โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เพิ่มโทษคดี "ข่มขืน" สูงสุดเป็นประหารชีวิตหรือการบังคับใช้กฎหมาย อะไรคือทางออก

Khaosod

อัพเดต 29 พ.ค. 2562 เวลา 16.23 น. • เผยแพร่ 29 พ.ค. 2562 เวลา 16.23 น.
Getty Images

เพิ่มโทษคดีข่มขืน สูงสุดเป็นประหารชีวิตหรือการบังคับใช้กฎหมาย อะไรคือทางออก – BBCไทย

“ข่มขืนเท่ากับประหาร” กลายเป็นแฮชแท็กยอดนิยมในไทย เมื่อเว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญาว่าด้วยเรื่องการกระทำชำเรา เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2562 และมีผลบังคับใช้ทันที โดยได้เพิ่มโทษการก่อคดีข่มขืนสูงสุดเป็น “ประหารชีวิต” ในกรณีเหยื่อถึงแก่ความตาย และแก้ไขเพิ่มเติมความหมายของคำว่า “กระทำชำเรา” ให้ครอบคลุมมากขึ้น

เสียงเรียกร้องให้เพิ่มบทลงโทษผู้กระทำผิดฐานกระทำชำเรา ข่มขืน ดังขึ้นทุกครั้งเมื่อมีข่าวหญิงหรือชาย ที่มีอำนาจต่อรองต่ำกว่าผู้กระทำต้องตกเป็นเหยื่อ ญาติของผู้เสียหายต้องการให้เกิดความเกรงกลัว ต่อการกระทำผิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งร้ายแรงถึงขั้นที่เหยื่อต้องเสียชีวิต

ถึงแม้ว่าการปรับแก้กฎหมายการกระทำชำเราเพื่อใช้ในคดี “ข่มขืน” จะทำให้ใครหลาย ๆ คนพอใจ ที่ได้เห็นกฎหมายที่มีโทษรุนแรงขึ้นบังคับใช้ในประเทศไทย โดยหวังว่าโทษที่แรงขึ้นจะทำให้เกิดความ เกรงกลัว แต่ในส่วนของนักกฎหมายและผู้ทำงานด้านสิทธิสตรีกลับมองเห็นว่าการแก้ไขกฎหมายที่ว่า อาจเป็น “ดาบสองคม” และนำมาซึ่งการฆาตกรรมอำพรางมากขึ้นกว่าเดิม

โทษประหารไม่ใช่คำตอบ

เพิ่มโทษคดีข่มขืน

น.ส. นัยนา สุภาพึ่ง ผู้อำนวยการมูลนิธิธีรนาถ กาญจนอักษร ซึ่งเป็นทนายความซึ่งทำคดีล่วงละเมิด ทางเพศมากว่า 30 ปี เห็นว่ากฎหมายที่แก้ไขใหม่ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหา

“การเพิ่มโทษประหารไม่ใช่คำตอบของการแก้ปัญหานี้ นอกจากนี้ยังอาจเปิดโอกาสให้ผู้เสียหายเสียชีวิต เพิ่มมากขึ้น เหตุจากการฆ่าปิดปากเพื่อหนีความผิด เพราะผู้กระทำความผิดก็ย่อมเกรงกลัวต่อโทษ ตามกฎหมาย แต่พวกเขาไม่ได้เกรงกลัวที่จะกระทำความผิด” นัยนาอธิบาย

“สิ่งที่เราควรจะมีมากกว่าโทษประหารคือกฎหมายที่เอื้อให้เหยื่อรู้สึกปลอดภัยต่อการเข้ากระบวนการยุติธรรม เพราะบ้านเราไม่มีความละเอียดอ่อนด้านนี้ โดยเจ้าหน้าที่รัฐปล่อยให้หน้าที่เป็นของผู้เสียหาย ในการดำเนินเรื่องหาตำรวจหรือพบแพทย์เอง”

การบังคับใช้สำคัญกว่า

ขณะที่ผู้ทำงานช่วยเหลือบุคคลที่ตกเป็นเหยื่อเห็นว่าการบังคับใช้และการตีความข้อกฎหมายเป็นอุปสรรคในการลงโทษผู้กระทำผิดอย่างสาสม

นายจะเด็ด เชาว์วิไล ผู้อำนวยการมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล ในฐานะนักเคลื่อนไหวด้านสิทธิความ เท่าเทียมกันทางเพศ และมีประสบการณ์การช่วยเหลือเหยื่อจากการถูกข่มขืนหลายรายเห็นว่า ปัญหาอยู่ที่ผู้บังคับใช้กฎหมาย

