โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

น้ำท่วมไทยไม่ใช่ภัยธรรมชาติ แต่คือผลลัพธ์การเมือง–ผังเมืองที่ล้มเหลว การตัดสินใจไร้ทิศทางสร้างหายนะซ้ำซากทุกปี สะท้อนการเมืองที่ไม่เคยคิดจริงจังเรื่องน้ำและผังเมือง

THE STATES TIMES

อัพเดต 23 พ.ย. 2568 เวลา 03.39 น. • เผยแพร่ 23 พ.ย. 2568 เวลา 07.30 น. • Hard News Team

ประเทศนี้เกิดมาอยู่ในที่ลุ่ม แต่ความเสียหายซ้ำซากทุกปี ไม่ได้มาจากฝนบนฟ้าเท่าไร แต่อยู่ที่การตัดสินใจบนโต๊ะประชุมและในสภา

ทุกครั้งที่ฝนเริ่มตกหนัก ภาพที่คนไทยเตรียมใจกันไว้ไม่ใช่ “สายรุ้งหลังฝน” แต่คือรูปถนนกลายเป็นคลอง รถติดเป็นก้อนยาว บ้านเรือนจมน้ำ โรงเรียนปิดเรียน ชาวบ้านร้องไห้กลางสายน้ำ และดราม่าถามหาคนรับผิดชอบที่วนกลับมาซ้ำ ๆ
คำถามยอดฮิตมักตามมาเหมือนสคริปต์เดิม
“ทำไมประเทศไทยแก้น้ำท่วมไม่ได้สักที?”
แต่ถ้ามองให้ลึกกว่านั้น คำถามที่ตรงกว่าก็คือ
“ทำไมน้ำท่วมไทยถึงกลายเป็นหายนะซ้ำซาก ทั้งที่รู้อยู่แก่ใจว่าประเทศเราอยู่ในที่ลุ่ม?”
คำตอบหนึ่งที่เราต้องกล้าพูดตรง ๆ คือ
น้ำที่ท่วมเราไม่ใช่ “ภัยธรรมชาติ” เพียงอย่างเดียว
แต่มันคือ “ผลลัพธ์ของผังเมืองและการเมืองไทย”
ที่เลือกจะวางเมือง วางถนน วางเขื่อน วางงบ และวางอำนาจ
โดยไม่เคารพธรรมชาติของน้ำเท่าที่ควร
--------------------------------------------------
ประเทศไทยเกิดมา “อยู่ในที่ลุ่ม” โดยธรรมชาติ
--------------------------------------------------
ถ้าดูจากแผนที่ภูมิประเทศ จะเห็นชัดว่า
ภาคกลางของไทยคือที่ราบลุ่มขนาดใหญ่ของแม่น้ำเจ้าพระยา
ที่น้ำจากภูเขาภาคเหนือและที่ราบสูงภาคอีสาน ไหลลงสู่อ่าวไทย
น้ำที่ตกจากภูเขาและที่ราบสูงเหล่านั้นไม่ได้หายไปไหน
มันไหลลงมารวมกันที่ตอนล่างของลุ่มน้ำ
ก่อนจะออกทะเลผ่านพื้นที่ที่เราเรียกว่า
“อู่ข้าวอู่น้ำ” – ซึ่งจริง ๆ แล้วคือ “อ่างเก็บน้ำธรรมชาติ” ขนาดมหึมาของภูมิภาคนี้
ตามธรรมชาติ น้ำหลากที่เอ่อท่วมพื้นที่ลุ่มต่ำ
ไม่ใช่ภัยพิบัติในตัวของมันเอง
แต่เป็นส่วนหนึ่งของวงจรระบบนิเวศ
ช่วยเติมน้ำใต้ดิน เลี้ยงเกษตร และรักษาสมดุลของลุ่มน้ำ
พูดง่าย ๆ คือ
ประเทศไทยไม่เคยถูกออกแบบโดยธรรมชาติให้ “ไม่ท่วม” อยู่แล้ว
สิ่งที่มนุษย์ทำได้จึงไม่ใช่การสั่งให้ฝนหยุด
แต่คือการจัดการว่า
- น้ำจะไปท่วมตรงไหน
- ท่วมนานแค่ไหน
- และคน–เมือง–เศรษฐกิจจะเสียหายมากน้อยเพียงใด
--------------------------------------------------
จากทุ่งรับน้ำ–คลองคดเคี้ยว สู่เมืองปูนที่น้ำไม่มีที่ไป
--------------------------------------------------

