โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เศรษฐกิจไทยฟื้นแรง GDP ไทยโต 2.5% ไตรมาส 4 ปี 2568 UBS ประเมินปี 2569 โต 2.3% ลงทุนภาครัฐเพิ่ม 13.3% หนุนเศรษฐกิจ ครัวเรือนขยับยอดใช้และความเชื่อมั่นสูงขึ้น

THE STATES TIMES

อัพเดต 2 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 4 ชั่วโมงที่ผ่านมา • THE STATES TIMES TEAM

งานสัมมนา ‘UBS OneASEAN Summit 2026’ เชื่อมโยงนักลงทุนระดับโลกกับมุมมองเชิงลึกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

กรุงเทพฯ 5 มีนาคม 2569 – เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งในไตรมาสที่ 4 ปี 2568 โดยอัตราการเติบโตของ GDP เร่งตัวขึ้นเป็น 2.5% ปีต่อปี จาก 1.2% ในไตรมาสที่ 3 ซึ่งเกินกว่าการคาดการณ์ของตลาดทั้งหมด รวมถึงประมาณการของ UBS ที่สูงกว่าฉันทามติ (UBSe: 1.7% ปีต่อปี; ฉันทามติ: 1.3% ปีต่อปี; Bloomberg ประมาณการระหว่าง 0.7% ถึง 1.9%) ตัวเลขที่ดีกว่าการคาดการณ์บ่งชี้ถึงการบริหารจัดการทางการคลังที่ดีขึ้น โดยผลกระทบเชิงบวกได้ขยายไปสู่อุปสงค์ภาคเอกชนอย่างเห็นได้ชัด ดังนั้น UBS จึงปรับเพิ่มการคาดการณ์การเติบโตของ GDP ปี 2569 เป็น 2.3% (จากเดิม 2.0%) และคาดว่าธนาคารแห่งประเทศไทยจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายเป็น 0.75% ในไตรมาสที่ 4 ปี 2569
การลงทุนภาครัฐเพิ่มขึ้น 13.3% ปีต่อปีในไตรมาสที่ 4 และเพิ่มขึ้น 15.1% ไตรมาสต่อไตรมาสสำหรับทั้งปี โดยสรุปภาพรวมการลงทุนภาครัฐของทั้งปี เพิ่มขึ้น 8.9% ซึ่งเป็นอัตราที่แข็งแกร่งที่สุดนับตั้งแต่ปี 2559 และเกือบสองเท่าของปี 2567 ขณะที่การสะสมทุนถาวรเบื้องตน (Gross Fixed Capital Formation: GFCF) จากภาคเอกชนขยายตัวในระดับปานกลางอยู่ที่ 3.5% การเร่งตัวในไตรมาสที่ 4 เป็นผลจากโครงการคมนาคมควบคู่ไปกับโครงสร้างพื้นฐานด้านการบริหารจัดการน้ำที่ได้รับการอนุมัติจากรัฐบาลก่อนหน้านี้ เนื่องจากภาคการก่อสร้างคิดเป็นประมาณ 8-9% ของ GDP โดยแบ่งเป็นภาครัฐประมาณ 5% และภาคเอกชน 3% จึงสามารถบ่งชี้ว่าการลงทุนที่ได้รับอนุมัติแล้วเริ่มมีส่วนในการสนับสนุนการก่อตัวของทุนโดยรวมอย่างยั่งยืนมากขึ้น หากการส่งต่อการลงทุนจากภาครัฐไปสู่ภาคเอกชนดำเนินต่อไป เราประมาณการว่า GFCF รวมสามารถเติบโตได้ถึง 5.3% ในปี 2569 ซึ่งจะมีส่วนสนับสนุนประมาณ 1.3 จุดเปอร์เซ็นต์ หรือประมาณครึ่งหนึ่งของการเติบโตของ GDP โดยรวม
รายจ่ายของครัวเรือนเพิ่มขึ้น 3.3% ปีต่อปี ซึ่งเป็นอัตราการเติบโตที่แข็งแกร่งที่สุดในรอบปี คล้ายกับเมื่อปีที่แล้ว การเติบโตนี้ขับเคลื่อนโดยมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล โดยเฉพาะโครงการ “คนละครึ่งพลัส” มูลค่า 4.4 หมื่นล้านบาท ซึ่งเป็นโครงการที่มอบเงินสนับสนุนประมาณ 2,000 บาทต่อคน แก่ผู้มีสิทธิเกือบ 20 ล้านคน โดยมีค่าใช้จ่ายทางการคลังประมาณ 4 หมื่นล้านบาทจนถึงปัจจุบัน นอกจากนี้ยอดขายรถยนต์ยังฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว (+26.4% ปีต่อปี) สะท้อนการซื้อล่วงหน้าก่อนสิ้นสุดมาตรการสนับสนุนรถยนต์ไฟฟ้าของภาครัฐ ขณะที่ภาคบริการยังคงแข็งแกร่งขึ้นเช่นเดียวกัน โดยดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคปรับตัวขึ้นเป็น 51.3 ในเดือนมกราคม จาก 50 ในเดือนตุลาคม
แนวโน้มเศรษฐกิจของอาเซียนและประเทศไทยเป็นหัวข้อสำคัญในการงานสัมมนา UBS OneASEAN Summit ครั้งที่ 14 ซึ่งรวบรวมนักลงทุนสถาบันกว่า 850 ราย ผู้ที่มีอิทธิพลในการผลักดันและกำหนดนโยบาย รวมถึงผู้นำในอุตสาหกรรม เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลเชิงลึกล่าสุดและแนวคิดเกี่ยวกับการลงทุนสำหรับปี 2569
