“ดาวโจนส์” ปิดบวก 11 จุด Nasdaq ดิ่ง 2.60% ผวาหุ้น AI-ชิปถูกเทขายหนัก
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดบวกเล็กน้อยในวันพฤหัสบดี (22 ต.ค. 2569) ขณะที่ดัชนี S&P 500 ปรับตัวลดลงอย่างหนัก และดัชนี Nasdaq ร่วงลงมากที่สุดในรอบวันนับตั้งแต่ต้นเดือนมิถุนายน หลังผลประกอบการของบริษัทชั้นนำหลายแห่งกระตุ้นความกังวลระลอกใหม่เกี่ยวกับการแข่งขันด้านการลงทุนในเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) โดยเฉพาะความคุ้มค่าของการใช้จ่ายและแนวโน้มการเติบโตของธุรกิจที่เกี่ยวข้อง
ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ (Dow Jones Industrial Average) ปิดที่ 52,867.98 จุด เพิ่มขึ้น 11.89 จุด หรือ 0.02% ดัชนี S&P 500 ปิดที่ 7,663.43 จุด ลดลง 93.74 จุด หรือ 1.21% และดัชนี Nasdaq ปิดที่ 26,008.859 จุด ลดลง 693.998 จุด หรือ 2.60%
แรงขายหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและเซมิคอนดักเตอร์เป็นปัจจัยสำคัญที่กดดันตลาด โดยหุ้น Meta Platforms ร่วงลง 7.0% แม้บริษัทจะรายงานผลประกอบการสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ เนื่องจากนักลงทุนกังวลเกี่ยวกับกระแสเงินสดที่ได้รับผลกระทบจากการลงทุนด้าน AI รวมถึงแผนการแตกหุ้นในอัตรา 2 ต่อ 1 เพื่อออกหุ้นที่ไม่มีสิทธิออกเสียงและระดมทุนสำหรับการลงทุนในเทคโนโลยีดังกล่าว
ด้านหุ้น Tesla ลดลง 3.1% แม้บริษัทผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้ารายนี้รายงานกระแสเงินสดอิสระในไตรมาสที่ผ่านมาเป็นบวกสูงกว่าคาด พร้อมปรับลดแผนการลงทุนในปี 2569 ขณะที่หุ้นผู้ผลิตชิปอย่าง Intel, AMD, SanDisk และ Marvell ต่างปรับตัวลงมากกว่า 8% ท่ามกลางแรงเทขายหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์
นักวิเคราะห์ประเมินว่า หุ้นเทคโนโลยีซึ่งเป็นกลุ่มที่ขับเคลื่อนตลาดมาอย่างโดดเด่นในช่วงที่ผ่านมา กำลังเผชิญแรงกดดันจากความกังวลของนักลงทุนเกี่ยวกับข้อจำกัดและความเสี่ยงของธุรกิจ AI ส่งผลกระทบต่อดัชนีหลักของตลาด เนื่องจากมีสัดส่วนหุ้นเทคโนโลยีอยู่ในระดับสูง
ขณะเดียวกัน ดัชนี Philadelphia SE Semiconductor (SOX) ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่หนุนตลาดหุ้นในช่วงที่ผ่านมา ร่วงลง 6.7% ถือเป็นการปรับตัวลงรายวันที่รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่วันที่ 23 มิถุนายน และส่งผลให้ดัชนีลดลงมากกว่า 26% จากระดับปิดสูงสุดเป็นประวัติการณ์เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน อย่างไรก็ตาม ดัชนียังคงปรับตัวเพิ่มขึ้น 51.5% นับตั้งแต่ต้นปี
นอกจากแรงกดดันจากหุ้นเทคโนโลยีแล้ว สถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางยังเพิ่มความกังวลให้กับนักลงทุน หลังมีรายงานว่ากลุ่มฮูตีที่ได้รับการสนับสนุนจากอิหร่านเปิดฉากโจมตีเป้าหมายในซาอุดีอาระเบียอีกครั้ง ประกอบกับรายงานเกี่ยวกับความเป็นไปได้ที่สหรัฐฯ และอิสราเอลจะกลับมาโจมตีอิหร่าน ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบปรับตัวขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบ 5 เดือน
สัญญาน้ำมันดิบ WTI ส่งมอบเดือนธันวาคม เพิ่มขึ้น 2.32 ดอลลาร์ หรือ 2.39% ปิดที่ 99.47 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่วนสัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) ส่งมอบเดือนธันวาคม เพิ่มขึ้น 4.35 ดอลลาร์ หรือ 4.00% ปิดที่ 113.17 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
