โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

จากโลงผีแมนแห่งปางมะผ้า สู่การถอดเกลียวดีเอ็นเอสืบรากมนุษย์โบราณ 1,700 ปี

The101.world

อัพเดต 26 มิ.ย. 2567 เวลา 13.21 น. • เผยแพร่ 12 ก.พ. 2567 เวลา 13.20 น. • The 101 World

ภาพปกจากเพจ Archaeology 7 Chiang Mai

ปลายปี 2566 ที่ผ่านมา บทความวิจัยเรื่อง Genomic portrait and relatedness patterns of the Iron Age Log Coffin culture in northwestern Thailand ที่สำรวจวัฒนธรรมโลงไม้ในยุคเหล็กและดีเอ็นเอของมนุษย์โบราณบริเวณพื้นที่ตะวันตกเฉียงเหนือของไทย ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารวิชาการ Nature Communications โดยการร่วมมือของนักวิจัยชาวไทยและต่างประเทศ

การตีพิมพ์งานวิจัยครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของการใช้พันธุศาสตร์ในการหารากความเป็นมาของมนุษย์โบราณ 1,700 ปีก่อน ซึ่งเชื่อมโยงมาถึงมนุษย์ยุคปัจจุบัน งานวิจัยนี้ได้ข้อมูลเริ่มต้นจากการขุดค้นถ้ำและเพิงผาที่ อ.ปางมะผ้า จ.แม่ฮ่องสอน เมื่อ 20 กว่าปีที่แล้ว

แม้จะมีการขุดค้นพบกระดูกและโลงไม้โบราณมากว่า 20 ปีในบริเวณที่ประเมินว่าเคยถูกใช้เป็นสุสานในยุคโบราณ แต่เทคโนโลยีสมัยใหม่เพิ่งพาเรารู้จักมนุษย์โบราณได้กระจ่างขึ้น ปริศนาหลายอย่างที่เคยพร่ามัว วิทยาศาสตร์ช่วยเผยความลับให้ชัดเจนขึ้นจากการสกัดดีเอ็นเอมนุษย์โบราณมาตรวจและเทียบกับดีเอ็นเอคนปัจจุบัน

คำตอบที่ได้จากโครงกระดูกมนุษย์โบราณที่ปางมะผ้าคืออะไร ส่งผลต่อเรื่องราวของคนยุคปัจจุบันอย่างไร และเราจะใช้ความรู้เรื่องอดีตเพื่ออนาคตได้อย่างไร อ่านได้ที่บรรทัดถัดไป

*หมายเหตุ บทความนี้สรุปความจากงานแถลงข่าว‘โลงผีแมน ข้อมูลใหม่ สู่การถอดรหัส สืบรากมนุษย์ยุคโบราณ 1,700 ปี การบูรณาการศาสตร์ ด้านสังคมศาสตร์ มนุษย์ศาสตร์ กับวิทยาศาสตร์’วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2567 ที่ท้องพระโรง หอศิลป์ ม.ศิลปากร วังท่าพระ

เริ่มต้นจากความไม่รู้ สู่อดีต 1,700 ปี

“งานชุดนี้เริ่มต้นจากความไม่รู้อะไรเลย เราใช้ความพยายามในการค้นหาคำตอบกว่า 20 ปีว่าผู้คนและวัฒนธรรมบนพื้นที่สูงในปางมะผ้าเป็นอย่างไร” .ดร.รัศมี ชูทรงเดช ผู้เชี่ยวชาญโบราณคดีบนพื้นที่สูง คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร ผู้ริเริ่มการขุดค้นแหล่งโบราณคดีใน จ.แม่ฮ่องสอน เล่าถึงจุดเริ่มต้นโครงการวิจัย ‘มนุษย์ก่อนประวัติศาสตร์กับพลวัตทางวัฒนธรรมบนพื้นที่สูงในอำเภอปางมะผ้า จังหวัดแม่ฮ่องสอน’ โดยผลงานวิจัยนี้ได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) และสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ภายใต้ทุนส่งเสริมกลุ่มวิจัย (เมธีวิจัยอาวุโส)

