จัดเทศกาลดู UFO ในประเทศไทย อะไรใหม่ๆ เที่ยวไทยยุค 2026 ปั้น "Festival Hub" เจาะ Sub-Culture
จับตาอะไรใหม่ๆ เที่ยวไทยยุค 2026 ปั้น "Festival Hub" โลก ดึงกลุ่มความชอบเฉพาะทาง UFO-Tomorrowland เน้นคุณภาพ จ่ายหนัก เที่ยวได้ตลอดปี
ที่ผ่านมาเมื่อพูดถึงการเดินทางมาเที่ยวไทย คนต่างชาติอาจจะนึกถึงเพียงแค่ วัฒนธรรม ศิลปะ และที่เที่ยวทางธรรมชาติ แต่หลังจากนี้ไป โดยเฉพาะปีนี้ 2569 ไทยจะกลายเป็นจุดหมายปลายทางที่หลากหลายมากขึ้น และเจาะเข้าถึงการท่องเที่ยวเฉพาะกลุ่มมากขึ้น ตามเทรนด์ของโลก
ล่าสุดที่กลายเป็นข่าวและกระแสที่ผู้คนฮือฮา คือ การเตรียมจัดงงาน “UFO Festival” หรือ เทศกาลยูเอฟโอ ในเดือน กุมภาพันธ์ 2569 ณ บริเวณเขื่อนขุนด่านปราการชล จ.นครนายก
โดยนางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ย้ำว่าการจัดงานครั้งนี้ ถือเป็นมิติใหม่ของภาคการท่องเที่ยวไทย ที่มุ่งนำเสนอมุมมองใหม่ๆ แก่นักท่องเที่ยวที่มีความสนใจเฉพาะ สอดรับกับเทรนด์วัฒนธรรมย่อย (Sub-culture) ที่ลงลึกและมีหลากหลายกลุ่มในปัจจุบัน
เรื่องของ UFO สามารถมองว่าเป็นวัตถุบินที่ไม่สามารถระบุได้ (Unidentified flying object) หรือจะมองว่าเป็นความเชื่อก็ได้ ซึ่งมีฐานคนสนใจเรื่องสิ่งมีชีวิตนอกโลกจำนวนไม่น้อย สามารถจุดกระแสดึงความสนใจจากคนทั่วโลก การจัดอีเวนต์ UFO Festival ถือเป็นงานที่ต้องใช้ความกล้าในการผลักดันให้เป็นไฮไลต์ใหม่ของการเดินทางมาเที่ยวไทย และ ททท. กล้าเริ่มก่อน เพื่อเจาะตลาดนักท่องเที่ยวความสนใจกลุ่มนี้
และหลังจากนี้ให้จับตารอดูกัน เพราะไทยเราจะไม่ได้มีเพียงแค่เทศกาลยูเอฟโอย่างแน่นอน เช่น งานเทศกาลสายดนตรี ที่ไม่ใช่แค่ของไทย และใหญ่ระดับโลก ล่าสุดในปีนี้ประเทศไทยจะมีทูโมโรวแลนด์เป็นครั้งแรก หรือ Tomorrowland Thailand 2026 เฟสติวัลชื่อดังระดับโลก ได้ประกาศคอนเฟิร์มวันจัดงานในไทยเรียบร้อยแล้ว คือ เดือนธันวาคมปลายปีนี้ จัดที่จังหวัดชลบุรี
โดย Tomorrowland คือเทศกาลดนตรีอิเล็กทรอนิกส์แนว EDM ที่โด่งดังที่สุดในโลก โดยมีจุดเริ่มต้นในประเทศเบลเยียม ซึ่งได้นำมาจัดในประเทศไทยเป็นครั้งแรกอย่างเป็นทางการ และถือเป็นครั้งแรกในเอเชียด้วย
จุดเด่นของงาน คือ การสร้างสรรค์พื้นที่ให้เข้ากับคอนเซปต์ทางดนตรีในแต่ละปี มีฉากสุดอลังการ พร้อมด้วยไลน์อัป DJ และศิลปิน EDM ชื่อดังระดับโลก และเป็นการสร้างคอมมูนิตี้ผ่านเสียงเพลงและวัฒนธรรม EDM
