โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

ชัยชนะ ‘รัฐพันลึก’ กด‘เพื่อไทย’ บทเรียนใหญ่ ‘ทักษิณ’วางมือ?

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 7 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ไทม์ไลน์ "ทักษิณ ชินวัตร" อดีตนายกรัฐมนตรี จะได้รับการพักโทษ 2 ใน 3 ตาม พ.ร.บ.ราชทัณฑ์ และกฎกระทรวง หลังถูกศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีคำสั่งบังคับโทษจำคุก 1 ปี เมื่อวันที่ 9 ก.ย. 2568 ล่าสุด กรมราชทัณฑ์ เผยแพร่เอกสารข่าว"การพักการลงโทษของอดีตนายกรัฐมนตรี" เมื่อวันที่ 25 ก.พ. 2569 กรณี "ทักษิณ" จะได้รับการพักโทษในวันที่ 9 พ.ค. 2569 นั้น โดยยืนยันว่า เกณฑ์ในการพักการลงโทษคือ 10 พ.ค. 2569 และสามารถปล่อยตัวพักการลงโทษได้ในวันถัดไปคือ 11 พ.ค. 2569

"การคำนวณโทษของ นายทักษิณ 2 ใน 3 ของกำหนดโทษ 1 ปี (1 ปี 12 เดือน 5 วัน เท่ากับ 365 วัน) จึงเท่ากับ 8 เดือน 4 วัน หรือ 244 วัน ซึ่งตรงกับวันที่ 10 พ.ค. 2569 และสามารถปล่อยตัวได้ในวันถัดไป คือ 11 พ.ค. 2569 สำหรับการติดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ติดตามตัวกับนายทักษิณหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของคณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณาวินิจฉัยพักการลงโทษ" กรมราชทัณฑ์ ระบุ

แน่นอนว่า กว่า “ทักษิณ” จะพ้นคุกได้รับอิสรภาพ ก็ยังมีเงื่อนไขที่สุ่มเสี่ยงเป็นวิบากกรรมทางการเมือง โดยเฉพาะคดีอาญา มาตรา 112 ที่เคยให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวแห่งหนึ่งของเกาหลีใต้ โดยศาลอาญาได้รับเรื่องอุทธรณ์จากอัยการ ทำให้ “ทักษิณ” ขยับขับเคลื่อนการเมืองไม่ง่าย เหมือนเมื่อครั้ง รัฐบาลแพทองธาร ชินวัตร

หากถอดบทเรียน“ทักษิณ” จากปรากฎการณ์ที่ผ่านมา จากการเดินเกมการเมืองพลาด ไม่คิดวางมืออย่างที่เคยประกาศเอาไว้ แต่กลับโชว์บทบาททั้งฉากหน้า และฉากหลังเต็มที่

โดยเฉพาะคดี เข้าพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลตำรวจ ชั้น 14 ส่งผลให้ “พรรคเพื่อไทย” เกิดความสั่นคลอน จนกระทบมาถึงการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อ 8 ก.พ. 2569 เพื่อไทยตกอยู่ในสภาพพรรคต่ำร้อยเป็นครั้งแรก และยังพ่ายแพ้การเลือกตั้งเป็นครั้งที่ 2

จุดเพลี่ยงพล้ำหนักที่ลูกพรรคเพื่อไทยประเมินตรงกัน อยู่ที่ “นายใหญ่” ยังชักใยการเมืองอยู่ฉากหน้า และฉากหลัง อย่างไม่เก็บอาการ

หากเวลานั้น กลับมาเลี้ยงหลานอย่างที่เคยประกาศจุดยืนเอาไว้ แล้วใช้ชีวิตอย่างเงียบๆ ก็อาจไม่เป็นจุดพลิกผัน ทำให้ตัวเองต้องถูกจำคุก บังคับโทษอยู่ในเรือนจำ