บนพื้นที่สูงในจังหวัดแม่ฮ่องสอน ซึ่งปัจจุบันอยู่ในเขตภาคเหนือของประเทศไทย มีเพิงผาและถ้ำกระจายตัวอยู่จำนวนมาก ด้วยสภาพแวดล้อมแบบป่าดิบชื้นและป่าผลัดใบที่โอบล้อมอยู่ ส่งผลให้ถ้ำบนที่สูงเหล่านี้กักเก็บเรื่องราวในอดีตมาจนถึงปัจจุบัน ผ่านโลงไม้และโครงกระดูกที่ไม่ถูกแสงแดดและน้ำท่วมทำลายไปเสียก่อน

ศ.ดร.รัศมี ชูทรงเดช หนึ่งในทีมนักวิจัยร่วมบุกป่าสำรวจถ้ำในจังหวัดแม่ฮ่องสอนในช่วงปี 2541-2543 พวกเขาค้นพบโลงไม้โบราณประมาณ 30 โลงในโถงถ้ำ มีอายุอยู่ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 6-11 หรือที่เรียกกันว่า ‘โลงผีแมน’ พวกเขายังค้นพบโครงกระดูกมนุษย์เพศชายอายุ 9,720 ปีที่แหล่งโบราณคดีเพิงผาบ้านไร่ โครงกระดูกมนุษย์เพศหญิงอายุ 13,640 ปีที่แหล่งโบราณคดีเพิงผาถ้ำลอด และค้นพบกระดูกมนุษย์ในโลงไม้ที่แหล่งโบราณคดีถ้ำผีแมนโลงลงรัก นอกจากนี้ยังขุดค้นเจอกระดูกสัตว์ เครื่องปั้นดินเผา และเครื่องประดับอีกจำนวนมาก

ภาพจากเพจ Archaeology 7 Chiang Mai

การค้นพบเหล่านี้นับเป็นก้าวสำคัญของวงวิชาการด้านโบราณคดี และเริ่มมีการร่วมงานกับศาสตร์อื่น ทั้งด้านสังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ตั้งแต่ตอนนั้น เพื่อทำความเข้าใจความเป็นมาของผู้คนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เข้าใจสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศในยุคโบราณ รวมถึงทำความเข้าใจความหลากหลายของกลุ่มชาติพันธุ์ในภาคเหนือของประเทศไทยในปัจจุบัน

แม้ตลอด 20 ปีที่ผ่านมา จะมีการทำงานร่วมกันของหลายศาสตร์ แต่ด้วยเทคโนโลยีที่ยังไม่ก้าวหน้าพอ ทำให้การสกัดดีเอ็นเอเพื่อตรวจหาสายธารชีวิตได้คำตอบออกมาไม่แม่นยำนัก จนกระทั่งมีการร่วมมือกันของศูนย์วิจัยในไทยและต่างประเทศ โดยเฉพาะสถาบันมักซ์พลังค์เพื่อมานุษยวิทยาวิวัฒนาการ (Max Planck Institute for Evolutionary Anthropology) จนทำให้ได้ผลลัพธ์ออกมาละเอียดและแม่นยำ ทั้งยังนำเสนอข้อค้นพบใหม่ที่ยังไม่เคยมีรายงานมาก่อน เช่น โครงสร้างและปฏิสัมพันธ์ทางเครือญาติของคนโบราณในพื้นที่ปางมะผ้า ผลลำดับเบสที่สมบูรณ์ของตัวอย่างดีเอ็นเอโบราณในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เป็นต้น

ทั้งหมดนี้พาเราขยับเข้าใกล้อดีตได้มากขึ้น และมองปัจจุบันได้กว้างไกลขึ้น

ดีเอ็นเอคนโบราณบอกอะไรเรา?

