สึกตกค้างของลู่เฉินคนเก่าก็เป็นได้

ซูหนี่ว์รู้สึกว่าตนเองกำลังถูกจับตามอง จึงกวาดตาหาที่มาของึความรู้สึก จึงได้เห็นว่ามีขอทานคนหนึ่ง กำลังมองมาทางที่นางยืนอยู่จริง ๆ

เด็กสาวที่เห็นว่าชายหนุ่มนั่งอยู่คนเดียว ไม่ได้มาต่อแถวรับอาหารเหมือนกับคนอื่น ๆ จึงได้หยิบหมั่นโถวขึ้นมาลูกหนึ่ง ก่อนที่จะเดินตรงมายังจุดที่ลู่เฉินนั่งอยู่

ทุกย่างก้าวที่เด็กสาวเดินเข้ามาใกล้ หัวใจของชายหนุ่มก็เต้นรัวเร็วแทบไม่เป็นจังหวะ ความรู้สึกลึก ๆ ที่เกิดขึ้นคือความปิติยินดี และขอบคุณ

ลู่เฉินรีบค้นความทรงจำ เกี่ยวกับเด็กสาวที่กำลังเดิมเข้ามาหาเขาในทันที ซึ่งมันก็ไม่ได้ยากเย็นอะไรนัก เพราะในความทรงจำของลู่เฉินคนก่อน มีเรื่องราวของเด็กสาวคนนี้อยู่อย่างชัดเจน

เจียงซูหนี่ว์ คุณหนูสี่ตระกูลเจียงบุตรสาวของท่านเจ้าเมือง ในอดีตนางเคยมอบซาลาเปาให้กับลู่เฉิน ที่ตอนนั้นหิวโซจนแทบจะไม่มีแรงเดิน และหากไม่มีซาลาเปาของเด็กสาวในครั้งนั้น เกรงว่าชายหนุ่มคงสิ้นใจไปนานแล้ว

และตั้งแต่ตอนนั้นเป็นต้นมา หากเด็กสาวพบเจอลู่เฉินที่ใด นางก็มักจะมอบของกินให้ทุกครั้ง ไม่แปลกหากลู่เฉินคนเก่าจะรู้สึกดี ๆ กับนาง

“ทำไมถึงไม่ไปต่อแถวเหมือนคนอื่นล่ะเจ้าคะ”

เสียงใสดุจระฆังของเด็กสาวดังขึ้น ทำให้ชายหนุ่มหลุดออกจากภวังค์ ก่อนที่จะพยุงตัวเองลุกขึ้นยืนเต็มความสูง

“ข้าไม่อยากได้อาหารขอรับ”

“ไม่อยากได้อาหาร แต่ก็ยังมาที่โรงทานเช่นนี้ ต้องการอะไรหรือเจ้าคะ”

“ตอนนี้เป็นฤดูหนาว แม้จะห่มผ้าแล้ว ความหนาวก็ไม่ได้ลดลงเลยแม้แต่น้อย ต่อให้นอนเบียดกันหลาย ๆ คน ก็ยังคงหนาวอยู่ดี ข้าไม่อยากได้อาหาร เพราะสามารถหาอาหารเองได้ แต่ข้าอยากจะได้หินจุดไฟขอรับ เพราะสิ่งนี้ข้าไม่มีปัญญาที่จะซื้อมัน”

ลู่เฉินบอกความต้องการของตนเองแก่เด็กสาว เพราะเขารู้ ว่าคนคนนี้จะสามารถให้ในสิ่งที่เขาต้องการได้อย่างแน่นอน

“ได้สิเจ้าคะ แค่หินจุดไฟเอง แต่รับหมั่นโถวนี่ไปก่อนนะเจ้าคะ เดี๋ยวข้าจะกลับไปเอาหินจุดไฟมาให้”

เด็กสาวยื่นหมั่นโถวให้กับชายหนุ่ม ก่อนที่จะเดินกลับไปยังโรงทาน ระหว่างทางก็คิดที่จะรายงานเรื่องนี้ให้กับผู้เป็นบิดาได้รับรู้

ด้วยส่วนใหญ่แล้วคนที่เสียชีวิตในฤดูหนาว จะเป็นขอทานซะส่วนมาก ทั้ง ๆ ที่ก็มีการแจกจ่ายอาหารให้อยู่ไม่ขาด จึงไม่น่าจะใช่สาเหตุของการเสียชีวิต

