โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

ถึงเวลา สมอ.เฝ้าคุณภาพ ร้านค้าออนไลน์

MATICHON ONLINE

อัพเดต 13 ม.ค. 2563 เวลา 06.49 น. • เผยแพร่ 13 ม.ค. 2563 เวลา 06.49 น.

จากข้อมูลผลสำรวจของสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) (สพธอ.) หรือ ETDA (เอ็ตด้า) พบว่าพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ของประเทศเติบโตอย่างต่อเนื่อง ระหว่าง 8-10% ต่อปีในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา และจากจำนวนผู้ใช้เพียง 9.3 ล้านคน ในปี 2551 ปัจจุบันมีการใช้งานเพิ่มมากขึ้นอย่างก้าวกระโดดถึง 45 ล้านคน สะท้อนให้เห็นถึงพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปตามยุคสมัย

ส่งผลให้ตลาดอีคอมเมิร์ซขยายตัวอย่างรวดเร็ว และแน่นอนว่าย่อมมีการนำสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐานหรือไม่ปลอดภัยมาจำหน่ายผ่านช่องทางออนไลน์ โดยเฉพาะสินค้าที่เป็นมาตรฐานบังคับที่อยู่ภายใต้การควบคุมของสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม หรือ สมอ. ได้แก่ กลุ่มผลิตภัณฑ์ไฟฟ้า เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้า และบริภัณฑ์ส่องสว่าง กลุ่มวัสดุก่อสร้าง เช่น ก๊อกน้ำ ฝักบัวอาบน้ำ กระเบื้อง และโถสุขภัณฑ์ กลุ่มผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ อาหาร และกลุ่มผลิตภัณฑ์เคมี เป็นต้น

ด้วยเหตุนี้ สมอ.จึงต้องเฝ้าระวังสินค้า โดย นายวันชัย พนมชัย เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) ระบุว่า ต้นปี 2562ได้เชิญผู้ประกอบการสินค้าออนไลน์ 50 ราย มาประชุมชี้แจงข้อกฎหมายและหลักเกณฑ์ต่างๆ ของ สมอ. นอกจากนั้นประสานงานกับหน่วยงานเครือข่ายต่างๆอ ย่างต่อเนื่อง ได้แก่ การประชุมร่วมกับ สคบ. และสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (EDA) เพื่อหาแนวทางการทำงานร่วมกัน

เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2562 สมอ. และ ETDA ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) เรื่องการคุ้มครองผู้บริโภคในการซื้อขายสินค้าและบริการในตลาดออนไลน์ รวมทั้งลงนามความร่วมมือเรื่องการคุ้มครอง
ผู้บริโภคในการซื้อขายสินค้าและบริการในตลาดออนไลน์ ระหว่างองค์กรคุ้มครองผู้บริโภค ประกอบสมาคมสหพันธ์องค์กรผู้บริโภค มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมกับกลุ่มผู้ประกอบการ ได้แก่ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สมาคมผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ รวมทั้งผู้ให้บริการตลาดออนไลน์ ผู้ให้บริการขนส่ง ได้แก่ บริษัท เซ็นทรัลเจดี คอมเมอร์ซ จำกัด และบริษัท แอลเอ็นดับเบิ้ลยู จำกัด เป็นต้น

สมอ.จัดทีมเฉพาะกิจสามารถเข้าตรวจจับแหล่งเก็บสินค้าโดยสืบค้นจากข้อมูลร้านค้าออนไลน์พบสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐาน สามารถยึดอายัด 2,584 รายการ รวมมูลค่า 10,198,963 บาท เป็นสินค้าในกลุ่มไฟฟ้ามากที่สุด

ส่วนปี 2563 เป็นอย่างไร!!

สภาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งประเทศไทย เปิดเผยข้อมูลภาพรวมและแนวโน้มอุตสาหกรรมดิจิทัลสำคัญในปี 2563 พบว่ากลุ่มธุรกิจดิจิทัลที่มาแรง ได้แก่ ธุรกิจอี-คอมเมิร์ซโตสูงและมีมูลค่า 748,000 ล้านบาท เป็นอันดับ 1 ของมูลค่าธุรกิจอี-คอมเมิร์ซในอาเซียน

ส่วนดิจิทัลเทรนด์ที่น่าจับตามอง ได้แก่ เทคโนโลยี 5G จะช่วยยกระดับของเทคโนโลยีโครงสร้างพื้นฐานในปัจจุบันและส่งเสริมการพัฒนาดิจิทัลคอนเทนต์ เป็นสัญญาณบ่งบอกว่าประเทศไทยกำลังค่อยๆ เปลี่ยนแปลงไปสู่สังคมดิจิทัลอย่างเต็มตัว