“คำถามแรกของเราเมื่อ 20 ปีที่แล้วคือ เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ เราอยากรู้ว่ามนุษย์ปรับตัวเข้ากับภูมิอากาศแต่ละช่วงเวลาอย่างไร โดยเฉพาะในยุโรปที่มีปลายยุคน้ำแข็ง แต่ในไทยเป็นช่วงที่ไม่มีน้ำแข็ง แล้วมนุษย์ปรับตัวทางวัฒนธรรมอย่างไร และมีความสัมพันธ์ระหว่างประชากรไหม ทั้งประชากรในยุคเก่าๆ มาจนถึงประชากรในช่วงหลัง” ศ.ดร.รัศมีกล่าวเริ่มต้น

การตั้งโจทย์เรื่องความสัมพันธ์ของคนแต่ละยุคสมัย จำเป็นต้องใช้การตรวจดีเอ็นเอเพื่อหาคำตอบว่ามนุษย์ในเอเชียและตะวันออกเฉียงใต้มีความสัมพันธ์กันหรือไม่ ซึ่งเป็นหนึ่งในคำถามยุคแรกของการทำวิจัย

“ณ ตอนนั้น มีหลักฐานชุดหนึ่งเมื่อประมาณ 1,600 ปีมาแล้ว ซึ่งจริงๆ ก็เข้าสู่สมัยประวัติศาสตร์แล้ว มีกลุ่มคนที่พูดภาษาตระกูลได แต่เรายังไม่สามารถระบุได้ว่าคือใคร และนอกเหนือจากนั้นประมาณ 1,800 ปีที่แล้วพบคนที่พูดภาษาเหมือนตระกูลออสโตรเอเชียติกหรือมอญ-เขมร ซึ่งเป็นคนดั้งเดิมที่สันนิษฐานว่าอยู่ในดินแดนประเทศไทย นี่คือดีเอ็นเอที่บ่งบอกถึงความหลากหลายทางชาติพันธุ์” ศาสตราจารย์ ดร.รัศมีเล่าถึงกระบวนการตรวจดีเอ็นเอในยุคตั้งต้น

มีความพยายามของนักวิจัยร่วมกัน และมีการส่งตรวจทั้งแล็บในเดนมาร์ก จีน และเยอรมนี โดยวิเคราะห์กระดูกของหลายยุคสมัยไปจนถึงเปรียบเทียบกับลักษณะของโลงไม้ ซึ่งทั้งหมดนี้ใช้เวลาเดินทางกว่า 20 ปี

“ความสำคัญของผลวิจัยล่าสุดนี้คือเราสามารถบอกหน่วยความสัมพันธ์ได้ละเอียดถึงระดับเครือญาติ ซึ่งเป็นเรื่องมหัศจรรย์มากสำหรับนักโบราณคดี” ศ.ดร.รัศมีพูดถึงความก้าวหน้าของเทคโนโลยี รวมถึงความโชคดีที่มีกระดูกสมบูรณ์พอต่อการสกัดตัวอย่างดีเอ็นเอให้ได้ผลลัพธ์ที่ชัดเจน

“เราเห็นเส้นทางของการเคลื่อนย้ายผู้คนในช่วงก่อนประวัติศาสตร์ ก่อนที่เราจะพัฒนาเป็นดินแดนสุวรรณภูมิ มีการเคลื่อนของชุดคนทางตะวันตกคือสาละวิน และน่าจะมีหลายชุด แสดงว่าไม่ได้มีแค่คนกลุ่มเดียว ส่วนอีกเส้นทางหนึ่งคือทางตะวันออกเฉียงเหนือ คือชุดของบ้านเชียง เนินอุโลก ข้อมูลนี้ทำให้เราเข้าใจว่าการเคลื่อนย้ายของคนเป็นเรื่องปกติและมีการผสมผสานมาอย่างต่อเนื่อง” ศาสตราจารย์ ดร.รัศมี กล่าว ก่อนขยายความต่อว่า

“ข้อมูลพวกนี้สำคัญมาก ทำให้เราขยายพรมแดนความรู้ประวัติศาสตร์ไทย ที่แต่เดิมเรามักจะมองตัวเราเป็นใหญ่ก็คือคนไทย แต่ตอนนี้เราอาจต้องตั้งหลักเพื่อมองการผสมผสานทางวัฒนธรรมอย่างเข้าใจ ทั้งในไทยและในภูมิภาค เช่น ทำไมจึงยังมีคนพูดภาษาไทยที่เวียดนามหรือที่รัฐอัสสัม ประเทศอินเดีย ตรงนี้จะนำมาสู่ความเข้าใจของเราในอนาคต”

