โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

อานิสงส์รัสเซีย-ยูเครน ราคาน้ำยางดิบนิวไฮรอบ 9 ปี

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 13 มี.ค. 2565 เวลา 16.57 น. • เผยแพร่ 13 มี.ค. 2565 เวลา 00.12 น.

วิกฤตรัสเซีย-ยูเครนไม่เพียงดันให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก ตลาดเวสต์เทกซัสที่จะส่งมอบเดือนเมษายน 2565 ปรับขึ้นไปแตะที่ 125.87 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ถือเป็นการปรับตัวขึ้นสูงสุดในรอบ 14 ปี นับตั้งแต่ช่วงกลางปี 2551 และช่วงหนึ่งของการซื้อขายราคาน้ำมันดิบพุ่งขึ้นไปถึง 130 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล แต่ยังเป็นแรงกดดันที่ส่งผลต่อราคาสินค้าโภคภัณฑ์โดยเฉพาะราคายางพาราในตลาดส่งออกที่ปรับตัวขึ้นไปถึง กก.ละ 73 บาท

ซึ่งหากพิจารณาราคาผลิตยางพาราล่าสุด พบว่าเริ่มไต่ระดับสูงขึ้นต่อเนื่องตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา กระทั่งล่าสุดขยับขึ้นระดับ “นิวไฮ” โดยน้ำยางดิบ ปรับขึ้นไปถึง กก.ละ 73 บาท สูงสุดในรอบ 9 ปี นับจากปี 2556 ที่มีราคา กก.ละ 78.43 บาท ราคายางแผ่นรมควันชั้น 3 กก.ละ 67.70 บาท ยางก้อนถ้วย กก.ละ 51.50 บาท ซึ่งทุกรายการถือว่าปรับตัว “สูงกว่า” ราคาประกันรายได้เกษตรกรชาวสวนยาง เฟส 3 ที่ประกาศไว้

โดยเฉพาะราคายางก้อนถ้วยสูงกว่าราคาประกันรายได้ที่กำหนด กก.ละ 23 บาท หรือสูงกว่า กก.ละ 28 บาท ราคาน้ำยางสดสูงกว่าประกันรายได้ถึง กก.ละ 11.30 บาท จากราคาประกันที่ 57 บาท ขณะที่ราคายางแผ่นดิบแม้ว่าจะปรับราคาขึ้นมาเล็กน้อย มาอยู่ที่ กก.ละ 61-63 บาท

แต่ก็ยังถือว่าเป็นระดับราคาที่สูงกว่าราคาประกันรายได้ที่กำหนดไว้ กก.ละ 60 บาท ถึง 2 บาท ซึ่งหากแนวโน้มราคาตลาดยังทรงตัวสูงอย่างนี้จะส่งผลดีต่อโครงการประกันรายได้ที่มีการกำหนดจะสิ้นสุดในเดือนมีนาคม 2565 ทำให้ลดภาระการจ่ายเงินส่วนต่างลงได้อย่างมาก

ศรีตรังฯมองเทรนด์ราคายางขาขึ้น

ก่อนหน้านี้ “นายวีรสิทธิ์ สินเจริญกุล” กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ศรีตรังแอโกรอินดัสทรี จำกัด (มหาชน) หรือ STA กล่าวว่า ราคายางน่าจะยังเป็น “ขาขึ้น” อยู่ แต่เป็นแบบค่อยเป็นค่อยไปไม่ได้หวือหวาเหมือนราคาถ่านหิน ก๊าซธรรมชาติ หรือทองคำ ล่าสุด ณ วันนี้เราเห็นราคายาง 180 เซนต์ต่อกิโลกรัมแล้วจากปีก่อน 130-140 เซนต์ต่อ กก. จึงมองว่าอย่างไรปีนี้คงไม่ต่ำกว่า 170 เซนต์ต่อ กก.

“ผลกระทบเรื่องรัสเซีย-ยูเครนจะแรงแค่ไหนขึ้นอยู่กับเศรษฐกิจของแต่ละประเทศมากกว่า ซึ่งในส่วนของยางเองต้องดูปริมาณความต้องการใช้ยางตามดีมานด์-ซัพพลายที่แท้จริงเป็นอย่างไร ซึ่งเราคาดการณ์ว่ายางธรรมชาติจะโตดีต่อเนื่อง จากกลุ่มผู้ผลิตล้อยางส่วนหนึ่งที่เคยเป็นลูกค้าของอินโดนีเซียหันมาสั่งซื้อจากไทยแทนตั้งแต่ปลายปี 2564

