โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อันตราย! อ.เจษฎา ชี้ 'สารไซลาซีน' ที่หนุ่มนักวิ่งถูกเจาะขวด เป็นยาควบคุมพิเศษ ไม่อนุญาตใช้ในคน

MATICHON ONLINE

อัพเดต 27 มิ.ย. 2563 เวลา 06.30 น. • เผยแพร่ 27 มิ.ย. 2563 เวลา 06.30 น.
ไซลาซีน

อันตราย! อ.เจษฎา ชี้ ‘สารไซลาซีน’ ที่หนุ่มนักวิ่งถูกเจาะขวด เป็นยาควบคุมพิเศษ ไม่อนุญาตใช้ในคน

จากกรณี มีผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่ง โพสต์ว่า ไปวิ่งออกกำลังกายในสวนสาธารณะศาลากลางนนทบุรี และถูกวางยาในขวดน้ำดื่ม เนื่องจากมีอาการหายใจติดขัด จะอาเจียน และจะหมดสติ / รศ.ดร.วีรชัย พุทธวงศ์ หรือ อาจารยอ๊อด ภาควิชาเคมี คณะศิลปศาสตร์และวิทยาศาสตร์ ม. เกษตรศาสตร์ ได้รับตัวอย่างน้ำมาตรวจ และพบสารไซลาซีน Xylazine ในตัวอย่างน้ำของนักวิ่งที่โดนวางยา / ทางตำรวจชี้แจงว่า กำลังรอผลตรวจร่างกายของผู้เสียหายจากโรงพยาบาลรามา ว่าพบสารออกฤทธิ์ประเภทใดในร่างกายหรือไม่ ส่วนน้ำในขวดที่มีสื่อบางสำนักขอตัวอย่างไปตรวจนั้น ไม่สามารถใช้เป็นหลักฐานพยานได้แน่ชัด คาดว่าผลตรวจของโรงพยาบาลจะออกในวันที่ 8 ก.ค.นี้

(อ่านข่าว : ถูกวางยาจริง! เคสหนุ่มวิ่งออกกำลังกายในสวนสาธารณะ ขวดน้ำถูกเจาะรู)

เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน มีรายงานว่า รศ.ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์ประจำภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และนักสื่อสารวิทยาศาสตร์  ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ถึงกรณีดังกล่าวว่า ถ้าเรื่องที่นักวิ่งคนนั้น ถูกวางยาด้วยการฉีดสาร Xylazine เข้าไปในขวดน้ำดื่มที่ยังไม่ได้เปิดตามข่าว เป็นเรื่องจริง ก็น่ากลัวมากๆ ครับ !!

สารไซลาซีน เป็นสารเคมีอันตรายอีกตัวนึง ที่เคยมีมิจฉาชีพเอามาใช้มอมเหยื่อ ก่อนปลดทรัพย์ เพราะเป็นสารที่ไม่มีรส ไม่มีกลิ่น ไม่มีสี และดูดซึมได้เร็วทางกระเพาะอาหาร จนทำให้ผู้ป่วยหมดสติ และอาจเสียชีวิตได้ ปรกติจะใช้สำหรับเป็นยาสลบให้สัตว์ แต่ในอดีต ก็เคยมีกรณีมิจฉาชีพลักลอบผสมน้ำ แล้วมอมยาคนไข้ในโรงพยาบาลก่อนปลดทรัพย์ มาแล้ว

เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2556 ผู้อำนวยการโรงพยาบาลรามาธิบดี ได้ส่งหนังสือเวียนภายในโรงพยาบาล ระบุว่ามีมิจฉาชีพเข้ามาปลดทรัพย์ผู้ป่วยนอก โดยใช้สารไซลาซีนผสมกับน้ำแล้วนำมาให้ผู้ที่รอรับบริการดื่ม ทางโรงพยาบาลฯ ได้สอบถามทางสถานีตำรวจพญาไท ปรากฏว่า มีลักษณะเดียวกันนี้เกิดขึ้นในโรงพยาบาลอื่นๆ เช่นกัน

