โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เป็นหนี้ จ่ายไม่ไหว ทำยังไงดี เช็ค 6 ขั้นตอนเคลียร์หนี้แบบเห็นผลที่นี่เลย!!

The Bangkok Insight

อัพเดต 30 เม.ย. 2564 เวลา 04.18 น. • เผยแพร่ 30 เม.ย. 2564 เวลา 04.10 น. • The Bangkok Insight

เป็นหนี้ จ่ายไม่ไหว ทำยังไงดี?? เมื่อวิกฤติทางการเงินกระหน่ำ หนี้สินพันรอบตัว ผ่อนบัตรเครดิต บัตรกดเงินสดไม่ไหวเช็ค 6 ขั้นตอนเคลียร์หนี้แบบเห็นผลที่นี่เลย!!

โควิดระลอก 3 ซัดหนัก!! หลังระบาดยืดเยื้อมาตั้งแต่ปี 2563 ส่งผลให้ทั่วโลกมีผู้ติดเชื้อมากกว่า 151 ล้านคน เฉพาะในประเทศไทยมีผู้ติดเชื้อมากกว่า 6 หมื่นคน และเสียชีวิตเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ขณะที่มาตรการเยียวยาหลายมาตรการเริ่มทยอยหมดลง และมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดเข้มข้นมากขึ้น ซึ่งทั้งหมดล้วนส่งผลกระทบต่อเงินในกระเป๋า

เมื่อวิกฤติกระหน่ำหนัก เป็นหนี้ บัตรเครดิต บัตรกดเงินสด ผ่อนไม่ไหว ทำอย่างไรดี?

เป็นหนี้

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุว่า บัตรเครดิตเป็นเครื่องมือการชำระเงินที่ให้ประโยชน์สูงสุดให้แก่ผู้ที่ใช้เป็น ซึ่งต้องมีวินัยทางการเงินอย่างเคร่งครัด ด้วยการจ่ายคืนให้เต็มยอดเรียกเก็บทุกรอบ เพราะถ้าทำได้ตามนี้ นอกจากเราจะได้ซื้อสินค้ามาใช้ก่อนค่อยจ่ายคืนทีหลังโดยไม่มีดอกเบี้ยแล้ว ในบางครั้งยังมีส่วนลด เงินคืน ของแถม และคะแนนสะสมเพื่อแลกของรางวัลได้ฟรีอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม ในยุคโควิดเช่นนี้ ผลสำรวจพฤติกรรมผู้ใช้บัตรเครดิตของศูนย์วิจัยกสิกรไทย พบว่า คนกรุงเทพและปริมณฑลเกือบ 80% ใช้บัตรเครดิตโดยไม่จ่ายคืนเต็มจำนวนที่เรียกเก็บตามใบแจ้งยอดในแต่ละรอบบัญชี แต่ใช้วิธีการผ่อนจ่ายอย่างน้อย ในอัตราขั้นต่ำตามเงื่อนไของผู้ให้บริการ ซึ่งไม่ผิดกติกาใด ๆ และไม่กระทบประวัติทางการเงิน รวมทั้งยังอาจมีส่วนลด เงินคืน ของแถม และคะแนนสะสมไว้แลกของรางวัล เหมือนผู้จ่ายเต็มจำนวน

แต่สิ่งที่ควรรู้จาก "การผ่อนจ่ายบางส่วน" คือ

หนึ่ง ผู้ให้บริการบัตรจะเรียกเก็บดอกเบี้ยในอัตรา 16% ต่อปีของวงเงินบัตรที่ใช้ไป โดยคิดดอกเบี้ยตั้งแต่วันที่รูดบัตรจนถึงวันที่ชำระหนี้ ซึ่งยอดเงินที่ชำระหนี้ในแต่ละงวดจะถูกนำ​ไปหักอัตราดอกเบี้ยก่อน ส่วนที่เหลือจึงนำไปตัดเงินต้นที่ค้างชำระ ตัวอย่างหนี้บัตรที่ผ่อนจ่ายขั้นต่ำ 5% ของยอดเรียกเก็บ ต้องใช้เวลาประมาณ 7 ปี จึงจะสามารถจ่ายหนี้ที่เกิดขึ้นในรอบบัญชีแรกได้หมด ซึ่งถ้ารอบบัญชีที่ 2,3,4,… ยังคงพฤติกรรมการจ่ายหนี้เช่นเดิม โอกาสการคืนหนี้ได้หมดจะยิ่งเลือนลางจากการทบทวีของเงินต้นและดอกเบี้ย

