“ทรัมป์” เตรียมตั้งคลังสำรองแร่-โลหะภาคเอกชนครั้งแรก 1.2 หมื่นล้านดอลลาร์ ตัดวงจรพึ่งจีน
"ทรัมป์" เตรียมตั้งคลังสำรองแร่-โลหะเพื่อภาคเอกชนเป็นครั้งแรก ระดมทุนรัฐ–เอกชน 1.2 หมื่นล้านดอลลาร์ หวังกันช็อกซัพพลาย ลดอำนาจจีนในห่วงโซ่แร่หายาก
วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 08.16 น. สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ เตรียมเปิดตัวโครงการคลังสำรองแร่ยุทธศาสตร์ของสหรัฐ ภายใต้ชื่อ Project Vault ด้วยเงินตั้งต้นรวม 1.2 หมื่นล้านดอลลาร์ เพื่อปกป้องภาคอุตสาหกรรมจากความผันผวนของอุปทาน และลดการพึ่งพาแร่หายากและโลหะสำคัญจากจีน
โครงการดังกล่าวจะผสานเงินทุนภาคเอกชน 1.67 พันล้านดอลลาร์ เข้ากับเงินกู้ 1 หมื่นล้านดอลลาร์จาก US Export-Import Bank เพื่อจัดหาและกักเก็บแร่ให้กับผู้ผลิตรถยนต์ บริษัทเทคโนโลยี และผู้ผลิตรายใหญ่
ข่าวแผนงานดังกล่าวหนุนหุ้นกลุ่มแร่หายากของสหรัฐปรับตัวขึ้นในการซื้อขายก่อนเปิดตลาด โดยรายละเอียดโครงการ ซึ่งจะเป็นคลังสำรองแร่เพื่อภาคเอกชนครั้งแรกของสหรัฐ ถูกเปิดเผยโดยเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาล โครงสร้างของ Project Vault มีลักษณะคล้ายคลังน้ำมันฉุกเฉินของประเทศ แต่เปลี่ยนเป้าหมายจากน้ำมันดิบมาเป็นแร่และโลหะที่ใช้ในสินค้าอย่างสมาร์ตโฟน แบตเตอรี่ และเครื่องยนต์อากาศยาน อาทิ แกลเลียม โคบอลต์ รวมถึงแร่หายากและธาตุยุทธศาสตร์อื่น ๆ ที่มีราคาผันผวนสูง
โครงการนี้สะท้อนความมุ่งมั่นครั้งใหญ่ในการสะสมวัตถุดิบที่สำคัญต่อเศรษฐกิจอุตสาหกรรม ตั้งแต่ยานยนต์ อากาศยาน ไปจนถึงพลังงาน และตอกย้ำความพยายามของทรัมป์ในการดึงห่วงโซ่อุปทานสหรัฐออกจากจีน ซึ่งเป็นผู้ผลิตและแปรรูปแร่สำคัญรายใหญ่ของโลก
ปัจจุบันมีบริษัทเข้าร่วมแล้วกว่าสิบราย รวมถึง General Motors, Stellantis, Boeing, Corning, GE Vernova และ Alphabet (Google) ขณะที่บริษัทค้าสินค้าโภคภัณฑ์ 3 แห่ง Hartree Partners, Traxys North America และ Mercuria Energy Group จะทำหน้าที่จัดซื้อวัตถุดิบเข้าสู่คลัง
คณะกรรมการ Ex-Im Bank มีกำหนดลงมติในวันจันทร์เพื่ออนุมัติเงินกู้ระยะเวลา 15 ปี ซึ่งจะเป็นดีลใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของธนาคารดังกล่าว โดยทรัมป์จะพบกับซีอีโอ GM แมรี บาร์รา และนักลงทุนเหมืองรายใหญ่ โรเบิร์ต ฟรีดแลนด์ ในวันเดียวกัน สหรัฐมีคลังสำรองแร่เพื่อความมั่นคงทางทหารอยู่แล้ว แต่ยังไม่เคยมีคลังสำหรับภาคพลเรือน ภายใต้รัฐบาลทรัมป์ สหรัฐยังลงทุนโดยตรงในบริษัทแร่ภายในประเทศเพื่อเพิ่มกำลังการผลิตและการแปรรูปในประเทศ
แรงผลักดันของโครงการเพิ่มขึ้นหลังจีนคุมเข้มการส่งออกวัสดุบางชนิดเมื่อปีที่ผ่านมา จนผู้ผลิตสหรัฐฯ บางรายต้องลดกำลังการผลิต และตอกย้ำอำนาจต่อรองของจีน Project Vault จะช่วยให้ผู้ผลิตป้องกันความผันผวนของราคาโดยไม่ต้องตั้งคลังสำรองเอง
โดยบริษัทที่เข้าร่วมจะทำสัญญาซื้อวัตถุดิบในปริมาณและราคาที่กำหนดล่วงหน้า พร้อมชำระค่าธรรมเนียมเบื้องต้น จากนั้นโครงการจะจัดซื้อและกักเก็บให้ และคิดค่าถือครองตามต้นทุนดอกเบี้ยและการจัดเก็บ ผู้ผลิตสามารถเบิกใช้ได้ตราบใดที่เติมกลับ และในกรณีช็อกอุปทานครั้งใหญ่จะเข้าถึงได้ทั้งหมด
กลไกสำคัญคือการผูกมัดให้ผู้ผลิตรับซื้อวัตถุดิบในอนาคตในราคาเดียวกัน ซึ่งรัฐบาลมองว่าจะช่วยลดความผันผวนของตลาด ทั้งนี้รายละเอียดบางส่วนยังไม่เปิดเผย รวมถึงรายชื่อนักลงทุนสถาบันที่ให้เงินทุนเอกชน 1.67 พันล้านดอลลาร์ อย่างไรก็ดีเจ้าหน้าที่ระบุว่าโครงการได้รับความสนใจล้นหลาม จากความน่าเชื่อถือของผู้ผลิตที่เข้าร่วม พันธะสัญญาระยะยาว และบทบาทของหน่วยงานสินเชื่อเพื่อการส่งออกของสหรัฐ
อ้างอิง : bloomberg.com