แต่ตอนนี้นางได้รู้แล้ว หากเป็นชาวบ้านปกติ ภายในเรือนยังมีเตาไฟให้ผิงคลายหนาว แต่กับขอทานไม่ใช่ พวกเขาไม่มีเงินแม้แต่จะซื้อข้าวกิน หรือถ้าหากมีเงิน สิ่งแรกที่ขอทานจะซื้อก็คือข้าวที่ใช้ประทังชีวิต เรื่องหินจุดไฟก็ตัดออกไปได้เลย

เวลาผ่านไปไม่นานเด็กสาวก็กลับมาอีกครั้ง เพียงแต่ครั้งนี้มีคนตามมาด้วย ซึ่งดูจากลักษณะท่าทางแล้ว ก็น่าจะเป็นสาวใช้ส่วนตัว

“นี่คือหินจุดไฟที่อยากได้เจ้าค่ะ”

“ขอบพระคุณขอรับ ข้าจะไม่ลืมบุญคุณครั้งนี้ของคุณหนูเลยขอรับ”

ลู่เฉินเอ่ยขอบคุณ พร้อมกับยื่นมือไปรับเอาหินจุดไฟ แล้วรีบยัดไว้ในอกเสื้อทันที ลูบเบา ๆ เหมือนกับกลัวว่ามันจะหาย และกลัวว่าคนอื่นจะมาแย่งไป

หากแย่งของกินเขาไม่ว่า เพราะอย่างไรก็สามารถหาใหม่ได้ แต่ถ้าแย่งหินจุดไฟของเขาไปแล้วล่ะก็ คงจะไปหาอันใหม่มาแทนไม่ได้แล้ว จะให้ขออีกก็เกรงใจ ด้วยไม่รู้ว่าหินนี่มีราคาเท่าไหร่

“มันเป็นหน้าที่อยู่แล้ว ไม่เห็นจะต้องขอบคุณเลยเจ้าค่ะ”

นางเป็นบุตรสาวของเจ้าเมือง สิ่งที่ต้องทำก็คือ ช่วยแบ่งเบาหน้าที่ของบิดา ดูแลชาวเมืองให้อยู่ดีมีสุข การให้ที่เล็กน้อยเช่นนี้ นางไม่ถือว่าเป็นบุญคุณแต่อย่างใด

“อย่างไรก็ต้องขอบคุณขอรับ”

ลู่เฉินจดจำน้ำใจของเด็กสาวคนนี้ไว้แล้ว หากว่าเมื่อใดก็ตามที่เขาร่ำรวยขึ้นมา คนแรกที่เขาจะนึกถึง และทดแทนคุณก็คือนาง เด็กสาวผู้ที่ไม่รังเกียจขอทานอย่างเขา

“โอ๊ะ!!! ตายจริงข้าก็นึกว่าใคร…พี่หญิงใหญ่ มาดูทางด้านนี้สิเจ้าคะ มาดูว่าข้าเห็นใคร”

ตอนที่ 3

ตอนที่ 3

“โอ๊ะ!!! ตายจริงข้าก็นึกว่าเป็นใคร…พี่หญิงใหญ่มาดูทางนี้เจ้าค่ะ มาดูว่าข้าเห็นใคร”

เสียงแหลมปรี๊ดของผู้ที่มาใหม่ ทำให้ลู่เฉินถึงกับต้องหันไปมอง และได้เห็นว่าเป็นเด็กสาว ที่น่าจะอายุเท่า ๆ กันกับซูหนี่ว์ กำลังเดินมาจุดที่ทั้งสองยืนอยู่

“คุณหนูห้า”

ซูหนี่ว์เรียกขานน้องสาวต่างมารดา ที่มีอายุห่างจากนางเพียงแค่ไม่กี่ชั่วยาม แต่ที่ต้องเรียกอีกฝ่ายว่าคุณหนู นั่นก็เพราะมารดาของนางเป็นเพียงแค่อนุ แต่มารดาของคนตรงหน้าเป็นถึงฮูหยินใหญ่

เมื่ออยู่ต่อหน้าบิดาซูหนี่ว์จะสามารถเรียกขานอีกฝ่ายว่าน้องห้าได้ แต่เมื่อใดที่อยู่ด้านนอกจะไม่มีสิทธิ์เรียกเด็ดขาด เนื่องจากเด็กสาวไม่อนุญาตให้เรียก