ปกติแล้ว ไซลาซีน ขึ้นทะเบียนเป็นยาสำหรับฉีดเข้าหลอดเลือดดำเพื่อให้สัตว์ เช่น ช้าง วัว ม้า โค สุนัข และแมว มีอาการสงบ ก่อนเคลื่อนย้ายหรือก่อนการผ่าตัด โดยจะออกฤทธิ์ภายใน 3-5 นาที แต่ไม่เคยอนุญาตให้ใช้ในคน

ยาไซลาซีน นี้ ออกฤทธิ์กระตุ้น α2 receptors ทั้งที่ระบบประสาทส่วนกลางและทั่วร่างกาย มีฤทธิ์ทำให้ง่วงไปจนถึงสลบ มีฤทธิ์คลายกล้ามเนื้อ และยังมีฤทธิ์แก้ปวดอีกด้วย ฤทธิ์ของยาส่วนใหญ่จะเป็นฤทธิ์กดประสาทส่วนกลางและผลต่อระบบหัวใจและหลอดเลือด

การนำไซลาซีนมาใช้แบบผิดประเภท เช่น ใช้กับคน หรือใช้กับสัตว์ แต่ในปริมาณที่มากเกินไป ก็จะเกิดอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ … ข้อมูลทางวิชาการระบุว่า หากนำสารนี้มาใช้กับคน จะทำให้เกิดอาการหัวใจเต้นช้า เต้นผิดจังหวะ ปัสสาวะมาก ความดันต่ำ น้ำตาลในเลือดสูง ปากแห้ง ทั้งยังส่งผลต่อระบบ ทางเดินหายใจ และระบบเลือด

การรักษาทำโดยนำผู้ป่วยส่งแพทย์โดยเร็ว ใส่ท่อช่วยหายใจ ให้สารดึงความดันให้สูงขึ้น และให้ยาต้านพิษ ทั้งนี้ “ไม่แนะนำ” ให้ดื่มน้ำปริมาณมากๆ เพื่อขับสารออกจากร่างกาย

จากกรณีมิจฉาชีพใน รพ.รามาฯ เมื่อปี 2556 ทำให้ยานี้ถูกยกระดับขึ้นมาจากระดับ “ยาอันตราย” ที่สามารถซื้อได้ตามร้านขายยาทั่วไปโดยมีเภสัชกรเป็นผู้จำหน่าย มาเป็น “ยาควบคุมพิเศษ” ที่จะขายเฉพาะในร้านขายยาที่ขายยารักษาสัตว์เท่านั้น คนที่จะซื้อได้คือสัตวแพทย์ที่มีใบอนุญาตผู้ประกอบการบำบัดโรคสัตว์ชั้น 1 เท่านั้น คนธรรมดาทั่วไปซื้อไม่ได้

แต่สำหรับประเทศไทยแล้ว ถ้าเข้าไปดูในอินเตอร์เน็ต กลับจะพบว่าน่าจะตกใจมาก ที่มีสารเคมีต้องห้ามหลายอย่าง ถูกนำมาจำหน่ายกันอย่างผิดกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นยานอนหลับ ยากล่อมประสาท ยาทำแท้ง ฯลฯ เสี่ยงต่อการที่มิจฉาชีพจะเอาไปใช้ในทางที่ผิด

อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้คงจะเป็นอุทาหรณ์สำหรับทุกคน ที่จะต้องระมัดระวัง ไม่ให้ถูกมิจฉาชีพนำสารเคมีอันตรายมาผสมในอาหารและเครื่องดื่มเพื่อมอมยา

อย่างน้อยที่ควรจะทำ คือ ไม่ควรรับประทานอาหารหรือเครื่องดื่มจากคนแปลกหน้า และไว้วางขวดน้ำหรือภาชนะอาหารทิ้งไว้โดยไม่มีคนเฝ้า รวมถึงสังเกตอาการของตนเองว่ามีอะไรผิดปกติหรือไม่ หลังจากที่ได้กินน้ำหรืออาหารเข้าไป

ภาพและข้อมูลเรื่อง xylazine จาก https://m.facebook.com/216848761792023/photos/a.639566306186931/1303913716418850/?type=3
ภาพและข่าว จาก https://www.khaosod.co.th/around-thailand/news_4383285

 

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...