โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ITC เปิดเกมรุกปี 69 ดันยอดขายพุ่ง 12% ทุ่มงบ 1 พันล้านสร้างคลังอัตโนมัติ

ข่าวหุ้นธุรกิจ

อัพเดต 09 มี.ค. เวลา 09.44 น. • เผยแพร่ 10 มี.ค. เวลา 02.00 น. • ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์

นางพิมพ์พัทธ อินวะษา หัวหน้าฝ่ายนักลงทุนสัมพันธ์ บริษัท ไอ-เทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ITC เปิดเผยข้อมูลภาพรวมธุรกิจของบริษัทผ่านงาน Opportunity Day จัดโดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ในวันที่ 9 มีนาคม 2569 ว่า แม้ประเทศไทยจะเผชิญผลกระทบจากกำแพงภาษี (Tariff) ของสหรัฐอเมริกาที่ระดับ 19% แต่การส่งออกอาหารสัตว์เลี้ยงของไทยเข้าสู่ตลาดสหรัฐฯ ในช่วงเดือนมกราคมถึงตุลาคม ปี 2568 ยังคงเติบโตอย่างแข็งแกร่งด้วยมูลค่า 814 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งสูงกว่าคู่แข่งอย่างจีนและเวียดนามถึง 8-9 เท่า

ทั้งนี้ ผลการดำเนินงานของบริษัทในปี 2568 ถือว่ามีความโดดเด่น (Stand out) โดยยอดขายในภูมิภาคอเมริกาเติบโตสูงถึง 17.8% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ส่งผลให้รายได้รวมของบริษัทในสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐเติบโต 9.2% แตะระดับ 554 ล้านเหรียญสหรัฐ ปัจจัยสนับสนุนหลักมาจากกลุ่มสินค้าพรีเมียม (Premium Mix) ที่มีสัดส่วนสูงถึง 50.9% (และ 50.5% ในไตรมาส 4) ซึ่งสูงกว่าเป้าหมายที่วางไว้ที่ 47-50% ขับเคลื่อนโดยกลุ่มผลิตภัณฑ์ขนมสัตว์เลี้ยง (Pet Treat) ที่เติบโตอย่างก้าวกระโดดถึง 36.5% ดันอัตรากำไรขั้นต้น (Adjusted GP Margin) ปรับตัวเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 25.1% ในปี 2568 นอกจากนี้ บริษัทยังคงรักษาระดับการจ่ายผลตอบแทนแก่ผู้ถือหุ้นในเกณฑ์ดี โดยมีอัตราการจ่ายเงินปันผล (Dividend Payout Ratio) สูงถึง 86% หรือคิดเป็น 0.85 บาทต่อหุ้น

นางยุวพร พุ่มประเสริฐ ประธานเจ้าหน้าที่ด้านการเงิน ITC รายงานผลประกอบการไตรมาสที่ 4 ปี 2568 ว่า บริษัทมียอดขาย 148 ล้านเหรียญสหรัฐ เติบโต 3% จากไตรมาสก่อน และ 6.7% จากปีก่อนหน้า อย่างไรก็ตาม จากผลกระทบของค่าเงินบาทที่แข็งค่า ส่งผลให้ยอดขายในสกุลเงินบาทอยู่ที่ 4,780 ล้านบาท ลดลงเล็กน้อยที่ 1.2% จากไตรมาสก่อน และ 1.8% จากปีก่อนหน้า โดยการเติบโตหลักมาจากปริมาณการขายที่เพิ่มขึ้น ซึ่งสามารถชดเชยผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยนผ่านการปรับราคาสินค้ากับลูกค้าได้ สัดส่วนยอดขายหลักยังคงมาจากอเมริกา 59% (เติบโต 9.2% จากไตรมาสก่อน และ 14.1% จากปีก่อน) รองลงมาคือเอเชียและโอเชียเนีย (AOA) 25% และยุโรป 16%

สำหรับภาพรวมทั้งปี 2568 ยอดขายรวมอยู่ที่ 18,223 ล้านบาท (เติบโต 2.8% จากปีก่อน) มีกำไรสุทธิปรับปรุงแล้ว (Adjusted Net Profit) ที่ 3,432 ล้านบาท โดยมีอัตรากำไรขั้นต้นอยู่ที่ 25.1% ซึ่งปรับตัวลดลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับปี 2567 เนื่องจากในปี 2567 บริษัทได้รับปัจจัยบวกจากราคาปลาทูน่าที่อยู่ในระดับต่ำ สัดส่วนพรีเมียมมิกซ์ที่สูงถึง 55% และค่าเงินบาทที่อ่อนค่าถึง 35 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ เทียบกับปี 2568 ที่ราคาปลาทูน่าปรับตัวสูงขึ้นเล็กน้อย (ในขณะที่ราคาไก่ทรงตัว) และค่าเงินบาทแข็งค่ามาอยู่ที่เฉลี่ย 32.9 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ด้านฐานะทางการเงิน บริษัทยังคงมีสภาพคล่องสูง ไม่มีหนี้สินระยะยาว และสามารถรักษาวงจรเงินสด (Cash Cycle) ไว้ที่ 148-150 วัน