ปัญหาคือ ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา
เราตัดสินใจ “พัฒนา” เมืองและเศรษฐกิจ
ด้วยการเอาทุกอย่างไปสร้างทับทางน้ำของธรรมชาติเอง
ทุ่งนา ทุ่งหญ้า ป่าบุ่งป่าทาม และพื้นที่ชุ่มน้ำ
ที่เคยทำหน้าที่เป็น “ทุ่งรับน้ำ” ตามฤดูกาล
ถูกเปลี่ยนเป็นหมู่บ้านจัดสรร คอนโด นิคมอุตสาหกรรม
ศูนย์กระจายสินค้า และถนนวงแหวนรอบเมือง
คลองสายเล็กสายย่อยที่เคยเป็นทั้ง “ทางน้ำ” และ “ทางสัญจร”
ถูกถมกลายเป็นถนน ซอย หรืออาคารพาณิชย์
เมืองจึงกลายเป็นผืนปูนขนาดใหญ่
ที่น้ำซึมลงดินไม่ได้ ต้องไหลไปตามถนน
เพื่อเข้าท่อระบายน้ำที่เล็กกว่าปริมาณน้ำจริงหลายเท่า
ในขณะเดียวกัน กรุงเทพฯ และปริมณฑล
ก็ถูกสร้างขึ้นบน “ดินดึงเดลต้า” ที่สูงจากระดับน้ำทะเลไม่มาก
แถมยังทรุดตัวลงเรื่อย ๆ จากทั้งน้ำหนักอาคารและการใช้น้ำใต้ดินในอดีต
ขณะที่ระดับน้ำทะเลก็เพิ่มขึ้นจากภาวะโลกร้อน
บนหัวของเรายังมี “ฝนยุคใหม่”
ฝนที่เทลงมาเป็นก้อนใหญ่ในเวลาสั้น ๆ
ลักษณะ “ตกวันเดียวเท่าฝนทั้งเดือน”
ซึ่งเริ่มเป็นเรื่องปกติในยุค climate change
สรุปสั้น ๆ คือ
เราอยู่ในที่ลุ่ม – เมืองทรุด – ทะเลหนุน – ฝนแรงขึ้น
แล้วเราเลือกจะเทปูนทับเกือบทุกพื้นที่ที่น้ำควรจะไป
เมื่อธรรมชาติถูกบีบจนไม่มีที่ไหล
น้ำท่วมที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่แค่ฝนตกหนัก
แต่กลายเป็น “ผลลัพธ์โดยตรง” ของการตัดสินใจเชิงผังเมืองของเราเอง
--------------------------------------------------
โครงสร้างน้ำไทย: แบ่งหน่วยงาน แต่ไม่แบ่งความรับผิดชอบ
--------------------------------------------------
อีกชั้นหนึ่งที่ทำให้ปัญหาน้ำท่วมไทยหนักขึ้น
คือโครงสร้างการบริหารจัดการน้ำ ที่แยกส่วนจนขาดเอกภาพ
.
ลุ่มน้ำเดียวกัน แต่มีหลายหน่วยงานรับผิดชอบคนละช่วง
ตั้งแต่กรมชลประทาน หน่วยท้องถิ่น อปท. ไปจนถึงหน่วยงานเฉพาะกิจ
น้ำไม่ได้ไหลตาม “เขตจังหวัด” หรือ “เขตการปกครอง”
แต่นโยบาย งบประมาณ และอำนาจตัดสินใจกลับถูกแบ่งตามเส้นเหล่านั้น
เคสปี 2554 คือบทเรียนใหญ่
ที่สะท้อนให้เห็นว่าการไม่มี “สมองกลางของลุ่มน้ำ”
ซึ่งทุกหน่วยงานเชื่อฟัง ทำให้การตัดสินใจปล่อย–กักน้ำ
เต็มไปด้วยความลังเล ความกลัวกระทบการเมือง
และการโทษกันไปมา
เมื่อผูกเข้ากับวัฒนธรรมการเมืองแบบรัฐบาลสั้น
โครงการจัดการน้ำที่ต้องใช้เวลาก่อสร้างและดูผลจริง 10–20 ปี
จึงมักถูกเลื่อน ปรับแบบ เปลี่ยนชื่อ หรือเริ่มใหม่ซ้ำ ๆ
ตามชุดรัฐบาลและรัฐมนตรีที่เปลี่ยนไป
พูดให้แรงขึ้นอีกหน่อยได้ว่า
น้ำท่วมไทยวันนี้ ไม่ใช่แค่เรื่อง “ธรรมชาติเอาคืน”
แต่มันคือผลสะสมจาก “การเมืองที่ไม่เคยคิดเรื่องน้ำแบบระยะยาวจริง ๆ”
--------------------------------------------------
ถึงเวลายอมรับว่า “กันไม่ท่วม 100%” ทำได้ยาก แต่ต้อง “ไม่พังซ้ำแบบเดิม”
--------------------------------------------------
ในหลายเมืองใหญ่ทั่วโลก
เริ่มไม่มีใครพูดคำว่า “ป้องกันน้ำท่วม 100%” อย่างจริงจังแล้ว
เพราะรู้ว่าภายใต้ climate change และเมืองขยายตัว