สอง หากยังเป็นลูกหนี้ดีแต่เริ่มขาดสภาพคล่อง (แต่ยังเป็นหนี้ปกติ ไม่เป็นเอ็นพีแอล หรือค้างชำระเกิน 3 เดือน ณ วันที่ขอเข้าโครงการ) สามารถติดต่อกับสถาบันการเงินเพื่อเข้ามาตรการช่วยเหลือลูกหนี้รายย่อย โดยเปลี่ยนหนี้บัตรเป็นสินเชื่อเงินก้อน ผ่อนชำระ 4 ปี อัตราดอกเบี้ย 12% ได้ โดยไม่เสียประวัติเครดิตบูโร

สาม เมื่อโควิดทำให้การผ่อนจ่ายแม้กระทั่งขั้นต่ำ…กลายเป็นเรื่องยาก ลองเข้ามหกรรมไกล่เกลี่ยหนี้บัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคลซึ่งปัจจุบันขยายเวลาไปจนถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2564 โดยโครงการดังกล่าวเป็นความร่วมมือของทั้งแบงก์ชาติ สำนักงานศาลยุติธรรม และกรมบังคับคดี ร่วมกับสถาบันการเงิน 23 แห่ง เพื่อปรับโครงสร้างหนี้จากสถาบันการเงิน

ซึ่งจะดูจากสถานะหนี้ และความสามารถในการผ่อนรายเดือนในปัจจุบัน โดยหากเป็นเอ็นพีแอลแล้ว (ก่อนวันที่ 1 ก.พ. 64) ทั้งก่อนถูกฟ้องและอยู่ระหว่างการฟ้องร้องของสถาบันการเงิน ขอผ่อนจ่ายเฉพาะส่วนเงินต้นได้นานถึง 10 ปี ด้วยดอกเบี้ยเพียง 4 - 7% โดยดอกเบี้ยค้างยกให้เมื่อจบสัญญา ขณะที่หากเป็นคดีแดงที่ศาลตัดสินและมีคำพิพากษาบังคับคดีแล้ว ขอจ่ายเฉพาะเงินต้นโดยเลือกได้ 3 เดือน 3 ปี และ 5 ปี โดยดอกเบี้ยค้างยกให้เมื่อจบสัญญา

เป็นหนี้

ด้าน Krungsri Guru เปิด 6 ขั้นตอนจัดการหนี้บัตรเครดิตแบบเห็นผล ดังนี้

ขั้นตอนกำจัดหนี้บัตรเครดิตขั้นแรก "หยุดจ่ายขั้นต่ำ"

เมื่อเราได้เริ่มต้นด้วยการหยุดจ่ายขั้นต่ำแล้ว ขั้นตอนต่อมาก็คือ เราต้องทยอยชำระหนี้สินคงค้างให้หมดครับ ด้วยการพยายามลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น และนำเงินที่เราไม่ได้ใช้จ่ายกับสิ่งที่เกินจำเป็นมาชำระหนี้ ทยอยชำระให้หมดโดยเร็ว และต้องอดทนอย่าก่อหนี้ใหม่ ๆ เพิ่มขึ้นมาอีก

ขั้นตอนที่สอง "ทยอยชำระหนี้"

เมื่อเราได้เริ่มต้นด้วยการหยุดจ่ายขั้นต่ำแล้ว ขั้นตอนต่อมาก็คือ เราต้องทยอยชำระหนี้สินคงค้างให้หมด ด้วยการพยายามลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น และนำเงินที่เราไม่ได้ใช้จ่ายกับสิ่งที่เกินจำเป็นมาชำระหนี้ ทยอยชำระให้หมดโดยเร็ว และต้องอดทนอย่าก่อหนี้ใหม่ ๆ เพิ่มขึ้นมาอีก

ขั้นตอนที่สาม "ซื้อด้วยเงินสด"

หลายคนอาจจะติดใจการซื้อของ ซื้อสินค้า บริการ จ่ายค่าอาหารตามร้านอาหารด้วยบัตรเครดิต หากเราสามารถบริหารจัดการเงินที่ต้องจ่ายตอนบิลเรียกเก็บเงินมาด้วยเงินสด แบบนี้ก็ไม่มีปัญหาครับ แต่หากเราเริ่มมีปัญหาติดขัด ต้องจ่ายขั้นต่ำแล้ว แบบนี้ครั้งต่อ ๆ ไปในการซื้อสินค้าบริการควรจ่ายด้วยเงินสดครับ เวลาที่เราจ่ายด้วยเงินสด ๆ เงินในกระเป๋าของเราจะลดไปทันที ทำให้เราสะดุดใจ และไม่กล้าจับจ่ายมากเกินจำนวนเงินที่เราหามาได้ เมื่อเราเริ่มซื้อของด้วยเงินสด เราจะสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลง บิลที่ต้องจ่ายปลายเดือนจะน้อยลง วิธีการนี้ถือเป็นยาสมานแผลชั้นดีที่จะไม่ทำให้เราเพลิดเพลินกับการจ่ายด้วยเครดิตมากจนเกินไป

