โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

ธปท.จ่อออกไกด์ไลน์ KYC จดจำใบหน้าเปิดบัญชีกลุ่ม e-Money

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 22 ก.ค. 2563 เวลา 02.04 น. • เผยแพร่ 22 ก.ค. 2563 เวลา 01.52 น.
แฟ้มภาพ

ธปท.จ่อออกแนวนโยบายการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ขั้นต้นกับผู้ประกอบการอี-เพย์เมนต์ เน้นเรื่องดูแลลูกค้า-ความเสี่ยงระบบภายใน หลังจากออกไกด์ไลน์ห้ามมือถือเวอร์ชั่นเก่า-เจลเบรกทำธุรกรรมการเงินโมบายแบงกิ้ง พร้อมอยู่ระหว่างออกแนวนโยบาย KYC ผ่านเทคโนโลยีจดจำใบหน้ากลุ่ม e-Money หลังแบงก์-น็อนแบงก์ทดสอบ Biometrics อยู่ 9 ราย ให้บริการวงกว้างแล้ว 5 ราย

นางสาวสิริธิดา พนมวัน ณ อยุธยา ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายระบบการชำระเงินและเทคโนโลยีทางการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ภายในเร็วๆ นี้ ธปท.จะออกแนวนโยบายการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ขั้นต้นที่จำเป็น (Cyber Hygiene) สำหรับผู้ให้บริการ e-Payment ใช้เทคโนโลยีและระบบสาระสนเทศเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนธุรกิจ เพื่อยกระดับความปลอดภัยและลดความเสี่ยงที่จะมีผลต่อลูกค้าผู้ใช้บริการ e-Payment และต่อระบบการชำระเงินจึงควรมีการรักษาความมั่นคงปลอดภัยที่เข้มงวด รัดกุม ต่อการรับมือภัยคุกคามทางไซเบอร์ ภายหลังจาก ธปท.ได้เปิดรับฟังความคิดเห็นต่อแนวทางการกำกับดูแลเมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2563 ที่ผ่านมา และอยู่ระหว่างรวบรวมความคิดเห็นเพื่อออกแนวเกณฑ์ปฏิบัติ

“แนวปฏิบัติขั้นต้นที่จะใช้เป็นแนวทาง จะมีทั้งผู้ใช้บริการภาคธนาคาร และผู้ใช้บริการด้านเพย์เมนต์ โดยเราจะเน้นเรื่องการดูแลลูกค้า และเรื่องระบบ ซึ่งที่ผ่านมาเราได้ออกเกณฑ์ไกด์ไลน์เรื่องของการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่รุ่นเก่า และผ่านการดัดแปลงเครื่อง หรือเจลเบรกเข้าถึงธุรกรรมโมบายแบงกิ้ง ส่วนเรื่องของระบบภายในเช่น ความเสี่ยงของระบบต่างๆ ภายในของผู้ให้บริการเพย์เมนต์ ตอนนี้เรากำลังอยู่ระหว่างหารือกับผู้ประกอบ คาดว่าประมาณไตรมาสที่ 3 น่าจะออกมาเป็นไกด์ไลน์ให้ปฏิบัติได้”

นอกจากนี้ ภายหลังจาก ธปท.เปิดทดสอบการพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัลข้ามธนาคาร บนแพลตฟอร์ม NDID (National Digital ID) เพื่อเปิดบัญชีเงินฝากภายใต้ศูนย์ทดสอบนวัตกรรมทางการเงิน (Regulatory Sandbox) ผ่านหลักเกณฑ์การรู้จักลูกค้า (Know You Customer : KYC) ด้วยเทคโนโลยีชีวมิติ (Biometrics) ซึ่งปัจจุบันมีธนาคารพาณิชย์จำนวน 5 ราย ได้ออกจากแซนด์บ็อกซ์ และให้บริการเป็นวงกว้าง โดยยังมีธนาคารพาณิชย์และผู้ให้บริการที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน (Non Bank) ทดสอบในแซนด์บ็อกซ์อีกจำนวน 9 รายด้วยกัน

อย่างไรก็ดี ภายในเร็วๆ นี้ ธปท.จะออกแนวนโยบายการเปิดใช้บริการเงินอิเล็กทรอนิกส์ในส่วนของการพิสูจน์ตัวตนลูกค้าผ่านเทคโนโลยีการจดจำใบหน้า หรือ Facial Recognition ในส่วนของผู้ประกอบธุรกิจ e-Money ภายหลังจากมีการเปิดให้แสดงความคิดเห็น (เฮียริ่ง) จากผู้ประกอบการเมื่อปลายปีที่ผ่านมา สำหรับแนวปฏิบัติจะมีด้วยกันหลายด้าน เช่น การปฏิบัติตามกฎหมายพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) ความปลอดภัยในการเก็บและรักษาข้อมูลลูกค้า และการบริหารความเสี่ยงทางด้านไซเบอร์ เป็นต้น

ทั้งนี้ การออกแนวนโยบายเพิ่มเติมดังกล่าว เพื่อให้สอดคล้องและเป็นมาตรฐานเดียวกับธนาคารพาณิชย์ ซึ่งได้ดำเนินการภายใต้แผนนโยบายการดูแลความเสี่ยงด้านเทคโนโลยีสารสนเทศหรือ IT Management Risk ไปก่อนหน้านี้แล้ว โดยหลักการจะครอบคลุม 6 มิติ อาทิ นโยบายการใช้ชีวมิติ,การรวบรวมข้อมูลชีวมิติ,การประมวลผลข้อมูล, การรักษาความปลอดภัยข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับชีวมิติของลูกค้าของผู้ใช้บริการหรือการคุ้มครองผู้ใช้บริการและการควบคุมความเสี่ยงด้านปฏิบัติการ

“แบงก์ได้เข้ามาทดสอบเกือบทั้งหมดแล้ว แต่จะเห็นว่าใช้เวลานาน เนื่องจากการใช้เทคโนโลยี Biometrics เป็นเรื่องละเอียดอ่อนจึงต้องมีความระมัดระวังค่อนข้างสูง เราจึงต้องการให้มีการทดสอบและปฏิบัติจริงในหลายด้านไม่ว่าความถูกต้อง ความน่าเชื่อถือ และการจัดเก็บข้อมูล ส่วนเทคโนโลยี Facial Recognition เป็นเทคโนโลยีที่ราคาไม่แพง และมีมือถือก็สามารถทำได้เลย ซึ่งต้นทุนถูกกว่าเมื่อเทียบกับการสแกนม่านตาที่เครื่องมือมีราคาแพง ส่วนแนวปฏิบัติเป็นการเปิดรับฟังความเห็นผู้ให้บริการในประเทศ รวมถึงผลจากการทดสอบ ขณะเดียวกันได้ศึกษามาตรฐานของโลกแต่ละประเทศ เพื่อให้เหมาะสำหรับประเทศไทยในการรองรับผู้ประกอบการที่ออกจากการทดสอบของ ธปท.ไปแล้วและจะเป็นไกด์ไลน์สำหรับผู้ที่จะใช้ Facial Recognition ในระยะต่อไปด้วย”

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...