โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

นักวิชาการเตือน “เผาจริง” เศรษฐกิจไทยปี 69 กำลังซื้อร่วง-เร่งเงินฝืด

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 8 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

เปิดฉากปี 2569 ภาพเศรษฐกิจไทยหลังการเลือกตั้งเริ่มถูกตั้งคำถามจากนักวิชาการหลายฝ่าย โดยเฉพาะความสามารถของรัฐบาลใหม่ในการรับมือกับแรงกดดันทั้งจากปัจจัยภายในและภายนอกประเทศที่ถาโถมเข้ามาพร้อมกัน ท่ามกลางเศรษฐกิจที่อยู่ในภาวะอ่อนแรง กำลังซื้อถดถอย และมีสัญญาณเสี่ยงต่อภาวะเงินฝืด

“ฐานเศรษฐกิจ” สัมภาษณ์ 2 นักวิชาการด้านเศรษฐกิจและการเมือง ได้แก่ รศ.ดร.สมภพ มานะรังสรรค์ อธิการบดี สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ และรศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ นักวิชาการอิสระ ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจและการเมือง ซึ่งต่างสะท้อนความกังวลต่อทิศทางเศรษฐกิจไทยในปี 2569 ที่กำลังเผชิญแรงกดดันรอบด้าน ทั้งจากกำลังซื้อในประเทศที่หดตัว การส่งออกชะลอลง และความเสี่ยงจากเศรษฐกิจโลกที่ผันผวน

ห่วงปัญหาภายนอกทำปั่นป่วน

รศ.ดร.สมภพ มองว่าปี 2569 ปัจจัยเสี่ยงจากต่างประเทศจะรุนแรงขึ้น โดยเฉพาะความไม่แน่นอนจากนโยบายของโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ทั้งในมิติการค้าและภูมิรัฐศาสตร์ จากเดิมที่เน้นการขึ้นภาษีนำเข้ากับประเทศที่เกินดุลการค้ากับสหรัฐ แต่ปีนี้ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และสงครามมีแนวโน้มขยายตัว

“ก่อนหน้านี้อเมริกาถล่มเวเนซุเอลา และแนวโน้มมีโอกาสขยายตัวไปยังคิวบาและประเทศอื่น เพราะอเมริกามองว่าไม่ใช่มิตรและไม่เชื่อฟัง”

ขณะเดียวกัน คำตัดสินของศาลสูงสุดสหรัฐ กรณีทรัมป์ใช้อำนาจขึ้นภาษีสินค้าทั่วโลก ไม่ว่าผลจะออกมาอย่างไร ก็ล้วนสร้างแรงกดดันต่อเศรษฐกิจโลก หากทรัมป์แพ้ ก็อาจใช้อำนาจตามกฎหมายอื่นเล่นงานประเทศที่เกินดุลการค้ากับสหรัฐ แต่หากชนะ การขึ้นภาษีสูงก็จะเดินหน้าต่อ

รศ.ดร.สมภพ ชี้ว่า แม้ปีที่ผ่านมาส่งออกไทยยังขยายตัวได้จากการเร่งส่งออกก่อนมาตรการภาษี แต่ปี 2569 การส่งออกมีแนวโน้มชะลอลงอย่างชัดเจน

“ปีนี้น่าห่วง การส่งออกคาดจะชะลอตัวลงมาก เรียกว่าเผาจริงในแง่การค้าระหว่างประเทศ จะกระทบห่วงโซ่อุปทานการผลิต โลจิสติกส์ และการเงินที่เกี่ยวพันกับการส่งออกทั้งระบบ”

ปัญหาภายในยังหืดจับ

ในด้านปัจจัยภายในประเทศ รศ.ดร.สมภพ ระบุว่า มีโจทย์สำคัญอย่างน้อย 6 เรื่องที่ต้องจับตา ได้แก่ ความไม่แน่นอนของการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ความล่าช้าและเสถียรภาพของรัฐบาล ซึ่งจะส่งผลต่อความสามารถในการกำหนดนโยบายเชิงรุกเพื่อรับมือเศรษฐกิจโลก

อีกประเด็นสำคัญคือความเปราะบางของภาคอสังหาริมทรัพย์ในปี 2569 ที่อาจเผชิญปัญหาสภาพคล่อง และส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่“ต้องระวังปัญหาผลกระทบแบบโดมิโนจากการขาดสภาพคล่องและจากการประกอบการของธุรกิจอสังหาฯ ในปีนี้”

นอกจากนี้ ภาคเอสเอ็มอีมีแนวโน้มประคองตัวได้ยากขึ้น ภาคท่องเที่ยวที่ปีที่ผ่านมาไม่เป็นไปตามเป้าอาจฟื้นตัวช้าต่อเนื่อง และการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ที่ได้รับการส่งเสริมจากบีโอไอ ยังต้องติดตามว่าจะเกิดการลงทุนจริงเมื่อใด