“ปัญหาหลัก ๆ ของการดำเนินคดีด้านการข่มขืนกระทำชำเราในบ้านเราไม่ใช่เรื่องกฎหมาย ที่อ่อนหรือแรงไป แต่เป็นเรื่องของการบังคับใช้กฎหมายมากกว่า” นายจะเด็ดกล่าว

“ไม่ว่าจะเรื่องของการไกล่เกลี่ยคดี หรือการเจรจาเพื่อยอมความ เหตุเพียงเพราะผู้บังคับใช้กฎหมาย ไม่เข้าใจถึงปัญหาได้ดีพอ”

เขาระบุด้วยว่าค่านิยมชายเป็นใหญ่ การยึดถือความอาวุโสและอำนาจในสังคมไทย เป็นเครื่องมือที่ ฝ่ายชายนำมาใช้ต่อรองเมื่อถูกดำเนินคดี

Rape

“ปัญหาใหญ่ของประเทศไทยคือเมื่อผู้กระทำการข่มขืนในคดีนั้นเป็นผู้ที่มีอิทธิพลหรือมีอำนาจ ก็อาจจะก่อให้เกิดมีการเจรจาต่อรองและไกล่เกลี่ยให้ผู้กระทำพ้นผิด ในหลาย ๆ ครั้งก็เกิดมาจากผู้ชาย ที่มีอำนาจมากกว่าในครอบครัวเป็นผู้กระทำเองอันเนื่องมาจากสังคมไทยมีวิธีการคิดแบบสังคมที่ชายเป็นใหญ่” นายจะเด็ดกล่าว

ปรับเพิ่มโทษ

สาระสำคัญจากประมวลกฎหมายอาญาฉบับแก้ไขว่าด้วยเรื่องการกระทำชำเราได้เพิ่มโทษผู้ข่มขืนกระทำชำเราทั้งโทษจำคุกและปรับ ในหลายมาตราซึ่งเกี่ยวเนื่องกับการใช้กำลัง ใช้อาวุธ โดยเป็นการ กระทำกับทั้งเด็กและผู้ใหญ่ทั้งหญิงและชาย และระวางโทษประหารชีวิตหากทำให้ถึงแก่ความตาย

ประมวลกฎหมายอาญาเรื่องความผิดเกี่ยวกับเพศ มาตรา ฉบับเดิม ฉบับล่าสุด 276 ผู้ใดข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่น

ต้องระวางโทษระหว่าง 4 – 20 ปี ปรับ 8,000 – 40,000 บาท

ผู้ใดข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่น

ต้องระวางโทษระหว่าง 4 – 20 ปี ปรับ 80,000 – 400,000 บาท

ถ้าผู้กระทำมีอาวุธปืน หรือวัตถุระเบิด

ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 5 – 20 ปี และปรับตั้งแต่ 30,000 – 40,000 บาท

ถ้าผู้กระทำมีอาวุธปืน หรือวัตถุระเบิด

ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 7 – 20 ปี และปรับตั้งแต่ 140,000 – 400,000 บาท

277 ผู้ใดกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกิน 15 ปี ซึ่งมิใช่ภริยาหรือสามีของตน โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม

ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 4 – 20 ปี และปรับตั้งแต่ 8,000 – 40,000 บาท

ผู้ใดกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกิน 15 ปี ซึ่งมิใช่ภริยาหรือสามีของตน โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม

ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 5 – 20 ปี และปรับตั้งแต่ 100,000 – 400,000 บาท

ถ้าการกระทำความผิดเป็นการกระทำแก่เด็กอายุยังไม่เกิน 13 ปี ต้องระวางโทษ จำคุกตั้งแต่ 7 – 20 ปี และปรับตั้งแต่ 14,000 – 40,000 บาท หรือจำคุกตลอดชีวิต ถ้าการกระทำความผิดเป็นการกระทำแก่เด็กอายุยังไม่เกิน 13 ปี ต้องระวางโทษ จำคุกตั้งแต่ 7 – 20 ปี และปรับตั้งแต่ 140,000 – 400,000 บาท หรือจำคุกตลอดชีวิต ถ้าผู้กระทำมีอาวุธปืน หรือวัตถุระเบิด

ต้องระวางโทษจำคุกตลอดชีวิต

ถ้าผู้กระทำมีอาวุธปืน หรือวัตถุระเบิด

ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 10 – 20 ปี และปรับตั้งแต่ 200,000 – 400,000 บาท หรือจำคุกตลอดชีวิต และหากใช้อาวุธ โทรมเด็กหญิง หรือเด็กชาย ต้องระวางโทษจำคุกตลอดชีวิต