แหล่งข่าวจากพรรคเพื่อไทย ประเมินสถานการณ์ต่อจากนี้ เมื่อผู้นำทางจิตวิญญาณของพรรคออกมาจากเรือนจำ หากยังวางยุทธศาสตร์ให้ลูกสาว “แพทองธาร” ขับเคลื่อนการเมืองต่อ ก็คงเป็นเรื่องยาก เพราะจะหนีไม่พ้นวังวน “นักรบห้องแอร์”เหมือนเดิม

พรรคเพื่อไทยย่อมไม่ต่างจาก"บริษัทจำกัด" ที่บริหารงานด้วยคนไม่กี่คน และยากที่จะทำให้เป็นกลับไปเป็นพรรคที่ขายนโยบายได้เหมือนในอดีต เห็นได้ชัดจากผลเลือกตั้ง 2569 ที่ผ่านมา ที่พรรคเพื่อไทยขาย“นโยบายเรือธง”ไม่ออก

“ในอดีตพรรคไทยรักไทย พรรคเพื่อไทย ขายนโยบายได้ แต่ระบบนี้หายไป เพราะตั้งแต่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เข้ามายึดอำนาจรัฐประหาร ทำให้การเลือกตั้งของไทยเปลี่ยนไปเยอะมาก หนักที่สุดตอนเลือกตั้งปี 2566 และปี 2569 ที่มีการใช้เงิน และสรรพกำลังเยอะมาก ถือว่าเป็นความล่มสลายของระบอบทักษิณ การยึดอำนาจครั้งล่าสุด พล.อ.ประยุทธ์ อยู่ยาวถึง 8 ปี มีรัฐธรรมนูญปี 2560 ให้มีชัย ฤชุพันธุ์ เป็นคนยกร่าง เกิดระบอบอนุรักษ์คุมอำนาจการเมือง รัฐราชการมีอำนาจเต็ม การทำพรรคการเมืองที่ขายด้วยนโยบายทำเพื่อประชาชนนั้นยากมาก” แหล่งข่าวจากพรรคเพื่อไทย ระบุ

ขณะเดียวกัน“ทักษิณ” เคยประเมินการเมืองเมื่อครั้งรัฐธรรมนูญปี 2560 บังคับใช้ โดยบอกกับอดีต สส.เพื่อไทยว่า ประเทศไทยจะขาดการแข่งขัน จะทำให้มีสภาพเป็นลูกจ้าง ซ้ำร้ายหนักที่สุด คือได้องค์กรอิสระที่ไม่ยึดโยงกับประชาชน นี่คือผลร้ายของรัฐธรรมนูญปี 2560

อย่างไรก็ตาม หลัง“ทักษิณ”ได้รับการพักโทษ มีการมองโจทย์ใหญ่ของ “พรรคเพื่อไทย” ซึ่งบัดนี้เปรียบเสมือนเป็นพรรคที่มี “2 ส.” สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ สมศักดิ์ เทพสุทิน เข้ามาเซ้งพรรคต่อ โดยแชร์ส่วนแบ่งทางการเมืองกับบ้าน “จันทร์ส่องหล้า”

คนในพรรคเพื่อไทยที่มองต่างจากนักรบห้องแอร์ จึงเห็นว่า “ทักษิณ”ควรใช้โอกาสพักโทษครั้งนี้ วางมือทางการเมือง เพราะในอดีตก็สู้มาเยอะแล้ว

แม้จุดแข็ง ที่ “ทักษิณ”ประเมิน และต้องการให้พรรคการเมืองสู้ด้วยนโยบาย เพื่อให้ประชาชนอยู่ดีกินดี แต่สภาพการเมืองไทย “รัฐธรรมนูญปี 2560” ฉุดรั้งให้การเมืองไทยถอยหลังกลับไปสู่การเมืองก่อนรัฐธรรมนูญปี 2540 คือ การเมืองที่ใช้ “เงิน” สู้เป็นหลัก ไม่เน้นการขายนโยบาย ทำให้ประชาชนเกิดความรู้สึกเบื่อหน่าย ไม่ว่าจะเลือกพรรคใด สภาพการเมืองไทยก็ไม่แตกต่างจากเดิม นั่นจึงทำให้ กระแสข่าวการทุ่มทุนในการเลือกตั้งปี 2569 จึงมีการใช้เงินหนักมากกว่าทุกครั้ง