การพยายามกันน้ำแบบเบ็ดเสร็จ คือฝันที่แพงและเสี่ยงจะล้มเหลวครั้งใหญ่ในวันหนึ่ง
แนวคิดใหม่ที่เมืองเหล่านั้นใช้คือ
“อยู่กับน้ำ” (Living with Water)
ยอมรับว่าน้ำจะท่วมบ้างในบางช่วง บางพื้นที่
แต่ต้องออกแบบให้
- ท่วมช้าลง
- ท่วมแคบลง
- ท่วมนานน้อยลง
- และฟื้นตัวเร็วขึ้น
กรุงเทพฯ เองก็เริ่มพูดถึงแนวคิดนี้
ผ่านแผนยุทธศาสตร์ด้านความยั่งยืนและความทนทานของเมือง
รวมถึงโครงการสวนลุ่มน้ำ สวนเบญจกิติ คลองโอ่งอ่าง ฯลฯ
ที่พยายามใช้ “พื้นที่สีเขียว–น้ำ” มาช่วยหน่วงน้ำ
ไม่ใช่เทปูนขยายถนนอย่างเดียว
ที่น่าสนใจคือ
แนวคิด “อยู่กับน้ำ” ไม่ได้เป็นของฝรั่งเท่านั้น
แต่คือสิ่งที่บรรพบุรุษคนไทยเคยทำมาแล้ว
เรือนไทยใต้ถุนสูง
ชุมชนริมคลองที่ใช้เรือสัญจร
พื้นที่ลุ่มที่ปล่อยให้ท่วมตามฤดูกาล
ทั้งหมดนี้คือภูมิปัญญาดั้งเดิมในการอยู่ร่วมกับน้ำ
โดยไม่ฝืนธรรมชาติจนเกินไป
วันนี้มีทั้งงานวิจัยและโครงการนำร่องเรื่อง
“บ้านลอยน้ำ” “บ้านยก–เลื่อนระดับได้ตามน้ำ”
ที่พยายามต่อยอดภูมิปัญญาเก่าเข้ากับเทคโนโลยีใหม่
เพื่อช่วยให้ชุมชนลุ่มน้ำไม่ต้องย้ายถิ่นทุกครั้งที่น้ำมา
คำถามคือ
เราพร้อมแค่ไหนที่จะสนับสนุนให้แนวคิดแบบนี้กลายเป็น “นโยบายจริง”
ไม่ใช่แค่โครงการนำร่องโชว์รูปสวย ๆ บนสไลด์?
--------------------------------------------------
ถ้าอยากหนี “หายนะจากน้ำท่วม” ต้องกล้าปรับ 3 เรื่องใหญ่
--------------------------------------------------
1) ยอมรับอย่างเป็นทางการว่า “ตรงไหนต้องยอมให้ท่วม”
ประเทศลุ่มน้ำอย่างไทยไม่มีทางกันน้ำไว้ได้ทุกที่พร้อมกัน
สิ่งที่ต้องมีก็คือผังลุ่มน้ำที่กำหนดชัดเจนว่า
- พื้นที่ใดคือ “ทุ่งรับน้ำ” (flood retention)
- พื้นที่ใดคือ “เขตเศรษฐกิจสำคัญ” ที่ต้องปกป้องเป็นพิเศษ
และต้องกล้าคุยเรื่องเครื่องมือจริง ๆ เช่น
- กฎหมายผังเมืองที่ชัดเจนและไม่ถูกง้อปรับตามแรงกดดันทางการเมืองง่าย ๆ
- ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่ช่วยจูงใจไม่ให้รุกล้ำพื้นที่รับน้ำ
- ระบบชดเชยเจ้าของที่ดินหรือชุมชนที่ต้องเสียสละเป็นทุ่งรับน้ำ
ถ้าไม่กล้าตัดสินใจเชิงพื้นที่ตั้งแต่วันนี้
วันหน้าเราจะต้องจ่ายค่าเสียหายหลังน้ำท่วมแพงกว่าการยอมชดเชยล่วงหน้าหลายเท่า
2) ลงทุนในโครงสร้าง “เขียว–น้ำ” ไม่ใช่ปูนอย่างเดียว
เมืองที่รอดจากน้ำท่วมไม่ได้มีแค่เขื่อนและท่อระบายน้ำ
แต่มีทั้ง
- สวนสาธารณะลุ่มรับน้ำ
- คลองที่ขุด–ฟื้นให้ไหลได้จริง (ไม่ใช่แค่ปรับภูมิทัศน์ริมคลอง)
- แก้มลิงและพื้นที่ชะลอน้ำ ที่ออกแบบให้ท่วมชั่วคราวได้อย่างปลอดภัย
โครงสร้างแบบนี้เรียกรวม ๆ ว่า “Green–Blue Infrastructure”
คือใช้ธรรมชาติและพื้นที่สีเขียว–น้ำ
มาทำงานร่วมกับโครงสร้างปูนและเหล็ก
ถ้าเราเทงบไปกับถนนเพิ่ม ท่อเพิ่ม เขื่อนเพิ่มเพียงอย่างเดียว
โดยไม่คืนพื้นที่ให้ธรรมชาติ
สุดท้ายเราก็จะกลับมาที่จุดเดิม
แค่เปลี่ยนจากน้ำท่วมทุ่ง เป็นน้ำท่วมเมืองที่มีมูลค่าทรัพย์สินสูงกว่าเดิม
3) ทำให้คน “พร้อมรับมือ” มากกว่าพร้อม “บ่นตอนเกิดเหตุ”
น้ำท่วมจะไม่กลายเป็นหายนะ
ถ้าคนรู้ล่วงหน้าและเตรียมตัวได้ทัน

