โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

จับตา Fed จ่อคงดอกเบี้ย! เช็กผลกระทบ Bitcoin และดอลลาร์ หลัง Powell ส่งสัญญาณ Dovish Pause

ทันหุ้น

อัพเดต 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา

จับตา Fed จ่อคงดอกเบี้ย! เช็กผลกระทบ Bitcoin และดอลลาร์ หลัง Powell ส่งสัญญาณ Dovish Pause

การประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ในสัปดาห์นี้กลายเป็นจุดสนใจของนักลงทุนทั่วโลก แม้ตลาดจะคาดการณ์ไปในทิศทางเดียวกันว่า Fed จะมีมติ คงอัตราดอกเบี้ย” ไว้ที่ระดับ 3.50% – 3.75% หลังจากที่มีการปรับลดดอกเบี้ยติดต่อกันมา 3 ครั้งในช่วงปลายปีที่ผ่านมา แต่สิ่งที่ตลาดจับตามองมากกว่าตัวเลข คือถ้อยแถลงของ Jerome Powell ที่อาจกำหนดทิศทางของ Bitcoin และดอลลาร์สหรัฐไปตลอดทั้งไตรมาส

Dovish Pause: สัญญาณที่ Bitcoin รอคอย

นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่มองว่า Fed จะเลือกใช้กลยุทธ์ “Dovish Pause” หรือการหยุดพักการลดดอกเบี้ยชั่วคราวแต่ยังคงท่าทีที่พร้อมจะปรับลดลงต่อในอนาคต หาก Powell ส่งสัญญาณว่าการหยุดครั้งนี้เป็นเพียงเรื่องชั่วคราวและเศรษฐกิจยังมีช่องว่างให้ผ่อนคลายทางการเงิน สินทรัพย์เสี่ยงอย่าง Bitcoin และหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีมีโอกาสที่จะพุ่งทะยานขึ้นรับข่าว

อย่างไรก็ตาม หากมีแรงกดดันจากกรรมการสายพิราบ (Dove) อย่าง Stephen Miran ที่เรียกร้องให้ลดดอกเบี้ยถึง 0.50% เพื่อป้องกันภาวะเศรษฐกิจถดถอย อาจทำให้เกิดความแตกแยกในผลการลงมติ ซึ่งจะส่งผลให้ตลาดคริปโตผันผวนอย่างรุนแรง

ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่า: ขวากหนามของสินทรัพย์ดิจิทัล

ในทางกลับกัน ฝั่งค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ (USD) อาจได้รับอานิสงส์จากการคงดอกเบี้ยครั้งนี้ หาก Powell ให้เหตุผลว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังแข็งแกร่งเกินไปจนยังไม่จำเป็นต้องลดดอกเบี้ยต่อ การที่ดอลลาร์แข็งค่ามักจะเป็นปัจจัยลบโดยตรงต่อ Bitcoin เนื่องจากเป็นสินทรัพย์ที่ถูกจับคู่ซื้อขายกับ USD เป็นหลัก

  • มุมมองจาก ING: ระบุว่าหาก Fed ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าภาวะทางการเงินในปัจจุบัน “ตึงตัว” เกินไป ดอลลาร์จะพุ่งขึ้นทันทีและกดดันราคาสินทรัพย์อื่นๆ
  • นโยบาย Trump: นโยบายอัดฉีดเงิน 2 แสนล้านดอลลาร์เข้าสู่อสังหาริมทรัพย์ของประธานาธิบดี Trump อาจกลายเป็นเชื้อไฟที่ทำให้อัตราเงินเฟ้อพุ่งสูงขึ้น จน Fed ไม่สามารถลดดอกเบี้ยได้ตามแผน

บทสรุป: ความเป็นอิสระของ Fed และความผันผวนที่เลี่ยงไม่ได้

อีกหนึ่งประเด็นที่มองข้ามไม่ได้คือ “ความเป็นอิสระของ Fed” ท่ามกลางการสืบสวนจาก DOJ ต่อตัว Jerome Powell และแรงกดดันทางการเมืองจากทำเนียบขาว หากตลาดเริ่มรู้สึกว่า Fed กำลังถูกแทรกแซง อาจเกิดการเทขายพันธบัตรและทำให้ผลตอบแทน (Yield) พุ่งสูงขึ้น ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อทั้งตลาดหุ้นและตลาดคริปโต

สรุปได้ว่า การประชุมครั้งนี้ไม่ใช่แค่เรื่องตัวเลขดอกเบี้ย แต่เป็นเรื่องของความเชื่อมั่น หาก Powell สามารถรักษาสมดุลระหว่างการคุมเงินเฟ้อและการประคองเศรษฐกิจได้ Bitcoin อาจมีลุ้นกลับไปทดสอบจุดสูงสุดเดิมอีกครั้ง

อ้างอิง : coindesk.com

ที่มา https://www.bitcoinaddict.com/news/fed-rate-decision-jan-2026-bitcoin-usd-impact

