“ธปท.” ดันกองทุนค้ำประกัน “เอสเอ็มอี” 1 แสนลบ. หวังฟื้นภาคธุรกิจ-เศรษฐกิจไทย
ข่าวหุ้นธุรกิจ
อัพเดต 23 พ.ย. 2568 เวลา 02.53 น. • เผยแพร่ 23 พ.ย. 2568 เวลา 02.51 น. • ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ธนาคารแห่งประเทศไทยอยู่ระหว่างการหารือร่วมกับกระทรวงการคลังและสมาคมธนาคารไทย เพื่อเร่งผลักดันมาตรการสนับสนุนการปล่อยสินเชื่อใหม่ให้แก่ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อมผ่านโครงการค้ำประกันสินเชื่อเอสเอ็มอี หลังพบว่าสินเชื่อในกลุ่มนี้หดตัวต่อเนื่องยาวนานถึง 13 ไตรมาส เนื่องจากสถาบันการเงินมีความระมัดระวังมากขึ้นจากต้นทุนความเสี่ยงด้านเครดิตที่เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งหากสถานการณ์ยังคงยืดเยื้อ อาจกระทบต่อศักยภาพการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยในระยะยาว
โดยโครงการค้ำประกันสินเชื่อดังกล่าวมีเป้าหมายจัดตั้งกองทุนเพื่อทำหน้าที่เป็นกลไกค้ำประกันให้กับผู้ประกอบการเอสเอ็มอี บรรเทาความเสี่ยงด้านเครดิตของสถาบันการเงิน โดยตั้งเป้าวงเงินสินเชื่อรวมราว 1 แสนล้านบาท และเตรียมใช้เม็ดเงินที่เหลือจากกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินเป็นแหล่งรองรับ วงเงินปล่อยกู้ต่อรายคาดอยู่ที่ 50-100 ล้านบาท โดยกองทุนจะช่วยรับความเสี่ยงแทนธนาคารราว 10-30% ทั้งในกลุ่มที่มีหลักทรัพย์ค้ำประกันและไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน กระบวนการออกแบบให้มีขั้นตอนง่าย ไม่ซับซ้อน เพื่อให้สถาบันการเงินสามารถปล่อยสินเชื่อใหม่ได้อย่างคล่องตัวมากขึ้น
สำหรับกลุ่มเป้าหมายของโครงการสอดคล้องกับแนวทาง Reinvent Thailand และกลุ่มธุรกิจที่มีศักยภาพในการปรับตัว รวมถึงกลุ่มที่สร้างมูลค่าเพิ่มให้เศรษฐกิจไทยในระยะยาว เช่น ธุรกิจปรับตัวด้านสิ่งแวดล้อม ธุรกิจใช้วัตถุดิบท้องถิ่น ตลอดจนกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีความสามารถแข่งขันสูง ได้แก่ อาหารแปรรูป เกษตรแปรรูป และธุรกิจด้านสุขภาพ (Wellness) ทั้งนี้ การหารืออยู่ระหว่างจัดทำรายละเอียด คาดได้ข้อสรุปภายในปี 2568 และสามารถเริ่มดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรมในปี 2569
โดยผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยยังกล่าวถึงข้อเสนอให้ใช้มาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณว่า สำหรับประเทศไทย มาตรการดังกล่าวอาจให้ผลจำกัด เนื่องจากวัตถุประสงค์หลักของ QE คือการลดอัตราดอกเบี้ยพันธบัตรระยะยาวเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านตลาดเงิน แต่บริบทเศรษฐกิจไทยจะเห็นผลได้ก็ต่อเมื่อภาคการเงินขยายสินเชื่อให้ภาคธุรกิจเพิ่มขึ้น ดังนั้น การผลักดันกองทุนค้ำประกันสินเชื่อเอสเอ็มอีจึงเป็นแนวทางสำคัญที่ช่วยให้สถาบันการเงินกล้าปล่อยกู้มากขึ้น และผลักดันเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพกว่า