การวิเคราะห์ดีเอ็นเอระดับจุลภาค ย้อนไปไกลถึง 1,700 ปี

ในฐานะนักพันธุศาสตร์ การศึกษาดีเอ็นเอคนปัจจุบันอาจไม่ใช่เรื่องยากนักเพราะมีลักษณะตัวอย่างที่สมบูรณ์ แต่การศึกษาดีเอ็นเอคนโบราณจากโครงกระดูกที่อยู่มานานกว่าพันปีย่อมไม่ใช่เรื่องง่าย การได้ตัวอย่างกระดูกที่สมบูรณ์จึงถือเป็นเรื่องน่าตื่นเต้นสำหรับการสกัดดีเอ็นเอของนักพันธุศาสตร์

รศ.ดร.วิภู กุตะนันท์ นักพันธุศาสตร์ อาจารย์ประจำคณะวิทยาศาสตร์ ม.นเรศวรร่วมกับเซลีนา คาร์ลฮอฟฟ์ และทีมนักวิจัย ใช้กระดูกหูและฟันทั้งหมด 64 ชิ้นในการศึกษาหาความลับของอดีต แบ่งเป็น กระดูกหูส่วน petrous จำนวน 42 ชิ้น และฟันจำนวน 22 ชิ้น ทั้งหมดมีอายุราว 1,600-1,700 ปีมาแล้ว ซึ่งได้จากพื้นที่อำเภอปางมะผ้า จ.แม่ฮ่องสอน และบ้านวังไฮ จ.ลำพูน โดยศึกษาในแล็บที่เยอรมนีที่มีห้องปฏิบัติการมิดชิด ป้องกันการปนเปื้อนได้ดี

“พอเราสกัดดีเอ็นเอออกมาได้ จะมีการประเมินว่าเป็นดีเอ็นเอของตัวอย่างโบราณนั้นจริงๆ ไหม เช่น ลักษณะของดีเอ็นโบราณต้องแตกหักเป็นเส้นเล็กๆ ต้องมีการเปลี่ยนโครงสร้างของเบส ดีเอ็นเอของคนโบราณจะมีรูปแบบแตกต่างจากดีเอ็นเอคนปัจจุบัน ถ้าคุณสมบัติตรงกับที่เราคาดหวัง ตัวอย่างนั้นก็ถือว่าผ่าน” รศ.ดร.วิภู เริ่มเล่าถึงขั้นตอนการสกัดดีเอ็นเอ

เมื่อได้ข้อมูลดีเอ็นเอออกมาในรูปแบบ ACTG พวกเขาจะแบ่งตัวอย่างที่ได้ออกเป็นสองส่วนคือดีเอ็นเอบนออโตโซม (ถ่ายทอดผ่านทั้งพ่อและแม่) และอีกส่วนคือดีเอ็นเอที่ถ่ายทอดผ่านเพศใดเพศหนึ่ง (ไมโทคอนเดรีย – ถ่ายทอดผ่านทางผู้หญิง / โครโมโซมวาย – ถ่ายทอดผ่านทางผู้ชาย) ซึ่งงานที่ตีพิมพ์ในวารสาร Nature Communications นี้ จะเน้นไปที่ออโตโซม ขณะที่ไมโทคอนเดรียและโครโมโซมวายกำลังอยู่ในขั้นตอนการศึกษาและรอการตีพิมพ์ต่อไปในอนาคต

“เราหาคู่ ACTG จำนวน 1,234,000 คู่เบส ซึ่งเยอะมาก ดังนั้นเราต้องใช้ซอฟต์แวร์จัดการข้อมูลและความรู้ทางพันธุศาสตร์ประชากร เพื่อประเมินว่าผลตรวจดีเอ็นเอโบราณเมื่อเปรียบเทียบกับดีเอ็นเอโบราณด้วยกันจากแหล่งอื่นๆ ทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีความสัมพันธ์อย่างไร และมีโครงสร้างอย่างไร รวมถึงมีการเปรียบเทียบกับดีเอ็นเอกับกลุ่มชาติพันธุ์ในปัจจุบันด้วย” รศ.ดร.วิภู กล่าว