ทั้งนี้ แนวโน้มอุตสาหกรรมดิจิทัลที่สำคัญ ได้แก่ 1.ดิจิทัลไลเซชั่น ยังคงดิสรัปต์พฤติกรรมของผู้บริโภคและอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง

1.1 อุตสาหกรรมดิจิทัลเติบโตสูงคือธุรกิจอี-คอมเมิร์ซในประเทศไทย เติบโตมาก โดยมูลค่าของอี-คอมเมิร์ซในประเทศไทยนับเป็นเม็ดเงินราว 748,000 ล้านบาท นับว่าเป็นอันดับ 1 ของมูลค่าธุรกิจอี-คอมเมิร์ซในภูมิภาคอาเซียน ประมาณอัตราการเติบโตเฉลี่ยของตลาดอยู่ที่ 20-30%

ในปี 2560-2562 กลุ่มธุรกิจเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ คือ ธุรกิจห้างสรรพสินค้า ธุรกิจด้านผลิตภัณฑ์อาหาร ธุรกิจด้านเครื่องสำอางและอาหารเสริม เป็นผลมาจากการก้าวเข้ามาของเทคโนโลยีด้าน ออนไลน์ ดีลิเวอรี่ เซอร์วิส เช่น ไลน์แมน และแกร็บ พบว่ายอดการใช้บริการเพิ่มขึ้นถึง 300% และมีผู้ใช้บริการ 1.5 ล้านคนต่อเดือนภายในระยะเวลา 2 ปี

1.2 อุตสาหกรรมดิจิทัลที่ถูกดิสรัปต์ และได้รับผลกระทบอย่างมากคือ อุตสาหกรรมโทรทัศน์ ที่มูลค่าลดลงจาก 115,000 ล้านบาท ในปี 2557 สู่ 57,000 ล้านบาท ในปี 2561 และสูญเสียผู้รับชมจนกระทั่งมีการคืนใบอนุญาตดิจิทัลทีวี เป็นผลมาจากการทดแทนของแพลตฟอร์ม โอทีที ทางดิจิทัล เช่น เน็ตฟลิกซ์ และยูทูบ เริ่มลงทุนให้บริการและผลิตเนื้อหาสำหรับไทย

นอกจากนี้ มีอุตสาหกรรมการเงินถูกดิสรัปต์ด้วย ดิจิทัล มาร์เก็ตติ้ง และ ฟินเทค จากข้อมูลธนาคารแห่งประเทศไทยปี 2562 ระบุว่าจำนวนสาขาของธนาคารพาณิชย์ลดลงจาก 7,016 สาขาในปี 2559 เหลือ 6,534 สาขาในปัจจุบัน

1.3 การพัฒนาเทคโนโลยี ไอเอ จะดิสรัปต์รูปแบบการทำงานเดิมๆ จนส่งผลให้ความต้องการจ้างงานลดลง คาดกันว่างาน 7 ล้านตำแหน่งในประเทศอังกฤษจะถูกแทนที่ด้วยเอไอ ภายใน 17 ปี ในขณะที่เอไอจะสามารถเข้าไปแทนที่ครึ่งหนึ่งของตำแหน่งงานต่างๆ ที่มีในสหรัฐอเมริกาได้ภายในช่วง 10 ถึง 20 ปีนี้

1.4 อุตสาหกรรมดิจิทัลที่ยังคงมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง คือ กลุ่มธุรกิจโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) โดยไฟเบอร์ออปติกได้กลายมาเป็นเทคโนโลยีหลักในการเข้าถึงอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงบ้านเรือน โดยเมื่อเทียบกับปี 2561 ไฟเบอร์ออปติกมีอัตราการใช้งานเพิ่มขึ้น 14.85% ขณะที่เทคโนโลยีอื่นมีอัตราการใช้งานลดลง เช่น เคเบิล บรอดแบนด์มีอัตราลดลง 18.30% และ เอ็กซ์ดีเอสแอล ลดลง 7.03%