Michael Saylor เตือนภัยเงียบ! เมื่อการอัพเกรด Bitcoin อาจกลายเป็นดาบสองคม

ในโลกของคริปโตเคอร์เรนซี ชื่อของ Michael Saylor ผู้ก่อตั้ง MicroStrategy เปรียบเสมือนสัญลักษณ์ของความเชื่อมั่นใน Bitcoin แต่ล่าสุดความเห็นของเขาได้จุดชนวนความขัดแย้งครั้งใหม่ เมื่อเขาออกมาเตือนว่า ภัยคุกคามที่น่ากลัวที่สุดของ Bitcoin ไม่ใช่ราคาที่ผันผวน แต่คือ “เหล่านักฉวยโอกาส” ที่พยายามผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในตัวโปรโตคอลหลักของเครือข่าย

ที่มา : Michael Saylor

จุดยืนของ Saylor: ความนิ่งคือความแข็งแกร่ง

Michael Saylor เชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงใดๆ ในระดับโครงสร้างพื้นฐานของ Bitcoin ควรเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ยากและต้องผ่านการไตร่ตรองอย่างถี่ถ้วนที่สุด เขาหวาดเกรงว่ากลุ่มคนที่ต้องการเพิ่มฟีเจอร์ใหม่ๆ เช่น การทำ NFT บนบิตคอยน์ หรือการเก็บข้อมูลที่ไม่ใช่ธุรกรรมทางการเงินลงในบล็อก (Onchain Images) กำลังทำให้เป้าหมายหลักของ Bitcoin ในการเป็น “เงินดิจิทัลที่มั่นคง” บิดเบือนไป

กลุ่มที่เห็นด้วยกับ Saylor มองว่าโปรโตคอลควรจะ “แข็งตัว” (Ossified) เพื่อรักษาเสถียรภาพสูงสุด เพราะยิ่งมีการแก้ไขโค้ดมากเท่าไหร่ โอกาสที่จะเกิดบัคหรือช่องโหว่ร้ายแรงก็จะมีมากขึ้นตามไปด้วย

เสียงสะท้อนจากนักพัฒนา: เทคโนโลยีที่ไม่ขยับคือเทคโนโลยีที่ตายแล้ว

อย่างไรก็ตาม ความเห็นนี้ถูกโต้กลับอย่างรุนแรงจากเหล่านักพัฒนาซอฟต์แวร์ Mert Mumtaz ซีอีโอของ Helius เปรียบเทียบแนวคิดของ Saylor ว่าเป็นเสมือน “เนื้อร้าย” โดยเขาให้เหตุผลว่าไม่มีซอฟต์แวร์ใดในโลกที่สมบูรณ์แบบ Bitcoin เองก็เคยพบข้อผิดพลาดมาแล้วมากมายในอดีต หากเราหยุดอัพเกรดเพียงเพราะกลัวความเสี่ยง เราอาจจะพลาดการป้องกันภัยคุกคามที่แท้จริงในอนาคต เช่น พลังทำลายล้างจากคอมพิวเตอร์ควอนตัม (Quantum Computing)

ศึกสองด้าน: พลังควอนตัม vs การเมืองภายในเครือข่าย

ประเด็นเรื่องคอมพิวเตอร์ควอนตัมกลายเป็นอีกหนึ่งหัวข้อที่ถูกหยิบยกมาถกเถียง นักลงทุนบางกลุ่มมองว่านี่คือความเสี่ยงทางเทคนิคที่แท้จริงที่ Bitcoin ต้องรีบปรับตัวเพื่อรับมือ แต่ในขณะเดียวกัน Adam Back ซีอีโอของ Blockstream ก็มองว่าเหล่านักพัฒนากำลังวิจัยเรื่องนี้อย่างเงียบๆ และรอบคอบ ไม่จำเป็นต้องตีโพยตีพายจนนำไปสู่การรีบแก้ไขโปรโตคอลโดยไม่จำเป็น

บทสรุปของเรื่องนี้สะท้อนให้เห็นว่า Bitcoin กำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อระหว่างการรักษา “ความบริสุทธิ์ของเงินดิจิทัล” กับการ “วิวัฒนาการสู่แพลตฟอร์มที่หลากหลาย” ซึ่งการตัดสินใจในวันนี้จะกำหนดหน้าตาของโลกการเงินในอีก 10 ปีข้างหน้าอย่างแน่นอน

อ้างอิง : cointelegraph.com

ที่มา https://www.bitcoinaddict.com/news/michael-saylor-bitcoin-protocol-threat-debate

ศึก Stablecoin Yield: เมื่อ ‘ผลตอบแทน’ ไม่ใช่แค่เรื่องคริปโต แต่คือการเขย่าบัลลังก์เงินฝากธนาคาร

ในขณะที่สภาคองเกรสกำลังถกเถียงกันเรื่องกฎหมายกำกับดูแลตลาดคริปโตเคอร์เรนซี ประเด็นหนึ่งที่กลายเป็นชนวนเหตุความขัดแย้งที่รุนแรงที่สุดคือ “Stablecoin ควรจะจ่ายผลตอบแทน (Yield) ได้หรือไม่?” ฟังดูเหมือนจะเป็นเพียงเรื่องเฉพาะกลุ่มในโลกสินทรัพย์ดิจิทัล แต่ความจริงแล้ว นี่คือการท้าทายโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินที่ใช้กันมานานหลายทศวรรษ

ธนาคาร vs คริปโต: ใครควรได้ประโยชน์จากเงินของคุณ?

