โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ITD งบปี 68 พลิกกำไร 1.78 พันล้าน บุ๊กพิเศษขายบริษัทย่อย-เหมืองโปแตช

ข่าวหุ้นธุรกิจ

อัพเดต 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์

บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) หรือ ITD รายงานผลการดำเนินงานงวดไตรมาส 4 และงวดปี 2568 มีกำไรสุทธิ ดังนี้

โดยบริษัทฯ มีการแบ่งปันกำไรสำหรับปีส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นของบริษัท จำนวน 1,783 ล้านบาท ซึ่งเป็นการพลิกมีกำไรและปรับตัวเพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนถึง 7,559 ล้านบาท โดยมีปัจจัยสนับสนุนหลักจากการบันทึกกำไรพิเศษและการปรับโครงสร้างเงินลงทุน แม้จะเผชิญกับผลขาดทุนในส่วนของธุรกิจหลักก็ตาม

สำหรับรายได้จากการให้บริการรับเหมาก่อสร้างในปี 2568 มีจำนวน 29,032 ล้านบาท ลดลง 35,198 ล้านบาท ส่วนต้นทุนในการให้บริการรับเหมาก่อสร้างอยู่ที่ 34,921 ล้านบาท ลดลง 26,358 ล้านบาท สาเหตุหลักเกิดจากการยุติการรับรู้รายได้และต้นทุนของบริษัทย่อยแห่งหนึ่งในต่างประเทศที่ถูกจำหน่ายเงินลงทุนออกไป รวมถึงรายได้ที่ลดลงจากโครงการก่อสร้างบางแห่งที่ใกล้แล้วเสร็จ เช่น งานท่าเรือ งานอาคาร งานผิวทางท่าอากาศยาน และงานระบบรางรถไฟ ขณะที่รายได้จากการขายและให้บริการอยู่ที่ 6,845 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 409 ล้านบาท และมีต้นทุนในการขายและให้บริการ 6,891 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 358 ล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่เพิ่มขึ้นตามผลประกอบการของบริษัทย่อยบางแห่ง

จากปัจจัยดังกล่าว ส่งผลให้ในปี 2568 บริษัทฯ มีผลขาดทุนขั้นต้นจำนวน 5,934 ล้านบาท (จากปีก่อนที่มีกำไรขั้นต้น 2,856 ล้านบาท) ทำให้อัตรากำไรขั้นต้นติดลบร้อยละ 16.54 ลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อนที่อยู่ที่ร้อยละ 4.04 สาเหตุส่วนหนึ่งมาจากการขาดทุนที่เพิ่มขึ้นในงานระบบรางรถไฟ งานอาคาร งานโรงงานอุตสาหกรรม งานอุโมงค์ งานให้บริการเหมืองแร่ และการยุติการรับรู้กำไรขั้นต้นของบริษัทย่อยในต่างประเทศที่ถูกจำหน่าย

อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ มีรายการกำไรพิเศษที่เข้ามาหนุนผลประกอบการอย่างมีนัยสำคัญ ได้แก่ กำไรจากการเปลี่ยนประเภทเงินลงทุนจากบริษัทย่อยเป็นบริษัทร่วม จำนวน 11,930 ล้านบาท ในธุรกิจเหมืองแร่โปแตช และ กำไรจากการจำหน่ายเงินลงทุนในบริษัทย่อยแห่งหนึ่งในต่างประเทศ จำนวน 8,221 ล้านบาท ในส่วนของรายได้อื่นๆ และส่วนแบ่งกำไร พบว่าบริษัทฯ มีเงินปันผลรับและส่วนแบ่งกำไรในกิจการร่วมค้าและบริษัทร่วม 7 ล้านบาท (ลดลง 195 ล้านบาท) มีดอกเบี้ยรับ 84 ล้านบาท (ลดลง 348 ล้านบาท) และมีรายได้อื่น 592 ล้านบาท (ลดลง 560 ล้านบาท) เนื่องจากในงวดนี้ไม่มีรายได้จากการระงับข้อพิพาทโครงการก่อสร้างในต่างประเทศ และการยุติการรับรู้รายการจากบริษัทย่อยที่ถูกจำหน่าย

ด้านค่าใช้จ่ายและผลขาดทุนอื่นๆ บริษัทฯ มีค่าใช้จ่ายในการบริหาร 2,320 ล้านบาท (ลดลง 881 ล้านบาท) และมีต้นทุนทางการเงิน 2,316 ล้านบาท (ลดลง 778 ล้านบาท) จากการคืนเงินกู้ยืมและยุติการรับรู้รายการของบริษัทย่อยที่จำหน่ายออกไป รวมถึงมีค่าใช้จ่ายภาษีเงินได้ 440 ล้านบาท (ลดลง 580 ล้านบาท) นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังรับรู้ผลขาดทุนจากการจำหน่ายและตัดจำหน่ายทรัพย์สิน 370 ล้านบาท (ขาดทุนเพิ่มขึ้น 751 ล้านบาท) จากเหตุการณ์ดินสไลด์ในโครงการเหมืองแร่แห่งหนึ่ง และมีผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนสุทธิ 336 ล้านบาท (ขาดทุนเพิ่มขึ้น 140 ล้านบาท) รวมถึงส่วนแบ่งขาดทุนจากเงินลงทุนในบริษัทร่วมและกิจการร่วมค้า 231 ล้านบาท เนื่องจากผลกระทบจากการแข็งค่าของเงินบาท

ทั้งนี้ บริษัทฯ ได้ตั้งค่าเผื่อผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น จำนวนสูงถึง 6,850 ล้านบาท (ขาดทุนเพิ่มขึ้น 4,629 ล้านบาท) ส่วนใหญ่มาจากโครงการทวาย ลูกหนี้และรายได้ที่ยังไม่เรียกชำระจากงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่และงานระบบราง รวมถึงกิจการร่วมค้าในต่างประเทศ นอกจากนี้ยังมีผลขาดทุนจากการด้อยค่าของสินทรัพย์ 122 ล้านบาท ผลขาดทุนจากการด้อยค่าเงินลงทุน 60 ล้านบาท และผลขาดทุนจากการวัดมูลค่ายุติธรรมของสินทรัพย์ทางการเงินอื่น 40 ล้านบาท

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...