TOP ชี้เช่ากลับคลังน้ำมัน-ไถ่ถอนหุ้นกู้ ลดภาระหนี้ ดันผลงานปี 68 ตามเป้า
นายบัณฑิต ธรรมประจำจิต ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TOP เปิดเผยทิศทางเชิงกลยุทธ์ของบริษัทว่า ไทยออยล์ได้ปรับกรอบกลยุทธ์องค์กรจากเดิม “3B” มาเป็น “2S1P” ตั้งแต่ปีที่ผ่านมา เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมพลังงาน และเสริมศักยภาพการเติบโตในระยะยาว อย่างไรก็ดี วิสัยทัศน์ของบริษัทยังคงเดิม คือ “การสร้างสรรค์คุณภาพชีวิตด้วยพลังงานและเคมีภัณฑ์ที่ยั่งยืน” สะท้อนเป้าหมายการดำเนินธุรกิจควบคู่กับการยกระดับคุณภาพชีวิตและความยั่งยืนในทุกมิติ
สำหรับกลยุทธ์ “2S1P” แกนหลักประการแรก (S1) คือการเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจหลัก (Core Business) ครอบคลุมธุรกิจโรงกลั่น อะโรเมติกส์ น้ำมันหล่อลื่นพื้นฐาน ธุรกิจสารเคมีสำหรับการทำความสะอาด รวมถึงธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องทั้งหมด เพื่อสร้างฐานรายได้และกระแสเงินสดที่มั่นคง รองรับการเติบโตในอนาคต โดยหัวใจสำคัญของ S1 คือการผลักดันโครงการพลังงานสะอาด (Clean Fuel Project: CFP) ให้ประสบความสำเร็จอย่างแท้จริง ไม่เพียงแล้วเสร็จตามแผน แต่ต้องสามารถสร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจได้อย่างเป็นรูปธรรม
ทั้งนี้ แผนกลยุทธ์ของไทยออยล์แบ่งออกเป็น 2 ระยะ โดยในช่วง 5 ปีแรก บริษัทจะมุ่งเสริมความแข็งแกร่งของธุรกิจปัจจุบัน ควบคู่กับการใช้โครงการ CFP เป็นแพลตฟอร์มใหม่สำหรับการเติบโตในระยะยาว ขณะที่ในช่วง 5 ปีถัดไป จะต่อยอดไปสู่ธุรกิจใหม่อย่างเหมาะสม
ในด้านการขยายตลาด บริษัทได้เพิ่มช่องทางการจำหน่ายไปยังต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง ผ่านบริษัท Topex ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการขยายตลาด ปัจจุบันมีการดำเนินธุรกิจในหลายประเทศ อาทิ อินโดนีเซีย เวียดนาม อินเดีย และประเทศไทย พร้อมแผนขยายเพิ่มเติม เพื่อรองรับผลิตภัณฑ์จากกลุ่มไทยออยล์ทั้งจากศรีราชาและระยอง โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์กลุ่มสารเคมีและตัวทำละลาย ซึ่งคาดว่าจะมีปริมาณเพิ่มขึ้นมากกว่า 40% ภายหลังโครงการ CFP แล้วเสร็จ
สำหรับแกนกลยุทธ์ S2 บริษัทมุ่งเตรียมความพร้อมสำหรับธุรกิจในอนาคต โดยในช่วง 5 ปีแรกจะยังไม่ลงทุนในโครงการใหม่ขนาดใหญ่ เนื่องจากต้องทุ่มทรัพยากรให้กับโครงการ CFP ซึ่งมีมูลค่าการลงทุนมากกว่า 1 แสนล้านบาท อย่างไรก็ตาม ไทยออยล์ได้เตรียมความพร้อมด้านบุคลากร ความรู้ ความเข้าใจตลาด เทคโนโลยี และโครงสร้างองค์กร เพื่อรองรับการขยายสู่ธุรกิจใหม่ในช่วง 5 ปีถัดไปอย่างมีประสิทธิภาพ
ธุรกิจใหม่ในอนาคตจะมุ่งเน้นผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง มีคุณสมบัติเฉพาะ ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และสอดคล้องกับเป้าหมาย Net Zero โดยอาศัยความเชี่ยวชาญเดิมของบริษัท เช่น กลุ่มสารเคมีสำหรับการทำความสะอาด การฆ่าเชื้อ รวมถึงผลิตภัณฑ์ในกลุ่ม personal care และ home care ตัวอย่างที่ชัดเจนคือการพัฒนาสาร Linear Alkylate (LA) ซึ่งเดิมประเทศไทยต้องนำเข้า 100% แต่ปัจจุบันไทยออยล์สามารถผลิตและจำหน่ายภายในประเทศได้เป็นส่วนใหญ่