ขั้นตอนที่สี่ "ทำบัญชีจับจ่ายส่วนบุคคล"

การทำบัญชีจับจ่ายบุคคลจะช่วยให้เรา "มองเห็นปัญหา" ก่อนที่ปัญหาจะเกิดขึ้น วิธีการทำบัญชีจับจ่ายส่วนบุคคลแบบง่าย ๆ ก็คือการบันทึกรายรับ รายจ่าย แบบง่าย ๆ ด้วยการเก็บบิลค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือนเอาไว้ และมาบันทึกเมื่อสิ้นสุดเดือน หากเรามีรายรับทางเดียวก็คือเงินจากงานประจำเราก็สามารถบันทึกเอาไว้ในส่วนของ "รายรับ" และเราควรแยกส่วนของรายจ่ายหลัก ๆ จะเป็น ค่ากิน ค่าที่พัก (ค่าบ้าน) ค่าเดินทาง และค่าท่องเที่ยว ทำแบบนี้เราจะมองเห็นชัดเจนว่าเราหมดค่าใช้จ่ายไปกับอะไรบ้าง และสามารถวางแผนตัดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นออกไปได้

ขั้นตอนที่ห้า "วางแผนทางการเงินส่วนบุคคล"

หลังจากที่เราเริ่มปิดปากแผลทางการเงิน หยุดจ่ายขั้นต่ำ ทยอยชำระหนี้ หยุดเลือดที่กำลังไหลได้สำเร็จ และเริ่มทำบัญชีส่วนบุคคล การป้องกันไม่ให้เกิดบาดแผลทางการเงินก็เป็นสิ่งที่เราไม่ควรมองข้ามนะครับ การป้องกันไม่ให้เกิดแผลอีกเราต้อง "วางแผนทางการเงินส่วนบุคคล" การวางแผนการเงินส่วนบุคคลนั้นไม่ยากครับ เราควรแบ่งเงินที่เป็นรายได้ของเราออกเป็นส่วน ๆ ได้แก่ เงินใช้จ่าย กับ เงินเก็บออม และแบ่งเงินเก็บออมเป็นเงินสำรองที่ต้องฝากธนาคารเอาไว้ห้ามนำออกมาใช้ กับเงินอีกส่วนที่เก็บออมเพื่อไปลงทุนต่อยอดให้งอกเงย ทำได้แบบนี้ "หนี้สินกวนใจ" ก็จะหายไปไม่กลับมาหาเราอีกเลย

ขั้นตอนสุดท้าย "รักษาวินัยทางการเงินอย่างเคร่งครัด"

เมื่อเราทำทุกขั้นตอนมาจนถึงขั้นตอนสุดท้ายแล้ว ชีวิตทางการเงินของเราจะเริ่มดีขึ้นเรื่อยๆ บาดแผลเริ่มสมานกัน เลือดหยุดไหลแล้ว แต่ทุกสิ่งทุกอย่างที่ทำมาจะหมดความหมายทันทีหากเรากลับไปก่อหนี้สินใหม่ ๆ อีก ปากแผลจะถูกเปิดออก เลือดจะกลับมาไหลอีกครั้ง ดังนั้นเราต้องรักษาวินัยทางการเงินอย่างเคร่งครัด ในขั้นตอนสุดท้ายนี้ถือว่า "สำคัญที่สุด" หากเราไม่อยากกลับไปเป็นหนี้อีกอย่าลืม "รักษาวินัยทางการเงินอย่างเคร่งครัด"

ขั้นตอนต่าง ๆ เหล่านี้อาจจะดูยากในตอนแรก แต่หากเราทำสำเร็จ โอกาสที่เราจะเริ่มต้นใหม่กับชีวิตทางการเงินที่ปราศจากหนี้ก็เป็นเรื่องที่ไม่ยาก การไม่มีหนี้เป็นลาภอันประเสริฐ เป็นกำลังใจให้ทุกท่าน

ขอบคุณข้อมูลจาก ศูนย์วิจัยกสิกรไทย และ Krungsri Guru

อ่านข่าวเพิ่มเติม

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...