นิโคโล แมกนี (Nicolo Magni) หัวหน้าฝ่ายธนาคารโลก ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเอเชียใต้ ของ UBS Global Banking กล่าวว่า “งานสัมมนา OneASEAN Summit ของเราได้เติบโตอย่างแข็งแกร่งต่อเนื่องตลอดหลายปีที่ผ่านมา โดยได้นำนักลงทุนสถาบันกว่า 850 ราย บริษัทชั้นนำ และผู้นำทางความคิดระดับโลกมาร่วมหารือถึงแนวโน้มสำคัญที่กำหนดสภาพแวดล้อมทางธุรกิจในปัจจุบัน เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังคงเป็นทางเลือกเชิงกลยุทธ์สำหรับนักลงทุน เราคาดว่าปัจจัยขับเคลื่อนที่แข็งแกร่งจะดำเนินต่อไปตลอดทั้งปี 2569 และตลาดทุนมีแนวโน้มที่จะมีความคึกคักมากขึ้นในภาคสุขภาพ อสังหาริมทรัพย์ และสินค้าอุปโภคบริโภค”
เกรซ ลิม (Grace Lim) นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสภูมิภาคอาเซียนและเอเชียที่ UBS Investment Bank Global Research กล่าวว่า “เราคาดว่าการเติบโตของ GDP ในอาเซียน 6 ประเทศจะอยู่ที่ประมาณ 4.9% ในปี 2569 ซึ่งสะท้อนถึงช่วงเวลาของการขยายตัวอย่างมั่นคง ภูมิภาคนี้ยังคงได้รับประโยชน์จากการบูรณาการเข้าไปในห่วงโซ่มูลค่าการผลิตระดับโลก ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากตลาดภายในประเทศที่มีขนาดใหญ่ สภาวะการเติบโตยังคงเอื้ออำนวย โดยการบริโภคของครัวเรือนเป็นแรงขับเคลื่อนที่สำคัญในอินโดนีเซีย การลงทุนภาคเอกชนเพิ่มขึ้นในไทยและฟิลิปปินส์ และจุดแข็งด้านการส่งออกเทคโนโลยีในสิงคโปร์และมาเลเซีย”
การประชุมตลอดทั้งสองวันนี้นำเสนอภาพรวมที่ครอบคลุมของภูมิทัศน์การลงทุนระดับโลก พร้อมทั้งวิเคราะห์ผลกระทบต่อเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ผู้เข้าร่วมได้มีส่วนร่วมในการอภิปรายและแบ่งปันข้อมูลเชิงลึกในหัวข้อ อาทิ ความไม่สมดุลทางการค้าโลก โอกาสการลงทุนในจีน ญี่ปุ่น และยุโรป แนวโน้มของทองคำและโลหะมีค่า วิวัฒนาการของสินทรัพย์ดิจิทัลและ AI ในอาเซียน ตลอดจนการพัฒนาระบบพลังงานใหม่สำหรับเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วย AI
ผู้บรรยายในการประชุมครั้งนี้ประกอบด้วย สุหสิล นาซารา (Suahasil Nazara) รองรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง สาธารณรัฐอินโดนีเซีย; แบรด เซ็ตเซอร์ (Brad Setser) ผู้ปรึกษาสภาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ (Council on Foreign Relations); อัลเฟรด ชิปเก้ (Alfred Schipke) ศาสตราจารย์มหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์; ศาสตราจารย์เคน จิมโบ (Ken Jimbo) ศาสตราจารย์มหาวิทยาลัยเคโอ; ปีเตอร์ คอนติ-บราวน์ (Peter Conti-Brown) คณะบริหารธุรกิจวอร์ตัน มหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย; วิลเลียม ดัลริมเพิล (William Dalrymple) นักประวัติศาสตร์และนักเขียน
เกี่ยวกับ UBS
UBS (Union Bank of Switzerland) เป็นผู้จัดการความมั่งคั่งชั้นนำระดับสากลและเป็นธนาคารเพื่อการพาณิชย์ชั้นนำในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ นอกจากนี้ยังให้บริการโซลูชันการจัดการสินทรัพย์ที่หลากหลายและโดดเด่นด้านการลงทุนที่มุ่งเน้นเฉพาะทาง UBS บริหารจัดการสินทรัพย์เพื่อการลงทุนมูลค่ากว่า 7 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ณ ไตรมาสที่ 4 ปี 2568 UBS ช่วยให้ลูกค้าบรรลุเป้าหมายทางการเงินผ่านคำแนะนำเฉพาะบุคคล โซลูชัน และผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ โดยมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่เมืองซูริก ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ และดำเนินธุรกิจในกว่า 50 ตลาดทั่วโลก หุ้นของ UBS Group จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์สวิสเอสไอเอ็กซ์ (SIX Swiss Exchange) และตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก (NYSE)
ที่มา : เมธาวรินทร์ มณีกูลพันธ์
โทเทิล ควอลิตี้ พีอาร์ (ประเทศไทย) จำกัด 02 260 5820 mae@tqpr.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...