งานใหญ่และแปลกใหม่ ทั้งสองงานนี้ คือตัวอย่างของทิศทางการท่องเที่ยวไทยในยุคนี้และยุคต่อไป สร้างแบรนด์ประเทศไทยให้เป็น Festival Hub ของภูมิภาค เพื่อสร้างแก้โจทย์ที่ถามว่า “ทำไมต้องมาไทย” เพราะการเที่ยวไม่ใช่แค่ครั้งเดียว แต่ต้องมาได้ตลอดทั้งปี ผ่านการออกแบบกิจกรรมและอีเวนต์ ให้มีแรงจูงใจในการเดินทางในทุกเดือน ไม่กระจุกตัวอยู่แค่ช่วงไฮซีซัน พร้อมกระจายรายได้จากเมืองหลักไปสู่เมืองน่าเที่ยวในภูมิภาคต่าง ๆ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ
แนวคิดนี้นำไปสู่การเจาะลึกกลุ่ม Subculture หรือกลุ่มความสนใจเฉพาะทาง ที่มีตัวตนชัด ใช้จ่ายสูง และพร้อมเดินทางเพื่อตอบโจทย์อัตลักษณ์ของตนเอง ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มคนสนใจเรื่องลี้ลับและ UFO กลุ่มคนรักสัตว์ที่มองหาจุดหมายปลายทางแบบ Pet-friendly กลุ่มกีฬากระดานโต้คลื่น กลุ่มสายสุขภาพและ Wellness รวมถึงนักท่องเที่ยวที่ต้องการสัมผัสชุมชนอย่างแท้จริง
สิ่งสำคัญคือ การเล่าเรื่องราว (Storytelling) และการสร้างแบรนด์ให้ไทยเป็น Hub ในเรื่อง Festival เพื่อตอบเหตุผลว่าทำไมนักท่องเที่ยวต่างชาติถึงต้องมาเมืองไทยตลอดทั้งปี เป็นเกมรุกของการท่องเที่ยวไทย ภายใต้การเจาะลึกเรื่อง Subculture หรือความสนใจเฉพาะกลุ่ม เพราะการเดินทางในปัจจุบันไม่ใช่แค่การเที่ยว แต่คือการตามหาประสบการณ์ที่สะท้อนตัวตน
เป็นการยกระดับการท่องเที่ยวของไทยไปสู่การท่องเที่ยวคุณภาพที่เน้นการสร้างมูลค่าอย่างยั่งยืน ตั้งเป้าหมายรายได้รวมสูงสุด 3 ล้านล้านบาทและตั้งเป้าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ 36.7 ล้านคน
การท่องเที่ยวไทย เดินเกมรุกฟื้นตลาดท่องเที่ยวไทย หวังเป็นกำลังสำคัญขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะในช่วงเวลานี้ ที่มีแต่ความท้าทายรอบด้านเพราะการท่องเที่ยวจึงไม่ใช่แค่เครื่องมือสร้างรายได้ระดับประเทศ แต่เป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก และล่าสุดปีนี้ เที่ยวไทยหัวใจ คือ Value over Volume หรือการเน้นไปที่นักท่องเที่ยวคุณภาพมากกว่าปริมาณ พร้อมกันนี้ยังมีการเปิดตัวแผน Thailand Tourism Next เป็นเข็มทิศการท่องเที่ยวปี 2569
การยกระดับการท่องเที่ยวของไทยไปสู่การท่องเที่ยวคุณภาพที่เน้นการสร้างมูลค่าอย่างยั่งยืน ตั้งเป้าหมายรายได้รวมสูงสุด 3 ล้านล้านบาทและตั้งเป้าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ 36.7 ล้านคน
โดยทั้งหมดนี้ ตลาดการท่องเที่ยวของไทย จะขับเคลื่อนผ่าน Amazing Thailand 5 Economy เพื่อมุ่งสู่การเป็น Premium Destination ได้แก่
