กรณีศึกษา STARBUCK กับส่วนผู้ถือหุ้นติดลบ
ในส่วนของ "งบดุล" จะประกอบไปด้วย 3 สิ่งคือ สินทรัพย์ หนี้สิน และส่วนของผุ้ถือหุ้น
สิ่งที่นักลงทุนมักจะให้ความสำคัญมากที่สุด คือ ส่วนของผู้ถือหุ้น
เพราะเวลา ส่วนของผู้ถือหุ้น "ติดลบ" ย่อมเป็นสัญญาณของความ "หายนะ" ของบริษัทแน่นอน
บริษัทอาจจะมีปัญหาเรื่องของผลประกอบการที่ขาดทุนเรื้อรังมานาน ทำให้ "กำไรสะสม" ในส่วนของผู้ถือหุ้นลดลงเรื่อยๆ จนติดลบ
แสดงว่าบริษัทอาจจะต้องเพิ่มทุน เพื่อให้บริษัทกลับมาดำเนินธุรกิจต่อไปได้
หรืออย่างแย่ที่สุด คือ เข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการ ตัวบริษัทก็จะถูก "ห้ามซื้อขาย" เป็นเวลาหลายปี
ดังนั้นจึงไม่แปลกถ้านักลงทุนจะพยายามหลีกเลี่ยงหุ้นที่มีส่วนของผู้ถือหุ้นติดลบ
แต่คงไม่ใช่สำหรับกรณีของ STARBUCKS ร้านกาแฟที่คนไทยรู้จักกันเป็นอย่างดี
หุ้น STARBUCKS ในชื่อย่อของ "Sbux" ซื้อขายในตลาดหุ้น Nasdaq ทางฝั่งของอเมริกา
ที่น่าสนใจ คือบริษัทมีส่วนของผุ้ถือหุ้น "ติดลบ" แต่เป็นการติดลบไปในทางที่ดี
เป็นอย่างไร อยากจะเล่าให้ฟังครับ …
ในปี 2019
บริษัทมีสินทรัพย์ 6.15 แสนล้านบาท
บริษัทมีหนี้สิน 8.14 แสนล้านบาท
เท่ากับว่า บริษัทมีส่วนของผู้ถือหุ้น ติดลบ 1.9 แสนล้านบาท **
ในปี 2020
บริษัทมีสินทรัพย์ 9.39 แสนล้านบาท
บริษัทมีหนี้สิน 11.89 แสนล้านบาท
เท่ากับว่า บริษัทมีส่วนของผู้ถือหุ้น ติดลบ 2.5 แสนล้านบาท **
ในปี 2021 ผลประกอบการ 9 เดือน
บริษัทมีสินทรัพย์ 10.04 แสนล้านบาท
บริษัทมีหนี้สิน 11.74 แสนล้านบาท
เท่ากับว่า บริษัทมีส่วนของผู้ถือหุ้น ติดลบ 1.7 แสนล้านบาท **
เรียกว่าส่วนของผู้ถือหุ้นติดลบแทบจะทุกปี ถ้าเป็นบริษัทธรรมดาอาจจะเรียกว่า "ล้มละลาย" ก็คงไม่ผิดนัก
แต่สำหรับกรณีของ Starbucks บริษัทไม่ได้ล้มละลายแต่เกิดจากการทำสิ่งที่แตกต่างเรียกว่า "การซื้อหุ้นคืน"
Source Image : Yahoo Finance
วอเร็น บัฟเฟตต์ เคยกล่าวไว้ว่า สิ่งที่บริษัทจะตอบแทนผู้ถือหุ้นอย่างจริงใจที่สุด คือ การซื้อหุ้นคืน
ที่ผ่านมา Starbucks ซื้อหุ้นคืนเยอะมากๆ
ในปี 2018 สตาร์บัคส์ซื้อหุ้นคืน 2.23 แสนล้านบาท
