โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยวแถลงผลการจับกุมสามคดีสำคัญมูลค่าความเสียหายกว่า 30 ล้านบาท

77kaoded

เผยแพร่ 02 เม.ย. 2564 เวลา 08.58 น. • 77 ข่าวเด็ด

https://youtu.be/Cn_vcdl7jLE

พล.ต.ท.นิทัศน์  ลิ้มศิริพันธ์ ผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว แถลงผลการจับกุมผู้ต้องหาสามคดีสำคัญ หลอกลวงนักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่นและสิงคโปร์ คดีฉ้อโกง และคดีแร้งรักออนไลน์ มูลค่าความเสียหายกว่า 30 ล้านบาท

เมื่อเวลา 11.30 น.วันที่ 2 เมษายน 2564 ที่กองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ สมุทรปราการ พล.ต.ท.นิทัศน์  ลิ้มศิริพันธ์ ผบช.ทท. พร้อมด้วย พล.ต.ต.มานัด  ศรีวงษา ผบก.ทท.1 ได้ร่วมกันแถลงผลการจับกุมผู้ต้องหาใน 3 คดีซึ่งเป็นที่น่าสนใจของประชาชนมูลค่าความเสียหายกว่า 30 ล้านบาท

โดยในคดีแรกเป็นคดี หลอกลวงนักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่นและสิงคโปร์ ในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ ร่วมลงทุนประกอบธุรกิจนำเที่ยวและธุรกิจให้บริการต่อวีซ่ามีผู้เสียหายจำนวนมากมูลค่าความเสียหายกว่า 30 ล้านบาท  ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจกองกำกับการควบคุมธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ กองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว สามารถจับกุมตัว น.ส.วรินทร (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 44 ปี เจ้าของบริษัท โลโคโมชั่นทัวร์ จำกัด และธุรกิจต่อวีซ่า ประเภทเกษียณอายุ โดยมีหลักเกณฑ์ผู้ขออนุญาตขอวีซ่าต้องมีเงินในบัญชี 8 แสนบาท โดยอาศัยว่า น.ส.วรินทร มีแฟนเป็นชาวญี่ปุ่น จึงพูดภาษาญี่ปุ่นได้จึงเป็นที่น่าเชื่อถือในการหลอกให้ชาวต่างชาติมาร่วมลงทุนโดยเสนอผลตอบแทนให้ 10 เปอร์เซ็นต์ต่อเดือน  ผู้ก่อเหตุซึ่งเป็นผู้ต้องหาตามหมายจับของศาลแขวงเชียงใหม่ ในฐานฉ้อโกงทรัพย์ โดยจับกุมได้ที่ห้องพักอาคารยุคลรัตน์คอนโดมีเนี่ยม เลขที่ 261 / 1 -173 อาคารบี ห้องที่ 261 / 154 แขวงทับยาว เขตลาดกระบัง กรุงเทพมหานคร ก่อนคุมตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.ช้างเผือก จังหวัดเชียงใหม่เพื่อดำเนินคดี

ส่วนคดีที่สอง เจ้าหน้าที่ได้ร่วมกันจับกุมตัว น.ส.สุภาพร  อายุ 52 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับของศาลอาญา ที่ 611 / 2564 ลงวันที่ 29 มีนาคม 2564 ในฐานความผิด ฉ้อโกงโดยแสดงตนเป็นคนอื่นและโดยทุจริตหรือโดยหลอกลวงนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่บุคคลใดบุคคลหนึ่ง  พฤติกรรมกล่าวคือ ผู้ต้องหาได้แอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินการขอใบอนุญาตประกอบอาชีพมัคคุเททศก์ เช่น เจ้าหน้าที่กรมท่องเที่ยว เจ้าหน้าที่ตำรวจ และอาจารย์ของมหาลัย ซึ่งมีหลักสูตรเกี่ยวกับอาชีพมัคคุเทศก์ เพื่อให้เกิดความเชื่อถือ และหลอกลวงโดยใช้วิธีการโฆษณาข้อความผ่านเฟสบุ๊ค และช่องทางอื่นตามเว็บไซต์ต่าง ๆ  โยอ้างว่าสามารถออกใบอนุญาตมัคคุเทศก์หรือบัตรไกด์ได้ โดยมีการพูดคุยกันทางโทรศัพท์ จนเหยื่อหลงเชื่อโอนเงินให้กับผู้ต้องหาจำนวนหลายครั้งรวมกว่า 3 แสนบาท ก่อนที่ผู้ต้องหาจะบล๊อกเบอร์โทรของผู้เสียหาย ผู้เสียหายจึงได้รวมตัวกันเข้าแจ้งความร้องทุกข์กับเจ้าหน้าที่ตำรวจ และถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจท่องเที่ยวสามารถติดตามจับกุมตัวเอาไว้ได้