เพราะอินโดนีเซียประสบปัญหาเรื่องโรคใบร่วงซัพพลายลดลงจาก 3.5 เหลือ 2.8 ล้านตัน และราคาขายของอินโดนีเซียแพงกว่าไทย กก.ละ 6 บาท ตลาดยานยนต์เติบโตมากขึ้น โดยเฉพาะตลาดส่งออกที่คิดเป็นสัดส่วน 90% ซึ่งตลาดหลักทั้งสหรัฐ จีนเติบโตสูง ยางธรรมชาติฟื้นตัว เราไม่เห็นราคายาง 3 กิโล 100 บาทเลย

ส่วนรายได้จากถุงมือยางอาจจะเติบโตแต่อาจจะชะลอตัวลงบ้างเพราะปริมาณการขายเพิ่ม แต่ราคาถุงมือเริ่มอ่อนตัวและปริมาณซัพพลายยางใน แต่สิ่งสำคัญคือปัจจัยนี้จะ sustain แค่ไหน”

ส่วนผลสะท้อนราคายางในประเทศปีนี้ปรับสูงขึ้น แต่ยังเป็นช่วง “ฤดูกาลปิดกรีด” ระหว่างเดือน ก.พ.-พ.ค.ผลผลิตจะออกมาน้อย ซึ่งแนวโน้มผลผลิตยางของไทยปีนี้คาดการณ์ว่าผลผลิตจะเพิ่มขึ้นประมาณ 3% หรือ 4.9-5.0 ล้านตัน จากเดิมที่ตั้งแต่ปี 2012-2020 ราคายางของไทยตกต่ำลงมาตลอด ทำให้ 10 ปีที่ผ่านมาชาวสวน “โค่นยาง” ไปปลูกทุเรียนหรือพืชอื่นมากขึ้น ซัพพลายใหม่จึงมีปริมาณเพิ่มไม่มาก

กยท.ชี้ปัจจัย “สต๊อกจีน-ญี่ปุ่นลด” ดันราคายาง

นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) กล่าวถึงสถานการณ์ยางและแนวโน้มราคาขณะนี้ว่า ราคายางมีทิศทางการปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่องมาจากปัจจัยภายนอก สถานการณ์ระหว่างรัสเซีย-ยูเครนส่งผลให้มีการปรับตัวเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันเกินกรอบ 100 เหรียญต่อบาร์เรล ส่งผลกระทบต่อราคายางสังเคราะห์ที่มีการปรับตัวในทิศทางเดียวกับราคาน้ำมัน สะท้อนสินค้าโภคภัณฑ์อย่างยางพาราจึงมีทิศทางปรับตัวสูงขึ้นตาม

ขณะเดียวกัน “สต๊อกยาง” ในตลาดโลกที่ลดลงอย่างต่อเนื่องเป็นอีกปัจจัยที่ทำให้ “ราคายาง” เพิ่มขึ้นอย่างมีเสถียรภาพ อาทิ สต๊อกยางเมืองชิงเต่า (Qingdao) ซึ่งเป็นเมืองที่นําเข้ายางมากที่สุดในโลกและเป็นฐานสําคัญในการผลิตล้อยาง จากเดิมที่มีสต๊อกยางถึง 600,000 ตัน

แต่ปัจจุบันเหลือแค่ไม่ถึง 227,000 ตัน เช่นเดียวกับสต๊อกยางตลาดเซี่ยงไฮ้ และสต๊อกยางตลาดญี่ปุ่นก็มีปริมาณลดลง จำเป็นจะต้องจัดซื้อเพิ่มขึ้นเพื่อสร้างความมั่นคงในภาคการผลิต ซึ่งจะทำให้ความต้องการยางเพิ่มขึ้น

ส่งออกยางปี’65 ทะลุ 4.23 ล้านตัน

ทั้งนี้ กยท.คาดว่าการส่งออกยางไทยในปี 2565 จะส่งออกประมาณ 4.23 ล้านตัน เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 2.03% โดยไตรมาสแรกจะส่งออกประมาณ 1.11 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 4.29%

ขณะที่แนวโน้ม “ราคายางพารา” ในปี 2565 ราคาน่าจะมีแนวโน้มที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง เนื่องจากความต้องการใช้ยางมากกว่ากำลังการผลิต คาดว่าผลผลิตยางทั่วโลกมีปริมาณ 14,544 ล้านตัน ถ้าเศรษฐกิจขยายตัวร้อยละ 5 ความต้องการใช้ยางจะพุ่งสูงขึ้นถึง 14,822 ล้านตัน ยางจะขาดตลาดแน่นอน

อย่าประมาทราคา “ผันผวน”