ประเด็นสำคัญที่ทำให้งานค้นพบครั้งนี้น่าสนใจ คือถือเป็นผลงานชิ้นแรกในประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ได้ผลการหาดีเอ็นเอจากตัวอย่างโบราณที่สมบูรณ์ที่สุดทั้งทางด้านคุณภาพและจำนวน (33 ตัวอย่างในพื้นที่เดียว และค่าเฉลี่ยของข้อมูลดีเอ็นเออยู่ที่ 448,878 เบส) และนักวิจัยสามารถใช้เทคนิควิเคราะห์ความสัมพันธ์ทางเครือแบบ Identity by Descent (IBD) ซึ่งยังไม่เคยใช้ในงานทางพันธุศาสตร์ทางโบราณคดีมาก่อน

“หลักการของ IBD คือ เราจะดูช่วงหนึ่งของดีเอ็นเอ ถ้าเป็นญาติกันจะมีดีเอ็นเอช่วงนี้แมตช์กัน ถ้าเป็นญาติห่างๆ ช่วงนี้จะสั้นหน่อย แต่ถ้าเป็นญาติใกล้ชิดช่วงนี้จะยาว เช่น ถ้าเป็นพ่อแม่ลูก ช่วงนี้จะยาวมาก แต่ถ้าเป็นรุ่นทวดกับเหลน ช่วงนี้จะสั้น” รศ.ดร.วิภูอธิบาย ก่อนกล่าวต่อว่า “ต้องยอมรับว่าการศึกษาครั้งนี้เราได้ผลการศึกษาที่สมบูรณ์มาก จนสามารถประยุกต์เทคนิคนี้ใช้กับดีเอ็นเอของคนโบราณได้”

นอกจากศึกษาของคนในถ้ำเดียวกันแล้ว ยังมีการใช้เทคนิค IBD ในการประเมินความเกี่ยวข้องกันทางเครือญาติระหว่างถ้ำด้วย เช่น ถ้ำย่าป่าแหนสองกับถ้ำหม้อมูเซอ ความใกล้ชิดทางเครือญาติอยู่ในระดับ third degree relationship (ประมาณทวดกับเหลน) ส่วนระหว่างถ้ำย่าป่าแหนสองกับถ้ำลอด ความใกล้ชิดทางเครือญาติอยู่ในระดับ fifth degree relationship (ประมาณปู่ย่าตายายของทวดกับเหลน)

เมื่อได้ผลดีเอ็นเอโบราณออกมา ขั้นตอนต่อมาคือการนำไปเปรียบเทียบกับกลุ่มชาติพันธุ์ในปัจจุบัน โดยมีการใช้ความรู้ทางมนุษยศาสตร์ประชากรร่วมด้วย

“เราทดสอบจนมั่นใจ ได้ผลออกมาว่ากลุ่มชาติพันธุ์ที่มีดีเอ็นเอใกล้ที่สุดกับดีเอ็นเอโบราณที่ปางมะผ้าคือ ละว้าหรือลัวะ กะเหรี่ยงปาดอง และมอญ แต่ไม่ significant ดังนั้น แปลว่าในช่วงเวลา 1,700 ปีที่ผ่านมา เกิดการเคลื่อนย้ายของประชากรและมีการผสมผสานเยอะมาก จึงทำให้โครงสร้างของคนในปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปจากประชากรดั้งเดิม” รศ.ดร.วิภูกล่าวถึงผลการตรวจดีเอ็นเอ

“นอกจากนั้นพอเราศึกษาดีเอ็นเอของคนโบราณด้วยกัน เราก็นำดีเอ็นเอของคนโบราณจากทั่วเอเชียมาเปรียบเทียบ แล้วเราลองทำแบบจำลองเพื่อดูโครงสร้างทางพันธุกรรมของดีเอ็นเอของคนโบราณในปางมะผ้าว่ามีส่วนที่ได้รับจากประชากรโบราณในสมัยหินใหม่จากที่อื่นๆ ด้วยสัดส่วนเท่าไหร่” รศ.ดร.วิภูกล่าว

