โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

จากทางผ่านสู่หัวเมืองภาคเหนือ ‘ลำพูน’ ทำยังไงให้กลายเป็น ‘เมืองตั้งใจพัฒนา’

Capital

อัพเดต 6 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 6 ชั่วโมงที่ผ่านมา • Insight

‘ลำพูน’ จังหวัดที่อดีตเคยมองว่าเป็นแค่ทางผ่านไปสู่หัวเมืองภาคเหนืออย่างเชียงใหม่ ทว่าพักหลังกลับพัฒนาจนกลายเป็นอีกหนึ่งเมืองท่องเที่ยวและเมืองเศรษฐกิจของประเทศไทย ที่หลายคนเตรียมแพ็กกระเป๋าไปเยือนสักครั้ง บ้างเตรียมจับจองลงทุนซื้อพื้นที่ที่ยังว่างอยู่

สายไฟฟ้าลงดิน ถนนราบเรียบ มาสคอตสุดน่ารัก ฯลฯ เราชวนหาคำตอบว่า วิธีคิดและปัจจัยใดบ้างที่ทำให้ลำพูนกลายเป็น ‘เมืองตั้งใจพัฒนา’ ที่มีดีทั้งในแง่เศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตคนท้องถิ่น ใน Recap ตอนนี้

อดีตเมืองเก่าแก่ที่เปลี่ยนผ่านสู่นิคมอุตสาหกรรมสำคัญทางภาคเหนือ

ในอดีตเมื่อพูดถึงลำพูน ภาพแรกที่ผุดขึ้นมาในหัวคือบรรยากาศแมกไม้ธรรมชาติสุดสโลว์ไลฟ์ สวนลำไยของชาวบ้าน หรือสถานที่ท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์อย่างวัดพระธาตุหริภุญชัย วรมหาวิหาร, โบราณสถานกู่ช้าง กู่ม้า หรืออนุสาวรีย์พระนางจามเทวี จนกระทั่งในปี 2526 ได้เกิดจุดเปลี่ยนแรก เมื่อการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) ได้เลือกลำพูนเป็นพื้นที่จัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมภาคเหนือ ตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 4 (พ.ศ. 2520-2524) โดยมีจุดประสงค์เพื่อพัฒนาบรรดาเมืองรองของภูมิภาคต่างๆ ด้วยงบประมาณ 438 ล้านบาท

จากนโยบายดังกล่าวรัฐบาลในยุคนั้นใช้เวลา 2 ปี ในการพัฒนาลำพูนให้กลายเป็นนิคมอุตสาหกรรมเต็มตัว โดยในช่วงแรกเน้นไปที่อุตสาหกรรมเพาะปลูกและแปรรูปผลผลิตทางการเกษตร จากการที่มีทรัพยากรและแรงงานที่เชี่ยวชาญเป็นทุนเดิม

กระทั่งในดือนกันยายน ปี 2528 สหรัฐฯ ประกาศข้อตกลง Plaza Accord ร่วมกันในกลุ่มประเทศ G5 ด้วยการลดค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มค่าเงินเยนและเงินมาร์ก เพื่อช่วยเหลือสหรัฐฯ ที่กำลังประสบปัญหาภาวะขาดดุลการค้าอย่างหนัก เหตุดังกล่าวทำให้ญี่ปุ่นเผชิญกับวิกฤตฟองสบู่แตกฉับพลัน เศรษฐกิจฝืดเคือง นั่นทำให้บรรดาบริษัทญี่ปุ่นตัดสินใจมองหาฐานการผลิตใหม่นอกประเทศที่มีความเสี่ยงในการลงทุนน้อย

ในช่วงเวลาดังกล่าวมีบริษัทจากญี่ปุ่น โดยเฉพาะประเภทอิเล็กทรอนิกส์ ทยอยเข้ามาลงทุนตั้งถิ่นฐานในเมืองหละปูน อาทิ Murata Electronics ก่อนจะมีบริษัทจากฟากยุโรปที่เข้ามาตั้งโรงงานผลิตจิวเวลรีส่งผลให้ตัวเลข GPP ของจังหวัดมากกว่า 50% มาจากภาคอุตสาหกรรม

ถึงเวลาพัฒนาสู่การเป็น Smart City

แม้จะถูกยกให้เป็นเมืองที่มี GPP สูงที่สุดในภาคเหนือ โดยมีแนวโน้มการเติบโตเฉลี่ยอยู่ที่ 86,800-91,500 ล้านบาทต่อปี แต่สิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้คือภาพรวมของลำพูนยังดูไม่ทันสมัยเท่าเชียงใหม่ ซึ่งเป็นเมืองท่องเที่ยวสำคัญ ถนนยังเป็นหลุมบ่อ ปัญหาขยะและของเสีย ไปจนถึงการเดินทางที่ลำบาก