- ระบบเตือนภัยต้องบอกได้มากกว่าคำว่า “โปรดเฝ้าระวัง”
แต่ควรบอกให้ชัดว่า
“อีกกี่วันน้ำจะมาถึงระดับไหน และควรทำอะไร”
- แผนอพยพระดับชุมชนต้องซ้อมจริง
มีจุดปลอดภัย มีเส้นทางที่คนจำได้และเข้าถึงได้
- บ้าน ร้าน และโรงงานควรได้รับการสนับสนุนให้ปรับตัว เช่น
ยกตู้ไฟ ยกเครื่องจักร
ออกแบบชั้นล่างให้เป็นพื้นที่ที่เปียกได้โดยไม่เสียหายหนัก
แล้วเก็บของสำคัญบนที่สูง
เมื่อรัฐ ท้องถิ่น ชุมชน และภาคธุรกิจ
รู้บทบาทของตัวเองตั้งแต่ก่อนน้ำมา
ความเสียหายก็จะลดลงมหาศาล แม้น้ำจะมากเท่าเดิม
--------------------------------------------------
น้ำท่วมไม่ใช่ศัตรู แต่ “ความไม่กล้าตัดสินใจ” ต่างหากที่เป็นปัญหา
--------------------------------------------------
สุดท้าย เราอาจต้องยอมรับความจริงข้อหนึ่งก่อนจะเริ่มต้นใหม่อย่างจริงจัง
ไทยไม่มีวันหนีน้ำท่วมได้
แต่ไทยเลือกได้ว่าจะ
“โดนน้ำท่วมแล้วพังซ้ำทุกปี”
หรือ “โดนน้ำท่วมแบบที่เรายังยืนอยู่ได้”
น้ำท่วมไม่ใช่ศัตรูโดยตัวมันเอง
ธรรมชาติมีหน้าที่เอาน้ำลงจากภูเขาไปสู่ทะเล
ศัตรูตัวจริง อาจเป็นความไม่ต่อเนื่องของนโยบาย
การเมืองระยะสั้นที่มองแค่ไม่กี่ปีข้างหน้า
และการตัดสินใจเชิงผังเมืองที่ไม่กล้ายอมรับความจริงเรื่องน้ำตั้งแต่แรก
ถ้าเรากล้าปรับผังเมือง
กล้าลงทุนระยะยาว
และกล้าดึงภูมิปัญญา “อยู่กับน้ำ” ของคนไทยรุ่นก่อน
มาผสมกับเทคโนโลยียุคใหม่อย่างจริงจัง
ประเทศไทยอาจไม่ใช่ประเทศที่ “ไม่มีน้ำท่วม”
แต่จะกลายเป็นประเทศที่ “ไม่มีใครต้องพังเพราะน้ำท่วมอีกต่อไป”
มากกว่าเดิมอย่างแน่นอน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...