1.5 ดิจิทัลเทรนด์ที่น่าจับตามองในปี 2563 คือ การเข้ามาของเทคโนโลยี 5G มีประสิทธิภาพที่สูงกว่า 4G ถึง 10 เท่าจะช่วยยกระดับของโครงสร้างพื้นฐานในปัจจุบัน และเพิ่มอัตราการเข้าถึงข้อมูลได้รวดเร็วขึ้น ส่งเสริมการพัฒนาดิจิทัลคอนเทนต์ รวมไปถึงระบบออนไลน์ซึ่งเป็นส่วนสำคัญต่อภาคธุรกิจอย่างมีนัยสำคัญ สอดรับกับการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญของปริมาณการรับส่งข้อมูล (Bandwidth) อย่างต่อเนื่องตลอด 2 ถึง 3 ปีที่ผ่านมาอันเนื่องมาจากปัจจัยหลัก เช่น ความหลากหลายของดิจิทัลคอนเทนต์ที่มากขึ้น การใช้โซเชียลมีเดียมากขึ้น ระบบเก็บข้อมูลแบบไร้สายและเทคโนโลยีคลาวด์ คอมพิวติ้ง เข้ามาแทนที่ระบบเก่า

แนวโน้มต่อมาคือ 2.อุตสาหกรรมดิจิทัลได้กลายมาเป็นสมรภูมิหลักของสงครามการค้าระหว่างกลุ่มประเทศมหาอำนาจ และทำให้เกิดแนวโน้มที่สำคัญ คือ 2.1 การย้ายฐานการผลิตของเทคโนโลยีดิจิทัลออกจากประเทศจีนไปสู่ประเทศที่ไม่ได้มีปัญหากับสหรัฐอเมริกา เช่น อินเดีย และเวียดนาม โดยประเทศไทยอาจได้รับผลในเชิงบวกได้ด้วย

2.2 ความพยายามของหลายประเทศที่จะคานอำนาจทางเศรษฐกิจของธุรกิจข้ามชาติจากสหรัฐ เช่น การออกมาตรการ GDPR ของยุโรปเพื่อเก็บรักษาข้อมูลส่วนบุคคลไว้ภายในประเทศ หรือกฎหมาย อินเตอร์เน็ต โซเวรีจน์ตี้ (Internet Sovereignty) เพื่อรักษาอธิปไตยทางอินเตอร์เน็ตของรัสเซีย จะกลายเป็นแบบอย่างให้ประเทศไทยนำมาศึกษาเพื่อพัฒนาให้มีมาตรฐานและความสามารถทางการแข่งขันเทียบเท่ากับระดับสากล

อีกแนวโน้มคือ 3.กฎหมายที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับดิจิทัล จะถูกบังคับใช้เป็นครั้งแรกในประเทศไทย จะส่งผลกระทบอย่างกว้างขวางต่อการประกอบธุรกิจในปัจจุบัน ส่งผลให้ผู้ประกอบการต้องปรับตัวในเรื่องนี้

3.1 พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ.2562 ผู้ประกอบการที่เคยเก็บข้อมูลของลูกค้า ลูกจ้าง ผู้มาติดต่อ หรือเคยนำข้อมูลมาเพื่อวิเคราะห์และพัฒนาการขายหรือการให้บริการจนเป็นส่วนหนึ่งของการทำธุรกิจ หลักการที่สำคัญที่ผู้ประกอบการควรทำความเข้าใจเพื่อปรับตัวให้ทัน เช่น การเก็บ การใช้ การเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล ต้องได้รับความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลเสมอ แม้แต่การส่งข้อมูลส่วนบุคคลไปให้บุคคลอื่นก็ต้องได้รับความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลก่อน

3.2. พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ พ.ศ.2562 กำหนดให้โครงสร้างพื้นฐานสำคัญของประเทศ (Critical Infrastructure หรือ CI) 8 กลุ่ม คือ 1.กลุ่มความมั่นคง 2.กลุ่มบริการภาครัฐที่สำคัญ 3.กลุ่มการเงินการธนาคาร 4.กลุ่มเทคโนโลยีสารสนเทศและโทรคมนาคม 5.การขนส่งและโลจิสติกส์ 6.พลังงานและสาธารณูปโภค และ 7.กลุ่มสาธารณสุข 8.ด้านอื่นๆ ที่คณะกรรมการกำหนด จำเป็นต้องยกระดับการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของหน่วยงานโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ ให้มีประสิทธิภาพสอดคล้องกับมาตรฐานที่ของจากสถาบันมาตรฐานและเทคโนโลยีแห่งชาติของประเทศสหรัฐอเมริกา (NIST) อาทิ การจัดทำประมวลแนวทางปฏิบัติและกรอบมาตรฐานด้านการรักษาความมั่นคงปลอดภัย และการจัดให้มีการประเมินความเสี่ยงด้านการรักษาความปลอดภัยอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง เป็นต้น

จากภาพรวมและแนวโน้มดังกล่าว จึงเป็นสิ่งจำเป็นที่ สมอ.ต้องล้อมคอก เพื่อป้องกันปัญหาที่จะตามมา เมื่อโลกเข้าสู่ยุคดิจิทัล

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...