นายบัณฑิตกล่าวเพิ่มเติมว่า การวัดความสำเร็จของบริษัทให้ความสำคัญกับผลประกอบการทางการเงินและความสามารถในการทำกำไร โดยคาดว่าหลังโครงการ CFP แล้วเสร็จ กำไรของบริษัทจะเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ พร้อมตั้งเป้าให้หุ้นไทยออยล์เป็นหุ้นคุณภาพในระดับ Investment Grade เพื่อดึงดูดนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งปัจจุบันเริ่มเห็นความสนใจจากเงินทุนต่างชาติเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ในมิติของความยืดหยุ่นทางธุรกิจ (Resilience) บริษัทมุ่งสร้างผลตอบแทนให้สูงกว่าต้นทุนทางการเงิน เพื่อเสริมศักยภาพในการรับมือกับความผันผวน ขณะที่ด้านความยั่งยืน ถือเป็น DNA ขององค์กร โดยทุกการตัดสินใจต้องคำนึงถึง ESG และความสามารถในการดำเนินธุรกิจอย่างต่อเนื่องในระยะยาว
สำหรับโครงการ CFP ไทยออยล์มองว่าเป็น “Game Changer” ขององค์กร ที่จะยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน ทำให้บริษัทก้าวสู่การเป็นผู้เล่นระดับแนวหน้าของโลก และเป็นแพลตฟอร์มสำคัญในการต่อยอดสู่ธุรกิจมูลค่าสูงในอนาคต
ด้านนางวนิดา บุญภิรักษ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ด้านการเงินและบัญชี TOP เปิดเผยว่า ภายหลังไทยออยล์ยุติสัญญากับผู้รับเหมา EPC เดิมในไตรมาส 2 ปี 2568 บริษัทได้ปรับรูปแบบการบริหารโครงการ CFP มาเป็น EPCM โดยมี Foster Wheeler Thailand เป็นที่ปรึกษาหลัก เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นและประสิทธิภาพในการควบคุมต้นทุนและบริหารผู้รับเหมาก่อสร้างหลายรายโดยตรง
ในปี 2568 บริษัทสามารถเปลี่ยนผ่านสู่ระบบ EPCM ได้อย่างสมบูรณ์ ครอบคลุมทั้งการส่งมอบแบบก่อสร้าง การจัดหาอุปกรณ์หลัก และการว่าจ้างผู้รับเหมางานสำคัญครบทุกส่วน โดย ณ สิ้นปีมีแรงงานในพื้นที่โครงการประมาณ 8,500 คน และคาดว่าจะเพิ่มเป็น 15,000–18,000 คน ในช่วงไตรมาสแรกของปี 2569
สำหรับแผนงานในระยะถัดไป บริษัทตั้งเป้า Ready for Startup หน่วยกลั่นน้ำมันดิบที่ 4 (CDU4) ในไตรมาส 2/2567 และเดินเครื่องเชิงพาณิชย์เต็มรูปแบบของโครงการ CFP ในไตรมาส 3/2568
นางวนิดากล่าวอีกว่า ค่าใช้จ่ายหลักของโครงการกว่า 60–70% ได้ถูกล็อกไว้แล้วจากการจัดซื้ออุปกรณ์หลักและการว่าจ้างผู้รับเหมางานสำคัญ ทำให้บริษัทมั่นใจว่างบประมาณจะอยู่ภายใต้กรอบที่ผู้ถือหุ้นอนุมัติ และจะไม่เกิดการบานปลาย
ในด้านฐานะการเงิน ไทยออยล์เดินหน้าลดภาระหนี้อย่างต่อเนื่อง โดยในปีที่ผ่านมาได้ซื้อคืนหนี้รวมเกือบ 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และในช่วงต้นปีปัจจุบันได้ทำคำเสนอซื้อคืน (Tender Offer) หุ้นกู้สกุลดอลลาร์สหรัฐเพิ่มเติมอีก 550 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 17,000 ล้านบาท ควบคู่กับการดำเนินโครงการ Asset Monetization ผ่านรูปแบบ lease and lease back โครงสร้างพื้นฐานสำคัญ ซึ่งสร้างกระแสเงินสดสุทธิ 18,230 ล้านบาท เพื่อนำไปลดหนี้
นอกจากนี้ บริษัทได้ออกหุ้นกู้ชั่วนิรันดร์สกุลดอลลาร์สหรัฐ มูลค่า 600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ อัตราดอกเบี้ย 6.1% ซึ่งได้รับการตอบรับจากนักลงทุนสูงถึง 11 เท่า และเมื่อบริหารความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนแล้ว ทำให้อัตราดอกเบี้ยสุทธิในสกุลเงินบาทอยู่ที่เพียง 3.875% ต่ำกว่าต้นทุนทางการเงินเฉลี่ยของบริษัท
อีกทั้งจากการลดภาระหนี้รวมกว่า 1,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 45,000 ล้านบาท ส่งผลให้อัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อ EBITDA ปรับลดลงอย่างมีนัยสำคัญ และตอกย้ำความแข็งแกร่งทางการเงินของไทยออยล์ ส่งผลให้สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือยังคงให้อันดับในระดับ Investment Grade
ทั้งนี้ ไทยออยล์ยืนยันว่าจะเดินหน้าบริหารโครงการ CFP อย่างเข้มข้น ควบคู่กับการรักษาวินัยทางการเงิน ความปลอดภัย และคุณภาพ เพื่อวางรากฐานการเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนในระยะยาวของกลุ่มไทยออยล์ต่อไป