โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไลฟ์สไตล์

หลุมศพ มี 'หน้าต่าง' ไว้ขอความช่วยเหลือ หนึ่งเดียวในอเมริกา

Tidhoo - ติดหู

เผยแพร่ 16 มี.ค. 2564 เวลา 03.19 น. • Tidhoo

คนที่ป่วยหนักหรือทราบว่าตัวเองจะอยู่ได้อีกไม่นานย่อมมีการสั่งเสี่ยและทำพินัยกรรมไว้แล้ว ซึ่งมันคือความต้องการของแต่ละคนที่ไม่เหมือนกัน แต่ชาวต่างชาติรายนี้ดันคิดว่าตัวเองตายแล้วจะฟื้นขึ้นมา จำสั่งให้ทำ ‘หน้าต่าง’ ไว้บน หลุมศพ

หลุมศพ มี ‘หน้าต่าง’ แห่งเดียวในอเมริกา

เมืองนิวเฮฟเวน รัฐเวอร์มอนด์ประเทศสหรัฐอเมริกา ดร. ทีโมธี คลาก สมิธนั้นที่เกรงว่าตัวเองจะฟื้นขึ้นมาหลังจากที่ตายไปแล้ว ก็เลยสร้างหลุมศพของตัวเองแบบพิเศษขึ้นมา

หลุมศพของเขา มีกระจกสี่เหลี่ยมที่เป็นเหมือนหน้าต่าง สามารถมองจากทั้งด้านนอก และด้านในได้ ทำให้หลุมศพของเขามีรูปร่างหน้าตาประหลาดกว่าหลุมศพอื่นๆ ก็เลยมีผู้คนให้ความสนใจเป็นอย่างมาก จนทุกวันนี้กลายเป็นจุดท่องเที่ยวที่สำคัญของเมืองไปซะแล้ว
ส่วนเรื่องการออกแบบสุสานของตัวดร. นั้นก็เป็นคนออกแบบเอง และเหตุผลที่ว่าคือ หากตัวเองตายไปแต่บังเอิญฟื้นขึ้นมา ซึ่งเรื่องนี้เคยปรากฏขึ้นมาแล้วหลายครั้ง และถ้าเขาไม่ตาย แต่ถูกปิดมิดชิดแบบสุสานทั่วไปเขาคงตายจากการขาดอากาศอย่างแน่นอน

โดยสุสานนั้น มีหน้าต่าง เพื่อให้คนที่อยู่ด้านนอกเดินผ่านไปผ่านมา คอยเช็กดูว่าเขาตายไปจริงๆ แล้วหรือไม่ รวมไปถึงการติดตั้งเชือก เอาไว้ด้านในโลก ที่เชื่อมกับกระดิ่งที่อยู่ด้านนอกโลง เตรียมไว้เผื่อว่าเมื่อเขาฟื้นขึ้นมาจะได้ดึงเชือกสั่นกระดิ่งส่งสัญญาณให้คนมาช่วย

อย่างไรก็ตาม ดร. ทีโมธี เสียชีวิตไปในวันฮาโลวีน ปี 1893 และโชคดีมากๆ ที่เขาไม่จำเป็นต้องดึงเชือกกระดิ่งอันนั้นเลย แต่ทว่าหน้าต่างที่หลุมศพของเขายังคงอยู่มาจนถึงปัจจุบัน และผู้คนที่ผ่านไปผ่านมาก็จะสามารถแวะมาดูด้านในโลงของเขาได้ แต่ทว่ากระจกหน้าต่างนั้นก็จะค่อยๆ เลือนรางลงไปทุกปี จนทุกวันนี้แทบจะมองไม่เห็นด้านในแล้ว

ที่มา – catdumb, vermonter

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...