1. Life Economy เน้นความสุขและคุณภาพชีวิต ชูแนวคิด Healing is the new luxury มุ่งสู่การเป็นศูนย์กลาง Wellness & Medical Tourism ดูแลร่างกาย เยียวยาจิตใจ เติมเต็มความหมายให้กับชีวิต
2. Subculture Economy เจาะกลุ่มความชอบเฉพาะตัวที่มี DNA ลึกซึ้ง เช่น Film Maker, Sport, Yacht & Cruise Tourism, Private Jet, กลุ่มมูเตลู และกลุ่มแฟนคลับต่าง ๆ
3. Night Economy ส่งเสริมเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ยามค่ำคืน เพื่อเพิ่มเวลาและกระจายการท่องเที่ยวทั้งเมืองหลัก เมืองรอง เมืองน่าเที่ยว
4. Circular Economy เน้นการใช้ทรัพยากรอย่างรู้คุณค่า ลดของเสีย หมุนเวียนรายได้กลับสู่ชุมชนและสิ่งแวดล้อม ด้วยหลักการ Reduce-Reuse-Recycle
5 . Platform Economy เราเข้าสู่ Digital Battlefield เราไม่ได้แข่งกันที่ทรัพยากรหรือราคาอย่างเดียวแล้ว แต่แข่งกันที่การใช้ Data, AI, แพลตฟอร์ม ผ่านระบบออนไลน์ ทั้งซื้อขาย อย่างไร้รอยต่อ
สำหรับตลาดต่างประเทศ ภาพของปี 2569 คือการขยับจาก Tourism Destination ไปสู่ New Experience Destination ตลาดระยะไกลยังคงเป็นตัวสร้างรายได้หลัก โดยมีรัสเซียเป็นตลาดใหญ่ ขณะที่โปแลนด์กลายเป็นดาวรุ่ง
ขณะที่ตลาดระยะใกล้ แม้ภาพรวมยังผันผวน แต่สัญญาณบวกจากอินเดีย ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย ฟิลิปปินส์ และเมียนมา ทำให้ ททท. เลือกเดินกลยุทธ์ “Balance Tourism” ลดการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่ง พร้อมปรับตัวรับพฤติกรรมนักท่องเที่ยวยุคใหม่ ตั้งแต่ Solo Travel ไปจนถึงกลุ่ม Niche Market ขนาดใหญ่
ส่วนภาพตลอดปี 2568 ประเทศมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าประเทศ 32.97 ล้านคน ตลาดระยะไกล มีการเติบโตอย่างแข็งแกร่ง มีจำนวนนักท่องเที่ยวสูงสุดเป็นประวัติการณ์กว่า 10.8 ล้านคน โดยเฉพาะตลาดสหราชอาณาจักรและสหรัฐอเมริกาที่ทำนิวไฮถึง 1 ล้านคน
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
- ปีนี้เผาจริง? "เศรษฐกิจไทย" อ่วมหนัก คาดจีดีพีร่วง เหลือแค่ 1.5% ชี้ส่งออกติดลบ ท่องเที่ยวฟื้นช้า กำลังซื้อจำกัด
- Tomorrowland ปักหมุดประเทศไทย จัดเฟสติวัลเต็มรูปแบบครั้งแรกในเอเชีย
- ถึงเวลา "ซื้อ" อย่างมีสติ บอกลาเทรนด์ "ของมันต้องมี" เมื่อเศรษฐกิจกดดันชีวิต ทุกบาทต้องคุ้มค่า
- แผ่นดินไหว-น้ำท่วม ภัยพิบัติเขย่า "เศรษฐกิจไทย" บทเรียนครั้งใหญ่ของทุกคน "ที่สุดแห่งปี 2025"
- "ททท." เปิดศูนย์ฯ ช่วยเหลือนักท่องเที่ยวติดในพื้นที่ "น้ำท่วมภาคใต้" ประสานต่างชาติ รายงานรายวัน