ในปี 2019 สตาร์บัคส์ซื้อหุ้นคืน 3.15 แสนล้านบาท
ในปี 2020 สตาร์บัคส์ซื้อหุ้นคืน 0.54 แสนล้านบาท
ในปี 2021 สตาร์บัคส์ซื้อหุ้นคืน 1.12 แสนล้านบาท
รวมๆแล้วซื้อคืนไปกว่า 7.04 แสนล้านบาท
การซื้อหุ้นคืน จะส่งผลให้ "เงินสด" ทางฝั่งของสินทรัพย์ลดลง (เพราะ Starbucks ใช้เงินสดในการซื้อหุ้นคืน)
เมื่อสินทรัพย์ลดลง ส่วนของผู้ถือหุ้นก็จะลดลงตาม โดยจะลดลงใน "ส่วนของทุน" โดยการตัดจำนวนหุ้นของบริษัทออก
และทำให้ส่วนของผู้ถือหุ้นลดลง
แตกต่างจากการทำธุรกิจแล้วขาดทุน จะทำให้ "กำไรสะสม" ลดลง …
ดังนั้นเมื่อเราบันทึกบัญชีใน "งบดุล" จะทำให้ส่วนของผู้ถือหุ้นลดลงไปเรื่อยๆ จนมีมูลค่าติดลบ
ประเด็นคือ Starbucks จะซื้อหุ้นคืนไปเยอะๆเพื่ออะไร ?
คำตอบ คือ เพื่อให้ผู้ถือหุ้นได้ประโยชน์มากขึ้น การซื้อหุ้นคืนจะช่วยเพิ่มผลตอบแทนให้กับผู้ถือหุ้นในระยะยาว
เพราะเวลา คิดออกมาเป็นกำไรสุทธิ เมื่อนำมาหารด้วยจำนวนหุ้นสามัญทั้งหมด (EPS) จะเพิ่มสูงขึ้นเพราะหุ้นที่บริษัทซื้อหุ้นคืนจะไม่ถูกนำมาคิดด้วย
เท่ากับว่า ถ้าบรีษัทมีกำไรเท่าเดิม แต่จำนวนหุ้นน้อยลง เมื่อคิดออกมาเป็น EPS ก็จะสูงขึ้นโดยที่บริษัทไม่ต้องทำอะไรเลย
อีกนัยหนึ่ง ถ้าบริษัทมีการเติบโต ผลประกอบการดี นักลงทุนก็อยากจะได้หุ้น แต่เนื่องจากว่าจำนวนหุ้นในตลาดน้อยลงเรื่อยๆ นักลงทุนก็ต้องยอมซื้อหุ้นในราคาสูงขึ้น ราคาหุ้นก็จะขึ้นได้ตามกลไกตลาด
สรุปแล้ว ผู้ถือหุ้นของบริษัทก็จะได้ประโยชน์ ในท้ายที่สุด …
ถือเป็นอีกกรณีศึกษาที่น่าสนใจ
เพราะเวลาใครมาบอกว่า ส่วนของผู้ถือหุ้นติดลบ อาจจะไม่ได้แย่ไปซะทีเดียว
บางครั้งก็อาจจะเป็นกรณีที่ดีด้วยเหมือนกัน นักลงทุนจำเป็นจะต้องกลับไปทำการบ้านต่อว่า
ส่วนของผู้ถือหุ้นติดลบเพราะเหตุใด
ถ้าบริษัททำธุรกิจแล้วขาดทุนเรื่อยๆ … แบบนี้ย่อมไม่ดีแน่
แต่ถ้าบริษัทมีการซื้อหุ้นคืน "อย่างมาก" จนส่วนผู้ถือหุ้นติดลบ จะเป็นเรื่องที่ดีในระยะยาว ครับ
stock2morrow
ศูนย์รวมความรู้เรื่องหุ้น ศูนย์รวมนักลงทุนรายย่อย ที่อยากรู้วิธีการลงทุนในหุ้นอย่างถูกต้องและได้กำไรอย่างยั่งยืน ติดตามเราได้ที่