ยกระดับนิคมฯไทย วางหมากให้ยั่งยืน
ในยุคที่โลกกำลังเผชิญความท้าทายด้านสภาพภูมิอากาศ การแข่งขันทางเศรษฐกิจ และแรงกดดันจากมาตรฐานสิ่งแวดล้อมระดับสากล “นิคมอุตสาหกรรม” ไม่อาจเป็นเพียงพื้นที่รองรับการผลิตอีกต่อไป แต่ต้องเปลี่ยนบทบาทเป็นโครงสร้างพื้นฐานเชิงยุทธศาสตร์ที่ขับเคลื่อนทั้งเศรษฐกิจและความยั่งยืนไปพร้อมกัน ความเคลื่อนไหวล่าสุดของ การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) จึงไม่ใช่แค่การยกระดับมาตรฐานทางเทคนิค หากสะท้อนการปรับกระบวนทัศน์ของอุตสาหกรรมไทยครั้งสำคัญ จาก “การเติบโตเชิงปริมาณ” ไปสู่ “การเติบโตเชิงคุณภาพที่ยั่งยืนและแข่งขันได้ในเวทีโลก”
ความสำเร็จของโครงการยกระดับนิคมอุตสาหกรรมเชิงนิเวศสู่มาตรฐาน SDGs I.E. และการประเมิน Eco-Efficiency ประจำปีงบประมาณ 2568 ชี้ให้เห็นว่า กนอ.กำลังเดินเกมเชิงรุกมากกว่าตั้งรับต่อกระแสโลก โดยไม่ได้เพียงปรับตามข้อกำหนดสากล แต่พยายามกำหนดมาตรฐานใหม่ให้กับระบบนิคมอุตสาหกรรมไทยเอง การขยับจากกรอบ Eco I.E. เดิม ไปสู่ SDGs I.E. ทำให้การพัฒนาไม่ได้จำกัดแค่เรื่องสิ่งแวดล้อมเชิงกายภาพ แต่ครอบคลุมมิติการพัฒนาอย่างยั่งยืนทั้งระบบ ตั้งแต่การจัดการน้ำ พลังงาน การจ้างงาน เศรษฐกิจ นวัตกรรม การผลิตที่รับผิดชอบ ไปจนถึงการรับมือกับวิกฤตสภาพภูมิอากาศ
สิ่งที่น่าสนใจคือ กนอ.ไม่ได้พูดถึงความยั่งยืนในเชิงอุดมคติ แต่แปลงเป็นตัวชี้วัดที่จับต้องได้ เช่น การที่นิคมฯ 21 แห่งสามารถนำน้ำกลับมาใช้ใหม่ได้มากกว่า 11 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี และนิคมฯ 28 แห่งเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานได้ตามเป้าหมาย ตัวเลขเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงความสำเร็จเชิงสิ่งแวดล้อม แต่เป็นกลไกสร้างความได้เปรียบทางเศรษฐกิจ เพราะช่วยลดต้นทุนทรัพยากร ลดความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม และเพิ่มความน่าเชื่อถือของอุตสาหกรรมไทยในสายตานักลงทุนและคู่ค้าระดับโลก
โครงสร้างเกณฑ์ SDGs I.E. ที่ กนอ.พัฒนาขึ้น ตั้งแต่เกณฑ์พื้นฐาน กลุ่มเป้าหมายหลัก 6 SDGs ไปจนถึงกลุ่มเป้าหมายรองอีก 9 เป้าหมาย สะท้อนความพยายามสร้างระบบมาตรฐานที่เป็นขั้นบันได ไม่ใช่กระโดดข้ามความจริงของภาคอุตสาหกรรม การออกแบบเช่นนี้ช่วยให้นิคมฯ แต่ละแห่งสามารถยกระดับตัวเองได้ตามศักยภาพ ขณะเดียวกันก็สร้าง “สนามแข่งขันเดียวกัน” ให้กับอุตสาหกรรมไทยทั้งระบบ
อีกจุดที่มีนัยสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ คือ การปรับวิธีประเมิน Eco-Efficiency ร่วมกับมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดยผสานมุมมองด้านคุณค่าทางเศรษฐกิจเข้ากับผลกระทบด้านก๊าซเรือนกระจก ทำให้การประเมินไม่ใช่แค่ดูว่าปล่อยคาร์บอนเท่าไร แต่ดูว่าสร้างคุณค่าเท่าไรต่อหนึ่งหน่วยคาร์บอนที่ปล่อยออกมา แนวคิดนี้สอดคล้องกับทิศทางเศรษฐกิจสีเขียวของโลก และช่วยให้ผู้ประกอบการไทยพร้อมรับมือกับมาตรการการค้าอย่าง CBAM รวมถึงแรงกดดันด้าน Net Zero จากคู่ค้าระดับสากล
แผนขยายผล SDGs I.E. ในช่วงปี 2571-2575 ยังสะท้อนวิสัยทัศน์ระยะยาวของ กนอ. ที่ต้องการให้ทุกนิคมฯ เป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน ไม่ใช่เพียงพื้นที่ผลิตแบบเส้นตรง แต่เป็นระบบที่ทรัพยากรถูกใช้ซ้ำหมุนเวียน และสร้างมูลค่าเพิ่มอย่างต่อเนื่อง แนวทางนี้ไม่ได้เป็นเพียงการรักษาสิ่งแวดล้อม แต่เป็นการสร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศในโลกยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับ ESG อย่างจริงจัง
ความเคลื่อนไหวของ กนอ.ในครั้งนี้จึงควรถูกมองว่าเป็นมากกว่าความสำเร็จเชิงโครงสร้าง หากเป็นการวางโครงสร้างพื้นฐานด้านความยั่งยืนให้กับอุตสาหกรรมไทยทั้งระบบ การทำให้นิคมอุตสาหกรรมเป็นพื้นที่ที่เติบโตไปพร้อมกับชุมชน สังคม และสิ่งแวดล้อม ไม่ใช่แค่ทางเลือก แต่คือเงื่อนไขใหม่ของการแข่งขันระดับโลก หาก กนอ.สามารถผลักดันวิสัยทัศน์นี้ให้เกิดผลจริงในทุกนิคมฯ ภายในปี 2575 ไทยก็มีโอกาสก้าวขึ้นเป็นประเทศฐานการผลิตที่ทั้งแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจและมีความรับผิดชอบต่อโลกอย่างแท้จริง
จึงสะท้อนให้เห็นว่า ความมุ่งมั่นของ กนอ.ในการขยายผลโครงการสู่มาตรฐาน SDGs I.E. เต็มรูปแบบ คือ การวางรากฐานทางเศรษฐกิจใหม่ที่เน้นระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนเป็นหัวใจหลัก.
ณัฐวัฒน์ หาญกล้า