คดีที่สาม เป็นคดีแร้งรักออนไลน์   ซึ่งเป็นกรณีชาวต่างชาติปลอมเฟสบุ๊คเป็นบุคคลหน้าต่างดี โดยร่วมมือกับหญิงไทยหลอกโอนเงินค่าพัสดุจากต่างประเทศ ซึ่งเจ้าหน้าที่งานสืบสวน กก.1 บก.ทท.1ได้ร่วมกันจับกุมตัวผู้ก่อเหตุเอาไว้ได้จำนวน 2 คน ชื่อ น.ส.วนิดา  และ น.ส.ธัญชนก ซึ่งผู้ต้องหาทั้งสองเป็นผู้ต้องหาตามหมายจับของศาลจังหวัดบุรีรัมย์ ในฐานความผิด นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ปลอม ไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมด หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน และฉ้อโกงโดยแสดงตนเป็นบุคคลอื่น โดยจับกุมได้ที่บ้านพักในจังหวัดภูเก็ต พฤติกรรม ผู้ต้องหาได้ใช้เฟซบุ๊คปลอมชื่อ Amit  Khan ซึ่งมีภาพโปรไฟล์เป้นชาวต่างชาติ ผิวขาวหน้าตาดี ประกอบอาชีพนักบิน  แอดมาเป็นเพื่อนกับผู้เสียหาย และมีการพูดคุยกัน และมีการส่งภาพทรัพย์สินเงินสดจำนวนมากรวมทั้ งทองคำ เครื่องประดับราคาแพง ให้ผู้เสียหายดู เพื่อให้ผู้เสียหายตายใจว่าเป็นคนรวยจริง

จนกระทั้งกลางเดือนกุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา กลุ่มผู้ก่อเหตุได้โทรศัพท์มาหาผู้เสียหายอ้างว่ามีพีสดุมูลค่าสูงจัดส่งมาให้ผู้เสียหาย แต่ผู้เสียหายต้องจ่าค่าจัดส่งเองเป็นเงินจำนวน 21,000 บาท โดยกลุ่มผู้ก่อเหตุยังได้มีการใช่แอพพลิเคชั่นไลน์ที่ใช้ชื่อโปรไฟล์ว่าBP  solution แอดเข้าคุยกับผู้เสียหายเรื่องการชำระค่าส่งพัสดุอีกทางหนึ่งเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้เสียหาย และหลอกให้ผู้เสียหายโอนเงินชำระค่าพัสดุเพิ่มเติมอีกจำนวนหนึ่ง ส่วนที่เหลือให้ไปชำระในขณะที่ไปรับพัสดุที่สนามบินสุวรรณภูมิ  ผู้เสียหายได้โอนเงินไปจำนวน 2 ครั้งรวมกว่า 51,000 บาท แต่เมื่อผู้เสียหายเดินทางมารับพัสดุที่สานามบินสุวรรณภูมิ กลับพบว่าไม่มีพัสดุดังกล่าว ผู้เสียหายจึงรู้ว่าถูกหลอกจึงเข้าแจ้งความร้องทุกข์กับเจ้าหน้าที่ตำรวจ และเจ้าหน้าที่สามารถติดตามจับกุมตัวผู้ร่วมกระทำผิดเอาไว้ได้ และจากการสอบสวนผู้ต้องหาทั้งสองได้ให้การรับสารภาพว่าได้ร่วมกับชาวไนจีเรียก่อเหตุดังกล่าวจริงหลังได้เงินมาก็จะนำมาแบ่งกัน ซึ่งเจ้าหน้าที่จะได้ทำการสอบสวนขยายผลติดตามจับกุมผู้ร่วมก่อเหตุมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...