กกต.เคาะรับรอง396สส.เขต นัดรับหนังสือรับรอง 26ก.พ.69พร้อมเดินหน้าเปิดสภา
เมื่อวันที่ 25 ก.พ. 2569 ณ สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธาน กกต. ได้เรียกประชุมคณะกรรมการนัดสำคัญ เพื่อพิจารณาวาระการรับรองผลการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง โดยที่ประชุมมีมติเห็นชอบประกาศรับรองผลการเลือกตั้ง สส. แบบแบ่งเขต จำนวน 396 คน จากทั้งหมด 400 เขตเลือกตั้ง ซึ่งถือว่าเกินกว่าร้อยละ 95 ตามที่กฎหมายกำหนด ส่งผลให้กลไกทางการเมืองสามารถเดินหน้าสู่การเปิดสภาผู้แทนราษฎรได้ตามกำหนดการ
รายงานข่าวระบุว่า ในการพิจารณาครั้งนี้ กกต. ด้านสืบสวนสอบสวนได้เสนอรายงานผลการตรวจสอบเรื่องร้องเรียนควบคู่ไปด้วย อย่างไรก็ตาม กกต. มีความเห็นว่าแม้บางเขตเลือกตั้งจะยังมีข้อร้องเรียนที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบ แต่ตามหลักการแล้วสามารถประกาศรับรองผลไปก่อนได้ เพื่อให้กลไกบริหารประเทศไม่สะดุด โดย กกต. ยังคงมีอำนาจในการสอบสวนและพิจารณาให้ "ใบเหลือง" หรือ "ใบแดง" ย้อนหลังได้หากพบการกระทำผิดในภายหลัง
เตรียมพร้อมเปิดห้อง 201 รับ สส. ป้ายแดง
ในส่วนของการเตรียมความพร้อมด้านสถานที่ สำนักงาน กกต. ได้มอบหมายให้เจ้าหน้าที่จัดเตรียมห้องประชุม 201 เพื่อใช้เป็นสถานที่รับใบรับรอง สส. โดยผู้ที่ได้รับการรับรองทั้ง 396 คน สามารถเดินทางมารับเอกสารใบรับรองผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการได้ตั้งแต่วันที่ 26 ก.พ. 2569 เป็นต้นไป เพื่อนำเอกสารดังกล่าวไปรายงานตัวต่อสภาผู้แทนราษฎรต่อไป
สำหรับ สส. แบบแบ่งเขตที่เหลืออีก 4 เขต รวมถึง สส. แบบบัญชีรายชื่ออีก 100 คน นั้น ทาง กกต. ได้วางกรอบเวลาชัดเจน โดยสั่งการให้สำนักงาน กกต. เร่งดำเนินการในส่วนของการนับคะแนนใหม่และการออกเสียงลงคะแนนใหม่ในจุดที่มีปัญหาให้แล้วเสร็จทั้งหมดภายในวันที่ 1 มี.ค. 2569 นี้
ไทม์ไลน์การเมืองไทย: ก้าวสู่การเลือกนายกฯ
คาดการณ์ว่าในช่วงสัปดาห์แรกของเดือนมีนาคม กกต. จะสามารถประกาศรับรองผล สส. แบบบัญชีรายชื่อครบทั้ง 100 คน ซึ่งจะทำให้จำนวน สส. ทั้งหมดเป็นไปตามเงื่อนไขทางกฎหมาย (ร้อยละ 95-100) หลังจากนั้น ภายใน 15 วันนับจากวันประกาศรับรอง จะเข้าสู่ขั้นตอนสำคัญคือการเปิดประชุมรัฐสภาเพื่อเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎรและประธานรัฐสภา ก่อนจะนำไปสู่กระบวนการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีเพื่อจัดตั้งรัฐบาลใหม่ต่อไป
ก้าวย่างสำคัญของ กกต. ในครั้งนี้ จึงเป็นสัญญาณชัดเจนว่าไทม์ไลน์การเมืองไทยกำลังเข้าสู่โหมดการผลัดเปลี่ยนอำนาจอย่างเป็นรูปธรรม โดยมีเป้าหมายเพื่อให้ได้ฝ่ายบริหารเข้ามาบริหารประเทศโดยเร็วที่สุด