เจียงซูฮวาเหลือบสายตามองผู้ที่มีศักดิ์เป็นพี่ด้วยหางตา นางไม่พอใจที่ตัวเองเกิดที่หลังอีกฝ่าย ทำให้ทุกครั้งที่อยู่ต่อหน้าบิดา นางจะต้องเรียกลูกอนุอย่างซูหนี่ว์ว่าพี่สาว

ยิ่งเห็นว่าลูกอนุที่ต่ำต้อย มีใบหน้าและความสามารถที่โดดเด่นยิ่งกว่าตนเอง ก็ยิ่งทำให้นางเกลียดคนตรงหน้ามากยิ่งขึ้น ด้วยความไม่พอใจนี้ ทำให้ซูฮวามักจะคอยหาเรื่องซูหนี่ว์ทุกครั้งที่มีโอกาส

ในตอนที่นางกำลังนั่งดูสาวใช้แจกจ่ายอาหารให้ชาวบ้านอยู่นั้น หางตาของนางก็เห็นว่าซูหนี่ว์กำลังคุยอยู่กับขอทาน ก็เลยเดินตามมาเพื่อเปิดโปง และเรื่องนี้จะต้องหูบิดา เพื่อที่ทุกคนจะได้รู้ ว่าคุณหนูที่แสนดีของคนในจวน ความจริงนั้นเน่าเฟะแค่ไหน

“งามหน้าไหมล่ะ ท่านพ่อบอกให้มาแจกจ่ายอาหารให้กับผู้ประสบภัย แต่เจ้ากลับมายืนให้ท่าผู้ชายเช่นนี้”

ซูหนี่ว์รู้ว่าซูฮวาไม่ชอบนาง แต่ก็ไม่คิดว่าจะหาเรื่องแม้กระทั่งตอนที่อยู่นอกจวนแบบนี้ ต้องรู้ด้วยว่า การที่มีเรื่องข้างนอกแบบนี้ มันจะเป็นขี้ปากคนได้ง่าย ดูเหมือนว่าในตอนนี้ ซูฮวาจะถูกความเกลียดชังเข้าครอบงำ จนลืมตระหนักถึงจุด ๆ นี้

“ดูเหมือนว่าคุณหนูห้ากำลังเข้าใจข้าผิดนะเจ้าคะ ข้าไม่ได้ทำอย่างที่กำลังถูกกล่าวหาสักหน่อยเจ้าค่ะ”

“หึ พูดออกมาได้ว่าไม่ได้ทำ หลักฐานก็มีให้เห็นอยู่ทนโท่”

เด็กสาวพูดพร้อมกับมองเหยียดลู่เฉินอย่างชัดเจน

“แต่จะว่าไป ขอทานกับลูกของอนุ ก็เหมาะสมกันดีนะ”

“ข้าไม่ได้มีความคิดไม่ดีอย่างที่คุณหนูห้าว่ามาสักนิดเลยนะเจ้าคะ”

ซูหนี่ว์รู้สึกว่าซูฮวาเริ่มที่จะว่าร้ายนางมากเกินไป แต่เด็กสาวก็ไม่สามารถที่จะโต้ตอบอะไรได้ เพราะทุกครั้งที่นางไม่ยอม คนพวกนี้ก็เอาไปลงที่มารดาของนางร่ำไป

ทางด้านของลู่เฉิน ไม่ใช่ว่าไม่อยากช่วยแก้ต่างให้กับเด็กสาว แต่ตัวของชายหนุ่มรู้ดี หากเขาเริ่มที่จะปกป้องซูหนี่ว์เมื่อไหร่ นางก็จะยิ่งโดนหนักกว่านี้แน่นอน ลู่เฉินได้แต่ยืนดูเหตุการณ์ทั้งหมดอยู่อย่างสบงบ ทั้ง ๆ ที่ภายในใจร้อนรนแทบแย่

“เห็น ๆ กันอยู่ว่าอะไรเป็นอะไร ก็ยังคิดที่จะปฏิเสธ รอให้พี่หญิงใหญ่มาก่อนเถอะ เจ้าไม่รอดแน่”