ถ้าการกระทำความผิด เป็นเหตุให้ผู้ถูกกระทำได้รับอันตรายสาหัส ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 15 – 20 ปี และปรับตั้งแต่ 300,000 – 400,000 บาท หรือจำคุกตลอดชีวิต หากถึงแก่ความตาย ระวางโทษประหารชีวิต หรือจำคุกตลอดชีวิต และ หากผู้ใดกระทำเพื่อสนองความใคร่ของตน โดยการใช้อวัยวะเพศของตนล่วงล้ำอวัยวะเพศ ทวารหนัก หรือช่องปากของศพ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ 280/1 ถ้าผู้กระทำความผิดตามมาตรา 276 มาตรา 277 มาตรา 278 หรือมาตรา 279 ได้บันทึกภาพหรือเสียงการกระทำชำเราหรือการกระทำอนาจารนั้นไว้ เพื่อแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบสำหรับตนเองหรือผู้อื่น ต้องระวางโทษหนักกว่าที่บัญญัติไว้ในมาตรานั้นๆ หนึ่งในสาม ถ้าผู้กระทำความผิดตามวรรคหนึ่ง เผยแพร่หรือส่งต่อซึ่งภาพหรือเสียงการกระทำชำเราหรือการกระทำอนาจารที่บันทึกไว้ ต้องระวางโทษหนักกว่าที่บัญญัติไว้ในมาตรานั้นๆ กึ่งหนึ่ง

ในกฎหมายที่มีการแก้ไขนี้ยังเพิ่มเติมโทษกรณีมีการบันทึกภาพหรือเสียงการกระทำชำเราหรือทำอนาจาร และมีการนำไปเผยแพร่ต่อ รวมทั้งนำไปแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบด้วย

ตีความไม่ครอบคลุม

“สังคมไทยยังให้ความสำคัญกับเรื่องของพรหมจารีย์ เพราะฉะนั้นการมีเพศสัมพันธ์ที่เกิดการสอดใส่ เท่านั้นถึงจะถือได้ว่าเป็นการมีเพศสัมพันธ์ เพราะฉะนั้นการตีความเรื่องการข่มขืนก็เป็นกฎหมาย ที่ครอบคลุมถึงการกระทำที่ก่อโดยมนุษย์เพศชายเท่านั้น” นัยนา บอกกับบีบีซีไทยว่ากฎหมายนี้ ไม่ได้ปรับปรุงให้เข้มแข็งขึ้น แต่กำลังจะนำไทยย้อนกลับไปยังจุดเริ่มต้นในเรื่องความเท่าเทียมทางเพศ

Rape

เธอขยายความว่าสังคมไทยไม่ได้รับการถ่ายทอดความรู้เรื่องการมีเพศสัมพันธ์ว่าทำได้หลายรูปแบบ โดยไม่จำเป็นต้องเกิดการสอดใส่ และการถูกบังคับขืนใจก็ไม่ใช่เพียงการบังคับให้มีเพศสัมพันธ์เท่านั้น เพราะไม่ว่าจะเป็นการกระทำในรูปแบบใด ผู้ถูกกระทำไม่ว่าจะหญิงหรือชายจะรู้สึกอับอาย และมีความรู้สึกว่าตกเป็นเหยื่อของการข่มขืนได้

“คนที่เขียนกฎหมายขึ้นมาไม่ได้เขียนด้วยความเข้าใจและความเป็นจริงของเรื่องเพศ การมีเพศสัมพันธ์ ระหว่างกลุ่มคนที่มีเพศเดียวกันก็ถือว่าเป็นการมีเพศสัมพันธ์ถึงแม้จะไม่เกิดการสอดใส่ก็ตาม โดยผู้หญิงที่ถูกมองว่าเป็นผู้ถูกกระทำในกฎหมาย ก็สามารถเป็นผู้กระทำได้เหมือนกัน ไม่ใช่เพียงแต่เพศชายเท่านั้น” นัยนาอธิบาย

Rape

ขณะที่นายจะเด็ดเสริมว่าการตีความกฎหมายเรื่องการข่มขืนอาจจะไม่ครอบคลุมเรื่องการสอดใส่โดยอวัยวะอื่นหรือสิ่งอื่นนอกเหนือจากอวัยวะเพศ ที่ล้วนสร้างความอับอายและถือเป็นการข่มขืนได้เช่นกัน

“ตราบใดที่เรายังคงมองว่าการที่ผู้ชายมีแฟนเยอะ ๆ ได้ถือเป็นคนเก่ง และการที่ผู้หญิงถูกกระทำทางเพศ เป็นเรื่องน่าอับอาย ไม่ว่ากฎหมายจะแรงแค่ไหนก็จะแก้ปัญหานี้ไม่ได้ คนที่มีอิทธิพลในสังคม หรือในครอบครัวก็เป็นอีกส่วนหนึ่งของปัญหา สิ่งที่น่าจะต้องปรับมากกว่ากฎหมายนั่นก็คือทัศนคติ ของคนไทยมากกว่า” นายจะเด็ดอธิบาย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...