ในภาพรวมหลังเลือกตั้ง รศ.ดร.สมภพ เห็นว่ากำลังซื้อในประเทศมีแนวโน้มลดลง รัฐบาลควรพิจารณาคงมาตรการ “คนละครึ่ง” เพื่อพยุงเศรษฐกิจฐานราก เนื่องจากเริ่มมีสัญญาณเงินฝืดจากการบริโภคที่ซบเซา “ตอนนี้เริ่มมีสัญญาณว่าจะเกิดภาวะเงินฝืด ทำให้การบริโภคยิ่งถดถอย รัฐต้องหาเครื่องมือกระตุ้น ซึ่งจะเป็นภาระทางการคลังในระยะยาว”

โจทย์หินเผชิญถ้วนหน้า

ด้าน รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ เห็นสอดคล้องกันว่า ปี 2569 ไทยต้องเผชิญความท้าทายรอบด้าน โดยเฉพาะนโยบายกีดกันทางการค้าของสหรัฐ ที่จะกดดันเศรษฐกิจโลก การส่งออกไทยมีโอกาสติดลบ ขณะที่ภาคท่องเที่ยวขยายตัวช้าลง

อีกความเสี่ยงคือความผันผวนของค่าเงินบาท หากแข็งค่าจะกระทบความสามารถแข่งขัน ปัญหาชายแดนไทย–กัมพูชาที่ยังไม่คลี่คลาย รวมถึงแรงกดดันจากการที่สหรัฐเล่นงานจีนทางการค้า ส่งผลให้สินค้าจีนทะลักเข้าสู่ตลาดโลกในราคาถูก รวมถึงไทยและอาเซียน ขณะที่ภายในประเทศยังเผชิญปัญหาหนี้ครัวเรือนสูง สถาบันการเงินเข้มงวดการปล่อยสินเชื่อเอสเอ็มอี ทำให้กำลังซื้อและขีดความสามารถการแข่งขันลดลง

“ปี 2568 จีดีพีไทยคาดโต 1.8-1.9% และปี 2569 จะลดลงเหลือเพียง 1.6-1.7% เท่านั้น”

ด้านการคลัง รศ.ดร.สมชาย เตือนว่า ไทยกำลังเข้าใกล้กรอบวินัยการคลัง หนี้สาธารณะอยู่ที่ราว 65% ต่อจีดีพี และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ขณะที่การขาดดุลงบประมาณ 4.5% ถือว่าสูง ควรลดลงมาใกล้ 3% ในมิติภูมิรัฐศาสตร์ ไทยจะถูกกดดันจากการแข่งขันระหว่างจีนกับสหรัฐ ทั้งด้านการค้า เทคโนโลยี และความมั่นคง “ไทยไม่ควรเลือกข้าง ควรดีกับทั้งสองฝ่าย” อย่างไรก็ตาม แรงกดดันต่อจีนอาจเป็นโอกาสให้การลงทุนย้ายฐานเข้าสู่อาเซียนและไทยมากขึ้น

จับตากำลังซื้อ-เงินเฟ้อ-เงินฝืด

สำหรับสถานการณ์เงินเฟ้อของไทย รศ.ดร.สมชาย อธิบายว่า เงินเฟ้อทั่วไป(รวมน้ำมัน อาหาร) ติดลบ แต่เงินเฟ้อพื้นฐานยังไม่ติดลบ จึงยังไม่ถือว่าเข้าสู่ภาวะเงินฝืด เพียงแต่มีสัญญาณที่ต้องเฝ้าระวัง อย่างไรก็ดี กำลังซื้อที่ลดลงจะกระทบหนี้ครัวเรือน ความสามารถแข่งขัน และการเติบโตทางเศรษฐกิจ ขณะที่ศักยภาพของรัฐบาลในการแก้ปัญหามีข้อจำกัด

ปี 2569 บางคนบอกว่าเผาจริง โดยเฉพาะครึ่งปีแรก แต่จุดแข็งที่ไทยยังพอมีคือการลงทุนจากต่างประเทศที่ขอรับส่งเสริมผ่านบีโอไอจำนวนมาก ซึ่งรัฐบาลควรเร่งผลักดันให้เกิดการลงทุนจริง โดยต้องลงไป ‘ลอกท่อ’ ให้โครงการที่อนุมัติแล้วเดินหน้า

“ปี 2569 โดยภาพรวม เศรษฐกิจอาเซียนคาดโตเฉลี่ย 4-5% ขณะที่ไทยอาจโตได้เพียง 1.5-1.6% และต่ำกว่าประเทศอย่างเวียดนามที่คาดโตถึง 7% สะท้อนว่าเศรษฐกิจไทยยังน่าเป็นห่วงที่สุดในภูมิภาค”

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...