นอกจากนี้ ยังมีการประเมินสถานการณ์ว่า “ทักษิณ”อาจต้องอยู่แบบเงียบๆ เพราะมีคดีความเป็นชนักปักหลังอยู่ เพราะ“รัฐพันลึก” ไม่ต้องการให้ “เพื่อไทย”และ“ทักษิณ” มีอำนาจต่อรอง และสู้รบได้เหมือนเช่นเคย

หากเป็นเช่นนี้ ก็เป็นไปได้ว่า อาจหมดเวลาของ “บ้านจันทร์ส่องหล้า” และ “ทักษิณ” ต้องวางมือเสียที

เพราะต้องยอมรับว่า ธรรมชาติของพรรคการเมือง เมื่อมีขึ้นสู่จุดสูงสุดก็ย่อมมีตัวตกต่ำลง ไม่ต่างจาก “เพื่อไทย” ในวันนี้ที่ได้ สส.เพียง 74 ที่นั่ง เสียท่า เสียแชมป์ให้คู่แข่งอย่าง “พรรคภูมิใจไทย” ทำได้เพียงเป็นพรรคตัวแปรกำหนดทิศทางรอร่วมรัฐบาลเท่านั้น อำนาจต่อรองก็มีไม่มาก

จากเดิมที่เป็นศัตรูเบอร์หนึ่งของพรรคน้ำเงิน วันนี้พรรคคู่แข่งอ่านเกมอ่านทางของ “พรรคเพื่อไทย” ได้หมดทุกประตู

แม้ “ทักษิณ” จะได้รับการพักโทษ 2 ใน 3 ออกมาในช่วงเดือนพ.ค.นี้ แต่สภาพการเมืองทั้งหมดก็จบเกมหมดแล้ว “รัฐบาลภูมิใจไทย” จะได้ “อนุทิน ชาญวีรกูล” เป็นนายกรัฐมนตรี สมัยที่ 2 พร้อมคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ ก่อนช่วงสงกรานต์ 2569

บริบทการเมืองไทยจะยังคงอยู่ในสภาพอย่างนี้ต่อไป ภายใต้ “รัฐธรรมนูญ 2560” ซึ่งแก้ไขได้ยาก แม้ผลการออกเสียงประชามติเมื่อ 8 ก.พ. 2569 จะเห็นชอบให้แก้ไขรัฐธรรมนูญก็ตาม

แต่เมื่อ “รัฐพันลึก” ยังมองเห็นความได้เปรียบ องคาพยพก็ล้วนอยู่ในการคอนโทรลของ “รัฐพันลึก” ซึ่งยังจำเป็นต้องใช้“ภูมิใจไทย” และ “องค์กรอิสระ” กดสถานะ“เพื่อไทย” ไปพร้อมกับการสู้รบกับ“พรรคประชาชน”ไม่ให้เติบโตต่อไปอีกสักระยะ เพราะตัวเลือกของ “รัฐพันลึก” ที่มีอยู่ไม่มากในวันที่พรรคการเมืองอื่นอ่อนแรงลง ไม่เข้มแข็งและผงาดเท่า “พรรคน้ำเงิน”

บทเรียนของ “ทักษิณ” ในวันที่เดินเกมพลาด จึงไม่ง่ายเหมือนก่อนปี 2560 เพราะคิดว่าต่อรองกับ “รัฐพันลึก”ได้ แต่ท้ายที่สุดก็พ่ายแพ้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...