อย่างไรก็ตาม แม้ช่วงนี้ราคายางจะปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น แต่เกษตรกรชาวสวนยางต้องเตรียมรับมือกับการปรับตัวลดลงของราคายาง หากสถานการณ์ระหว่างรัสเซีย-ยูเครนคลี่คลายลง ขณะที่ผู้ประกอบกิจการยางอาจต้องเตรียมการรับมือกับต้นทุนราคายางที่ปรับตัวสูงขึ้นและเงินบาทที่
อ่อนค่าลง อาจส่งผลต่อการดำเนินธุรกิจบ้างเมื่อสถานการณ์สงครามคลี่คลายลง

“กยท.ติดตามสถานการณ์รัสเซีย-ยูเครนอย่างใกล้ชิด ซึ่งเราประเมินว่าหากยืดเยื้อราคาน้ำมันน่าจะไม่สูงมากไปกว่านี้ เพราะผู้ผลิตน้ำมันเองก็ไม่ต้องการให้สูงขึ้นเช่นกัน เพราะหากราคาน้ำมันสูงเกินไปผู้ผลิตเองก็มีปัญหา ดังนั้น น่าจะสามารถดูแลราคาได้ แต่ราคายางที่พุ่งสูงขึ้นตอนนี้ไม่ได้มาจากราคาน้ำมันเพียงอย่างเดียว แต่มาจากดีมานด์-ซัพพลายผลผลิตที่น้อย และตอนนี้ทั้งไทยและมาเลเซียเข้าสู่ช่วงปิดกรีด”

ฟื้นเขต ศก.พิเศษเสริมแกร่งอุตสาหกรรมยาง

ล่าสุดทาง กยท.ได้หารือความร่วมมือกับมาเลเซียในโอกาสที่ดาโต๊ะ ซรี อิซมาอิล ซาบรี ยาคบ นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย เดินทางเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการในฐานะแขกของรัฐบาลไทยเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งทำให้เห็นภาพความร่วมมือการผลักดัน “โครงการเมืองยางพาราและความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมยาง”

ภายใต้แผนงานพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษสงขลา 3 ฝ่าย ทั้งไทย มาเลเซีย และอินโดนีเซีย เพื่อร่วมกันแลกเปลี่ยนและพัฒนานวัตกรรม ผลิตภัณฑ์ยาง และศูนย์วิจัยทดสอบผลิตภัณฑ์ยางพารา ตลอดจนการส่งเสริมด้านการค้าการลงทุนจากรัฐบาลของทั้ง 3 ประเทศ โดยเฉพาะบริเวณแนวชายแดนในการขับเคลื่อนนโยบายและกลยุทธ์ในการพัฒนาและส่งเสริมห่วงโซ่อุปทานยางพาราทั้งระบบให้มีมูลค่าสูงขึ้น ซึ่งคาดว่าจะเห็นความชัดเจนเร็ว ๆ นี้

ชาวสวนหวังราคาสูงต่อเนื่อง

นายอุทัย สอนหลักทรัพย์ นายกสมาคมสหพันธ์ชาวสวนยางแห่งประเทศไทย และผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการนโยบายยางธรรมชาติ (กนย.) กล่าวว่า ความตึงเครียดรัสเซีย-ยูเครนส่งผลให้ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลต่อยางสังเคราะห์ปรับตัวในทิศทางเดียวกับราคาน้ำมัน อีกทั้งสถานการณ์ราคาน้ำยางข้นราคาสูงจากความต้องการที่มากแต่ผลผลิตมีไม่เพียงพอ เนื่องจากเข้าสู่ช่วงปิดกรีดทั้งไทยและมาเลเซียจึงมีผลผลิตไม่เพียงพอป้อนตลาด

สอดคล้องกับแหล่งข่าววงการสมาคมน้ำยางข้นไทยมองว่า ราคาน้ำยางข้นไทยสูงขึ้นจากปัจจัยหลักด้านดีมานด์-ซัพพลาย น้ำยางข้นประเทศมาเลเซียแทบไม่มีและตอนนี้ก็เป็นช่วงปิดกรีด ซึ่งไทยผลิต 80 เปอร์เซ็นต์ป้อนมาเลเซีย ทำให้ราคาซื้อน้ำยางสด ณ หน้าโรงงาน 69 บาท/กก. ราคาสูงกว่ายางแผ่นดิบ และยางแผ่นรมควัน ซึ่งบวกกับช่วงน้ำท่วมบางพื้นที่

และสถานการณ์โลกผลจากรัสเซีย-ยูเครนกดดันราคาน้ำมัน เมื่อของน้อยราคาก็สูงขึ้น อย่างไรก็ตาม มองว่าราคาน้ำมันจะสะท้อนไปยังต้นทุนการเกษตร ไม่เฉพาะยางพาราต้องเฝ้าติดตามปัจจัยต้นทุนด้วย อาทิ การขนส่ง และราคาปุ๋ย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...