กระทั่งปี 2563 เป็นต้นมาหลายคนหันกลับมาสนใจเมืองเก่าแก่นี้อีกครั้ง จากการที่จังหวัดมีการขานรับแนวคิด ‘Bio-Circular-Green Economy Model’ (BCG) หรือโมเดลการพัฒนาด้านเศรษฐกิจควบคู่กับการรักษาสมดุลสิ่งแวดล้อม เพื่อให้เกิดความยั่งยืนในระยะยาว ในเว็บไซต์ของ สอวช. (สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ) ระบุว่า แนวคิดดังกล่าวคือหนึ่งในแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (พ.ศ. 2561-2580) และแผนพัฒนาสังคมและเศรษฐกิจแห่งชาติ ฉบับที่ 13

สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (DEPA) ยังร่วมกับ อบจ.ลำพูน วางแผนขับเคลื่อน ‘Smart Economy’ โครงการพัฒนาเมืองอัจฉริยะด้านการท่องเที่ยวและความปลอดภัยชุมชน ในกลุ่ม Northern Smart City นั่นคือ เชียงใหม่, ลำพูน และลำปาง

ถามว่านับตั้งแต่ปี 2563 ลำพูนถูกพัฒนาต่อยังไงบ้างหลังมีนโยบายข้างต้นเข้ามาเกี่ยวข้อง?

อย่างแรกคือเรื่องของโครงสร้างพื้นฐานของเมือง เช่น สายไฟและสายสื่อสารที่ดำเนินการนำลงดิน (เป็นการทำต่อเนื่องตลอด 10 ปีที่ผ่านมา) ซึ่งปัจจุบันถูกนำลงดินไปแล้ว 8 กิโลเมตร, ถนนสายหลักและสายรองสำคัญในลำพูนที่ก่อสร้างเสร็จไปแล้ว 80% อาทิ สาย 106 (ป่าซาง-ลี้) ที่ได้รับการพัฒนาเป็น 4 เลน

ส่วนปัญหาขนส่งสาธารณะที่มีการร้องเรียน ทาง อบจ.ลำพูนได้ทดลองนำ ‘Lamphun EV Shuttle Bus’ รถบัสไฟฟ้าสำหรับรับ-ส่งประชาชนและนักท่องเที่ยว โดยมีเส้นทางหลัก 3 สายคือ สายเมืองเก่า สายนิคม และสายมุ่งสู่ท่าอากาศยานเชียงใหม่ รวมไปถึงการติดต่อกับAnywheel บริษัทผู้ให้บริการจักรยานสาธารณะจากสิงคโปร์ โดยนำร่องให้บริการตามจุดท่องเที่ยวสำคัญ เช่น สวนม่วนใจ๋, ประตูท่านาง, อนุสาวรีย์พระนางจามเทวี และสถานีรถไฟลำพูน เพื่อแก้ปัญหารถติดโดยเฉพาะในช่วงหน้าเทศกาลที่มีนักท่องเที่ยวเยอะ

และที่สำคัญคือการเป็นต้นแบบ ‘จังหวัดสะอาด’ อันดับ 1 ของประเทศ ผ่านนโยบาย ‘ลำพูนเมืองสะอาด’ ที่ทาง อบจ.รณรงค์ให้ชาวหละปูนหันมาจัดการขยะอย่างเป็นระบบและงดการใช้พลาสติก เช่น นโยบาย ‘ถังขยะเปียกลดโลกร้อน’ ที่ส่งเสริมให้ครัวเรือนคัดแยกขยะอาหาร โดยมีหน่วยงานภายนอกรับรองเรื่องคาร์บอนเครดิต, นโยบาย ‘คนลำพูนร่วมใจ’ จัดตั้งธนาคารขยะในโรงเรียนและชุมชน เปิดให้รับฝากและขายขยะรีไซเคิลแบบเดียวกับระบบธนาคารทั่วไป เพื่อสร้างรายได้และสวัสดิการในชุมชน นอกจากนี้ในส่วนของขยะจากนิคมอุตสาหกรรมยังมีการพัฒนาซอฟแวร์ควบคุมการลักลอบทิ้งขยะอันตราย และใช้ระบบ oxidation pond ระบบบ่อบำบัดน้ำเสียกำจัดสารอินทรีย์