ทางด้านโครงการทรานส์ฟอร์เมชัน (Project Kevin) บริษัทยังคงเดินหน้าตามแผน โดยมีเป้าหมายเพิ่มกำไรจากการดำเนินงาน (OP Uplift) 50 ล้านเหรียญสหรัฐ ภายในปี 2570 ซึ่งในปี 2568 สามารถทำได้แล้วถึง 22 ล้านเหรียญสหรัฐ (เกือบ 50% ของเป้าหมาย) โดยมาจากการเติบโตเชิงพาณิชย์ 60-70% และการบริหารจัดการต้นทุนการผลิต 30-40% รวมถึงยังคงให้ความสำคัญกับการดำเนินงานด้าน ESG อย่างต่อเนื่อง

นายภาคย์ ชีวรักษ์สกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการพาณิชย์ ITC กล่าวเสริมถึงกลยุทธ์การเติบโตว่า ผลิตภัณฑ์กลุ่มขนมสัตว์เลี้ยงได้กลายมาเป็นปัจจัยขับเคลื่อนที่สำคัญ โดยมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นเป็น 16% ของพอร์ตฟอลิโอ (จากเดิม 12%) ขณะที่อาหารแมวยังคงเป็นฐานหลักที่ 66% ในปี 2568 บริษัทสามารถดึงดูดลูกค้ารายใหม่ได้ถึง 42 รายทั่วโลก (เอเชีย 18 ราย, ยุโรป 12 ราย, อเมริกา 12 ราย) ครอบคลุมทั้งแบรนด์ระดับโลกและกลุ่ม Private Label ซึ่งเป็นโครงการระยะยาวที่มีการออกสินค้าใหม่ (SKU) รวมกว่า 2,200 รายการ คิดเป็นปริมาณการขายรวม 112,000 ตัน (เติบโต 8.8%)

สำหรับภูมิภาคอเมริกา ซึ่งเป็นตลาดหลักสัดส่วน 58% ยังคงเติบโตอย่างแข็งแกร่งถึง 17.8% จากปีก่อน แม้จะมีความกังวลเรื่องภาษี เนื่องจากบริษัทยึดกลยุทธ์เข้าเจาะตลาดที่กำลังเติบโตทั้งกลุ่มระดับบน (Premium) และกลุ่มคุ้มค่า (Private Label) ส่วนตลาดยุโรป แม้เผชิญการแข่งขันด้านราคาและยอดขายทั้งปีลดลง 3.3% แต่ปริมาณการขาย (Volume) ในไตรมาส 4 เริ่มส่งสัญญาณฟื้นตัวกลับมาเติบโต 18.8% จากปีก่อน ขณะที่ตลาดเอเชียและโอเชียเนีย ยอดขายปรับตัวลดลง 16.7% จากปีก่อน ซึ่งเป็นผลกระทบจากการชะลอตัวของแบรนด์ระดับโลกในจีน ญี่ปุ่น และออสเตรเลีย แต่กลุ่มลูกค้าท้องถิ่นยังคงรักษาระดับการสั่งซื้อได้ดี โดยทิศทางการเติบโตในอนาคตจะมุ่งเน้นการขยายฐานลูกค้าในอเมริกา, การใช้นวัตกรรมขับเคลื่อนในยุโรป, และการเน้นสินค้าคุณภาพและฟังก์ชันนอลในเอเชีย

นางพิมพ์พัทธ เปิดเผยอีกว่า ในปี 2569 บริษัทตั้งเป้ายอดขายในสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐเติบโตที่ 9-12% (ประเมินบนฐานอัตราแลกเปลี่ยน 32.5 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ) ซึ่งสูงกว่าการเติบโตของตลาดถึง 3-4 เท่า โดยจะรักษาอัตรากำไรขั้นต้น (GP Margin) ให้อยู่ในกรอบ 23-25% งบประมาณสัดส่วนค่าใช้จ่ายต่อยอดขาย (SG&A to Sales) ที่ 9-10% และวางงบลงทุน (CAPEX) ไว้ที่ 1,000 ล้านบาท โดยครึ่งหนึ่งจะใช้ในโครงการคลังสินค้าอัตโนมัติ (ASRS) และที่เหลือเพื่อขยายกำลังการผลิตและลดต้นทุน ทั้งนี้ อัตราการใช้กำลังการผลิต (Utilization Rate) ปัจจุบันอยู่ที่ 55-65%

ส่วนของความเสี่ยงเชิงภูมิรัฐศาสตร์และมาตรการภาษี บริษัทยืนยันว่าได้เตรียมพร้อมรับมือร่วมกับลูกค้ารายใหญ่ผ่านการบริหารจัดการต้นทุนร่วมกัน (Cost Saving) และผลกระทบด้านค่าระวางเรือที่สูงขึ้นนั้นอยู่ในวงจำกัด เนื่องจากสัดส่วนการส่งออก 70-80% เป็นเงื่อนไขการส่งมอบแบบ FOB ส่วนประเด็นเรื่องมาตรการของ ธปท. ที่ขยายกรอบการนำรายได้กลับประเทศจาก 1 ล้านเป็น 10 ล้านดอลลาร์สหรัฐนั้น แทบไม่ส่งผลกระทบต่อบริษัท เนื่องจาก ITC มีการทำประกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน (Hedging) เกือบ 100% ครอบคลุมทั้งรูปแบบ Natural Hedging และ Forward Contract ทำให้สามารถป้องกันความผันผวนของค่าเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพ

Company Snapshot

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...