เรื่องนี้หากนางเป็นคนนำไปเล่าให้กับบิดาฟัง ก็จะถูกหาว่าพูดเหลวไหล แต่หากว่ามีพี่สาวของนางไปยืนยันอีกคน ต่อให้ซูหนี่ว์เป็นลูกรักของบิดามากแค่ไหน ก็จะต้องถูกลงโทษอย่างแน่นอน

แต่เหมือนว่าสวรรค์จะอยู่ข้างซูหนี่ว์มากกว่า เมื่อคนที่มาไม่ได้มีเพียงคุณหนูใหญ่ แต่คุณชายใหญ่ก็มาด้วยเช่นกัน

เมื่อทั้งสองคนเดินมาถึงจุดที่ทั้งสามคนยืนอยู่ คุณชายเจียงก็เอ่ยถามทันทีน้องสาวทั้งสองทันที

“มีเรื่องอันใดกัน”

คุณชายใหญ่เจียงจื่อ หรือก็คือบุตรชายคนโตของท่านเจ้าเมืองกับฮูหยินใหญ่ พี่ชายแท้ ๆ ของคุณหนูห้าซูฮวากับคุณหนูใหญ่ซูมี่

เจียงจื่อเป็นชายหนุ่มที่มีรูปร่างสูงใหญ่ ใบหน้าหล่อเหลาออกไปทางดุนิด ๆ หากแต่เจ้าตัวเป็นคนจิตใจดี มีนิสัยเถรตรง ทั้งยังเปี่ยมไปด้วยคุณธรรม

ด้วยความที่ชายหนุ่มถูกวางให้เป็นผู้สืบทอดคนต่อไป ผู้ที่อบรมเลี้ยงดูจึงเป็นบิดา แทนที่จะเป็นมารดาเหมือนกับคนอื่น ๆ แต่ก็เพราะแบบนี้ จึงทำให้เจียงจื่อเป็นคนที่ยึดมั่นในคุณธรรม ใครผิดก็ว่าไปตามผิด ทำให้หลาย ๆ ครั้งซูหนี่ว์รอดพ้นจากการว่าร้ายมาได้

“ว่าอย่างไร พี่ถามว่าเกิดอะไรขึ้น”

ชายหนุ่มถามขึ้นอีกครั้ง เมื่อเห็นว่าไม่มีใครตอบคำถามของเขาเลยสักคน

“ข้าเห็นว่าพี่สี่นางแอบมาพบกับขอทานคนนี้ ข้าก็เลยตามมาดูเจ้าค่ะ ข้ากลัวว่านางจะทำอะไรที่เสื่อมเสียไปถึงวงศ์ตระกูลของเรา”

ซูฮวาพูดตอบพี่ชายด้วยน้ำเสียงชัดถ่อยชัดคำ พร้อมกับเหลือบมองท่าทีของเจียงจื่อไปด้วย ก่อนที่เสียงของนางจะเบาลงในประโยคท้าย ๆ

เมื่ออยู่ต่อหน้าพี่ชาย ซูฮวาก็ไม่กล้าที่จะพูดอะไรที่ถือเป็นการจงใจให้ร้ายซูหนี่ว์ เนื่องจากนางรู้จักนิสัยของพี่ชายเป็นอย่างดี หากว่านางใส่ร้ายไปตรง ๆ เมื่อตรวจสอบแล้วทุกอย่างไม่เป็นไปตามที่นางพูด ก็จะเป็นตัวนางเองที่ถูกลงโทษ

“ไม่ใช่นะเจ้าคะ”

“แล้วเจ้ามาหาขอทานทำไม”

“คืออย่างนี้เจ้าค่ะ…”

ซูหนี่ว์เล่าเรื่องราวตั้งแต่แรกเริ่มให้กับพี่ชายฟัง ตั้งแต่ตอนที่นางมองเห็นลูเฉินจนกระทั่งตอนที่ซูฮวาเดินมาเจอเข้า

“เรื่องทุกอย่างก็เป็นแบบที่ข้าเล่ามาทั้งหมดเจ้าค่ะ”

“แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าพี่สี่ไม่ได้กุเรื่องขึ้นมา”

“ข้าขอยืนยันอีกคนขอรับ ที่คุณหนูคนนี้พูดมา เป็นความจริงทั้งหมดขอรับ”