หัวใจสำคัญของความขัดแย้งนี้ไม่ใช่แค่เรื่องเทคโนโลยี แต่เป็นเรื่องของ “เงินฝาก” และ “ใครคือผู้ที่ควรได้รับผลประโยชน์” โดยปกติแล้ว ธนาคารพาณิชย์จะนำเงินฝากของเราไปปล่อยกู้หรือลงทุนเพื่อสร้างกำไรมหาศาล ขณะที่ผู้ฝากเงินได้รับเพียงความปลอดภัย สภาพคล่อง และดอกเบี้ยเพียงเล็กน้อยเป็นสิ่งตอบแทน

โมเดลนี้อยู่รอดมาได้ยาวนานเพราะผู้บริโภคไม่มีทางเลือกอื่นที่จับต้องได้ แต่การมาถึงของ Stablecoin ที่จ่ายผลตอบแทนได้ กำลังเปลี่ยนความคาดหวังของผู้คนไปอย่างสิ้นเชิง ปัจจุบันผู้คนเริ่มตั้งคำถามว่า “ทำไมเงินของเราที่ฝากไว้เฉยๆ ถึงไม่สามารถสร้างผลตอบแทนแบบอัตโนมัติได้?”

การปรับตัวของระบบสินเชื่อเมื่อโลกหมุนไปสู่ On-chain

ข้อโต้แย้งหลักจากฝั่งธนาคารคือ หากผู้บริโภคหันไปหา Stablecoin Yield มากขึ้น เงินฝากในระบบธนาคารจะลดลง ส่งผลให้การปล่อยสินเชื่ออย่างมอร์เกจหรือเงินกู้ธุรกิจทำได้ยากขึ้นและมีราคาแพงขึ้น อย่างไรก็ตาม บทความนี้ชี้ให้เห็นว่าการเปลี่ยนแปลงไม่ได้หมายถึงการล่มสลาย แต่มันคือการ “จัดระเบียบใหม่” (Reorganized)

  • การไหลของสินเชื่อจะเปลี่ยนจากระบบที่คลุมเครือภายในงบดุลของธนาคาร ไปสู่ตลาดทุนที่มีความโปร่งใสมากขึ้น
  • การใช้ Smart Contracts และโครงสร้างพื้นฐานแบบ Rule-based จะช่วยให้การจัดสรรเงินทุนมีประสิทธิภาพสูงขึ้น
  • ผู้ที่แบกรับความเสี่ยง (ผู้ฝากหรือผู้ถือเหรียญ) จะได้รับส่วนแบ่งผลตอบแทนที่สอดคล้องกับความเสี่ยงนั้นจริงๆ

บทสรุป: อนาคตที่ผลตอบแทนเป็นค่าเริ่มต้น

การต่อสู้เรื่อง Stablecoin Yield จึงเปรียบเสมือนตัวอย่างก่อนเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ (Great Reckoning) ของระบบเงินฝากทั่วโลก เรากำลังก้าวเข้าสู่ยุคที่สินทรัพย์ทุกอย่างถูกทำให้เป็นดิจิทัล ไม่ว่าจะเป็นเงินสด พันธบัตรรัฐบาล หรือหลักทรัพย์ ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะมาพร้อมกับความคาดหวังว่า “ต้องมีผลตอบแทนโดยธรรมชาติ” (Yield by Default)

ท้ายที่สุดแล้ว หน่วยงานกำกับดูแลอาจพยายามชะลอการเปลี่ยนแปลงนี้เพื่อปกป้องระบบเดิม แต่พวกเขาไม่สามารถย้อนคืนความคาดหวังของผู้บริโภคที่ต้องการมีส่วนร่วมในมูลค่าที่เงินของตนเองสร้างขึ้นได้ การกำกับดูแลที่ดีจึงไม่ใช่การห้าม แต่เป็นการสร้างกฎเกณฑ์ที่ปลอดภัยเพื่อให้โลกการเงินใหม่นี้เติบโตได้อย่างยั่งยืน

อ้างอิง : coindesk.com

ที่มา https://www.bitcoinaddict.com/news/stablecoin-yield-vs-traditional-banking-future

อ่านคอนเทนต์เพิ่มเติม คลิก!

'เหรียญ' พารวย

ราคาบิตคอยน์วันนี้ (26 ม.ค. 69) ปรับลง -1.85%

TNN ช่อง16

ราคาบิตคอยน์วันนี้ (26 ม.ค. 69) ปรับลง 2.91% อยู่ที่ 86,606 เหรียญสหรัฐ

ประชาชาติธุรกิจ

BCH หุ้นโรงพยาบาลตัวท็อป กำไรโต-ปันผลเด่น

ข่าวหุ้นธุรกิจ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...