อบจ.ลำพูนยังนำนวัตกรรม ‘โดรนเทอร์มอล’ (Thermal Drone) ตรวจจับความร้อน สำหรับชี้พิกัดจุดเกิดไฟป่า พร้อมควบคุมกับการรณรงค์ให้ชาวบ้านงดเผาป่า รวมไปถึงร่วมกับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) สร้างชุมชนต้นแบบที่ใช้พลังงานไฟฟ้าจากโซลาร์รูฟท็อป โดย กฟภ.ยังรับซื้อไฟฟ้าส่วนเกินในราคา 2.2 บาทต่อหน่วย

สร้างอัตลักษณ์ให้ท้องถิ่นผ่านมาสคอต ‘ขันโต๊ก’ น้องไก่สุดน่ารัก

อีกหนึ่งความน่าสนใจของจังหวัดลำพูนคือการสร้างอัตลักษณ์ให้แก่จังหวัดด้วยมาสคอต ‘น้องขันโต๊ก’ ที่หยิบลักษณะของ ‘ไก่เหลาป่าก๋อย’ ไก่ชนสายพันธุ์ดังจากจังหวัดลำพูน ผสมผสานกับความเชื่อเรื่องปีนักษัตรประจำของพระธาตุหริภุญชัย มาเป็นตัวแทนพรีเซนต์โครงการและอีเวนต์ของจังหวัด รวมถึงปรากฏตัวบนของที่ระลึกจังหวัด

ซึ่งชื่อขันโต๊กมาจากคำว่า ‘ขันโตก’ ภาชนะวางอาหารของภาคเหนือ ซึ่งสอดคล้องกับโครงการช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและส่งเสริมการท่องเที่ยวในพื้นที่จังหวัดลำพูน ผ่าน ‘โต๊กเค่น’ หรือโทเคนที่นักท่องเที่ยวสามารถสะสมจากร้านค้าท้องถิ่นที่เข้าร่วมโครงการราว 140 ร้านค้า เพื่อนำไปแลกสิทธิประโยชน์ในการซื้อครั้งถัดไป รวมมูลค่า 2 ล้านบาท

การสร้างมาสคอตแบบนี้เองทำให้นักท่องเที่ยวรู้สึกจับต้องจังหวัดได้ง่ายขึ้น และเปิดประตูสู่การเป็นที่ท่องเที่ยวไวรัล เหมือนที่จังหวัดสมุทรสงครามมีน้องปาป้าทูทู่ หรือคุมะมง ของจังหวัดคุมาโมโตะ ประเทศญี่ปุ่น เป็นทูตในการสื่อสารกิจกรรม จนท้องถิ่นรู้สึกผูกพันเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน

ถึงตรงนี้เป็นเพียงการยกตัวอย่างการเป็นเมืองตั้งใจพัฒนาของลำพูน ที่ไม่ได้ขึ้นกับนักการเมืองจากพรรคใดพรรคหนึ่งหรือองค์กรใดองค์กรหนึ่ง แต่เกิดจากความตั้งใจของทุกภาคส่วนที่ร่วมใจก่ออิฐทีละก้อนจนกลายเป็นเมืองที่แข็งแรง โดยมี ‘นโยบาย’ ที่ปรับเปลี่ยนไปตามบริบทยุคสมัย เป็นเสมือนหางเสือขับเคลื่อนจังหวัด ซึ่งอาจเป็นโมเดลต้นแบบให้จังหวัดอื่นได้ทำตามหากประสบความสำเร็จ

อนาคตลำพูนยังมีโอกาสเติบโตได้มากกว่าที่เป็นอยู่ จากการที่บริษัทต่างชาติเข้ามาลงทุนในนิคมอยู่ตลอด โดยเฉพาะในยุคที่อุตสาหกรรมอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์มีการแข่งขันสูง ทั้งยังถูกบรรจุเป็นหนึ่งในเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคเหนือ (NEC: Northern Economic Corridor) ร่วมกับเชียงใหม่ เชียงราย และลำปาง ต้องมาดูกันต่อว่าจังหวัดจะรักษามาตรฐานที่เป็นอยู่แบบนี้ได้ต่อไปมากน้อยแค่ไหน

ที่มา

lamphun.go.th

nrie.ieat.go.th

bcg.in.th/news/lamphun-province-organizes-a-discussion-on-the-topic-the-future-of-lamphun-and-the-drive-for-the-northern-special-economic-corridor

nxpo.or.th

lamphun.nso.go.th/lamphun/images/infographic/nofrom63.pdf

depa.or.th/th/article-view/20201103_06

facebook.com/share/p/1Bs5qtrp89

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...