เมื่อเห็นว่าซูหนี่ว์น่าจะมีคนคอยปกป้องนางได้ ลู่เฉินจึงเสี่ยงที่จะพูดความจริง เพื่อช่วยเด็กสาว

“ใครเขาจะไปเชื่อขอทานอย่างแก”

ซูฮวาตวาดลู่เฉินด้วยความไม่พอใจ ที่ชายหนุ่มช่วยพูดให้กับอีกฝ่าย ด้วยกลัวว่าพี่ชายจะเชื่อคนอื่นมากกว่านาง ซึ่งมันจะทำให้แผนที่อุตส่าห์วางไว้อย่างดีพังไม่เป็นท่า

“แต่พี่เชื่อ มี่เอ๋อร์เจ้าพาน้องกลับไปที่โรงทานเถอะ”

เจียงจื่อพูดกับซูฮวาในประโยคแรก ก่อนที่จะหันไปพูดประโยคถัดมากับซูมี่ เพราะหากทั้งสองคนยังคงยืนอยู่ตรงนี้ มีหวังได้มีเรื่องเกิดขึ้นอีกอย่างแน่นอน

“เจ้าค่ะพี่ใหญ่”

“พี่ใหญ่!!! ข้าเป็นน้องสาวของท่านนะเจ้าคะ นี่พี่ใหญ่เชื่อขอทานมากกว่าน้องอย่างนั้นหรือเจ้าคะ”

“…”

ซูฮวายังคงไม่ยินยอมที่จะจากไปง่าย ๆ จนกระทั่งซูมี่กระซิบบางอย่างที่ข้างหู เด็กสาวจึงได้ยอมจากไปง่าย ๆ

“พี่ใหญ่เชื่อข้าไหมเจ้าคะ”

หลังจากที่สองพี่น้องเดินออกไปไกลแล้ว ซูหนี่ว์ก็ได้เอ่ยถามพี่ชาย สีหน้าของเด็กสาวเต็มไปด้วยความกังวล กลัวว่าคนเป็นพี่จะไม่เชื่อในสิ่งที่นางพูด เรื่องที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ เป็นนางที่คิดน้อยไปหน่อย แทนที่นางจะส่งสาวใช้มาแทน แต่ตัวนางกลับเดินมาเอง

“ไม่ต้องกังวลไป พี่เชื่อเจ้า”

มีหรือที่คุณชายเจียงจะไม่รู้ ว่านิสัยของน้อง ๆ แต่ละคนเป็นเช่นไรบ้าง และจากนิสัยของซูหนี่ว์แล้ว เด็กสาวไม่มีทางทำอะไรเสียหายอย่างที่ซูฮวากล่าวหาอย่างแน่นอน

“ข้าต้องขออภัยคุณหนูด้วยนะขอรับ หากไม่เป็นเพราะข้า เรื่องเช่นนี้ก็คงไม่เกิดขึ้น”

ลู่เฉินขอโทษซูหนี่ว์ หากไม่ใช่เพราะเด็กสาวเอาหมั่นโถวมาให้เขา เรื่องนี้ก็คงจะไม่เกิดขึ้น

“ไม่ต้องโทษตัวเองหรอกเจ้าค่ะ เห็นคนกำลังลำบาก อะไรที่ข้าพอช่วยได้ ข้าก็เต็มใจที่จะช่วยเจ้าค่ะ”

“ที่น้องสี่พูดมาก็ถูก เจ้าไม่ต้องโทษตัวเองหรอก”

“ขอรับ”

“อีกอย่าง หากไม่เกิดเหตุการณ์แบบวันนี้เกิดขึ้น ข้าก็คงไม่รู้ ว่าชาวบ้านอย่างพวกเจ้าต้องการสิ่งใดบ้าง”

ต้องยอมรับว่าการให้ทานแบบนี้ เกิดขึ้นในช่วงฤดูหนาวของทุก ๆ ปี บางปีก็แจกเป็นเสบียง บางปีก็สร้างเป็นโรงทานแจกอาหาร แจกเสื้อผ้าแจกผ้าห่มก็หลายครั้ง แต่กลับไม่เคยรับรู้ถึงความต้องการจริง ๆ ของเหล่าขอทานเลยแม้แต่น้อย จึงทำให้ในแต่ละปีขอทานเสียชีวิตไม่ต่ำกว่าสิบคน

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...