ผลวิจัยออกมาว่า คนโบราณที่ปางมะผ้าเกิดจากการผสมผสานพันธุกรรมจากสามแหล่ง

แหล่งแรก คนโบราณก่อนสมัยหินใหม่ ได้มา 13%

แหล่งที่สอง คนโบราณสมัยหินใหม่แถบลุ่มแม่น้ำเหลือง ได้มา 44%

แหล่งที่สาม คนโบราณสมัยหินใหม่แถบลุ่มแม่น้ำแยงซี 43%

เมื่อมีการนำข้อมูลที่ได้ไปเปรียบเทียบกับคนโบราณที่บ้านเชียงที่เคยมีการตีพิมพ์งานวิจัยมาก่อน พบว่า คนโบราณบ้านเชียงไม่ได้พันธุกรรมมาจากคนโบราณสมัยหินใหม่แถบลุ่มแม่น้ำเหลืองเลย แต่มีการผสมผสานพันธุกรรมจากสองแหล่งเท่านั้นคือ คนโบราณก่อนสมัยหินใหม่ 40% และคนโบราณสมัยหินใหม่ลุ่มแม่น้ำแยงซี 60%

“ข้อมูลเหล่านี้สะท้อนให้เราเห็นรูปแบบการอพยพของคนโบราณที่แตกต่างกันของสองฝั่ง” รศ.ดร.วิภูกล่าวสรุป

ไม่ใช่แค่รู้จักอดีต แต่รู้จักปัจจุบันและออกแบบอนาคตได้

การค้นหาอดีต สำคัญกับปัจจุบันหลายประการ อย่างแรกความรู้ด้านดีเอ็นเอจะส่งผลต่อการออกแบบการรักษาคนในปัจจุบัน โดยเฉพาะการรักษาโรคทางพันธุกรรม โดยการใช้ precision medicine ซึ่งรัฐบาลมีการทำโครงการ Genomics Thailand โครงการวิจัยด้านสุขภาพเพื่อรวบรวมและสร้างฐานข้อมูลพันธุกรรมขนาดใหญ่ของคนไทย โดยการหาลำดับเบสทั้งจีโนมของผู้ป่วยในหลายโรคที่เป็นโรคทางพันธุกรรม รวมถึงการหาดีเอ็นเอของกลุ่มชาติพันธุ์ในประเทศไทยเพื่อนำไปเปรียบเทียบเป็นฐานข้อมูลเพื่อประยุกต์เรื่อง precision medicine

“ในอนาคตเราอาจมีการรักษาในรูปแบบจำเพาะสำหรับคนที่มีดีเอ็นเอรูปแบบแตกต่างกันไป นี่คือสิ่งที่เราคาดว่าการตรวจดีเอ็นเอจะเป็นประโยชน์กับปัจจุบันได้ นอกเหนือจากการตามหาอดีต” รศ.ดร.วิภู กุตะนันท์ กล่าว

ทั้งนี้ ศ.ดร.รัศมี นักโบราณคดีก็เสริมว่า การค่อยๆ สะสมความรู้ตลอด 20 ปีที่ผ่านมา ช่วยให้เราเห็นประโยชน์ของดีเอ็นเอในด้านสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ด้วย ทำให้เราเข้าใจความหลากหลายทางชาติพันธุ์มากขึ้นว่ามีรากความเป็นมาอย่างไร

“ข้อมูลที่เรามีอาจช่วยให้เกิดประวัติศาสตร์กระแสรอง คือประวัติศาสตร์ชาติพันธุ์ในอนาคต ตอนนี้เริ่มมีโบราณคดีชาติพันธุ์เกิดขึ้น แต่ถ้าเรามีประวัติศาสตร์ชาติพันธุ์ เชื่อว่าประเทศไทยจะยอมรับความแตกต่างหลากหลายมากขึ้น เพราะฉะนั้นคุณูปการในส่วนนี้ เราอยากทำให้เห็นว่างานด้านนี้สามารถให้แง่มุมและฐานข้อมูลที่เป็นประโยชน์กับประเทศไทย และเราอาจนำร่องให้พี่น้องเพื่อนบ้านของเราในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้วย ถ้าเราอยากให้บ้านเมืองมีสันติสุข อาจต้องมามองกันอย่างเคารพในอนาคต” ศ.ดร.รัศมีกล่าวสรุป

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...