รายงานข่าวระบุว่า หนังสือพิมพ์เดอะนิวยอร์กไทมส์อ้างเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ซึ่งไม่เปิดเผยชื่อว่า กองทัพสหรัฐฯ และอิสราเอลได้จัดทำแผนปฏิบัติการสำหรับการโจมตีอิหร่านอีกครั้งหลังการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ ในเดือนพฤศจิกายน โดยแผนดังกล่าวเป็นปฏิบัติการระยะสั้นแต่มีความรุนแรง ขณะที่มีรายงานว่ารัฐบาลสหรัฐฯ กำลังพิจารณาความเป็นไปได้ในการใช้ระเบิด GBU-43/B Massive Ordnance Air Blast (MOAB) หรือที่รู้จักกันในชื่อ “มารดาแห่งระเบิดทั้งปวง” ในการโจมตีอิหร่าน
นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่ากองทัพสหรัฐฯ และอิสราเอลเพิ่มความเข้มข้นในการฝึกซ้อมทางทหาร รวมถึงการส่งเครื่องบินรบบินเหนือน่านฟ้าอิรักเพื่อฝึกซ้อมยุทธวิธีการโจมตี ขณะที่พีต เฮกเซธ รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ เดินทางเยือนอิสราเอลและพบกับเบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล เพื่อหารือเกี่ยวกับความเป็นไปได้ในการเปิดปฏิบัติการทางทหารต่ออิหร่านอีกครั้ง
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวว่า รัฐบาลสหรัฐฯ ไม่ได้เจรจากับอิหร่าน พร้อมระบุว่า “บางสิ่งบางอย่างกำลังจะเกิดขึ้นในเร็ว ๆ นี้” ความตึงเครียดดังกล่าวทำให้นักลงทุนกังวลว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางจะผลักดันราคาพลังงานให้สูงขึ้น เพิ่มแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ และอาจทำให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ต้องดำเนินนโยบายการเงินเข้มงวดต่อไป
สำหรับทิศทางอัตราดอกเบี้ย นักลงทุนจับตาการประชุมเฟดในสัปดาห์หน้า รวมถึงการเปิดเผยดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) ซึ่งเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อที่เฟดให้ความสำคัญ โดยข้อมูลจาก FedWatch Tool ของ CME Group ระบุว่า นักลงทุนให้น้ำหนัก 89.5% ที่เฟดจะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับ 3.75-4.00% ในการประชุมเดือนตุลาคม ขณะที่ให้น้ำหนัก 82.7% ที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างน้อย 0.25% สู่ระดับ 4.00-4.25% ในการประชุมเดือนธันวาคม
ด้านตลาดแรงงานสหรัฐฯ ยังคงส่งสัญญาณแข็งแกร่ง โดยกระทรวงแรงงานสหรัฐฯ เปิดเผยว่า จำนวนผู้ยื่นขอสวัสดิการว่างงานครั้งแรกในสัปดาห์ที่แล้วลดลง 6,000 ราย สู่ระดับ 194,000 ราย ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ 200,000 ราย และใกล้เคียงระดับต่ำสุดในรอบ 57 ปีที่ 189,000 ราย ซึ่งเคยทำไว้ในปี 2512 ส่วนค่าเฉลี่ยผู้ยื่นขอสวัสดิการว่างงานครั้งแรก 4 สัปดาห์ ลดลงสู่ระดับ 197,750 ราย สะท้อนถึงความแข็งแกร่งของตลาดแรงงานที่อาจทำให้เฟดมีพื้นที่ในการมุ่งควบคุมเงินเฟ้อต่อไป
สำหรับฤดูกาลรายงานผลประกอบการไตรมาส 3 บริษัทในดัชนี S&P 500 จำนวน 111 แห่งได้เปิดเผยผลประกอบการแล้ว โดยข้อมูลล่าสุดจาก LSEG ระบุว่า 83% ของบริษัทเหล่านี้รายงานผลประกอบการสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้
เมื่อพิจารณาหุ้นในดัชนี S&P 500 ทั้ง 11 กลุ่มอุตสาหกรรม พบว่ามี 6 กลุ่มปิดบวก นำโดยกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคจำเป็นที่เพิ่มขึ้น 3.11% และกลุ่มสาธารณูปโภคเพิ่มขึ้น 1.98% ขณะที่กลุ่มบริการด้านการสื่อสารและกลุ่มเทคโนโลยีปรับตัวลงมากที่สุด โดยลดลง 3.01% และ 3.00% ตามลำดับ
หุ้น Procter & Gamble ปรับตัวขึ้น 5.6% หลังบริษัทเปิดเผยผลประกอบการสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ แม้เตือนว่าต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจะสร้างแรงกดดันต่อกำไรมากขึ้น ขณะที่หุ้น Blackstone เพิ่มขึ้น 8.4% หลังบริษัทมองว่าส่วนต่างอัตราผลตอบแทนที่กว้างขึ้นในตราสารหนี้ที่เกี่ยวข้องกับ AI อาจเปิดโอกาสให้ล็อกผลตอบแทนในระดับสูงได้
ด้านหุ้น Spotify พุ่งขึ้น 11.1% หลังบริษัทคาดการณ์กำไรไตรมาสล่าสุดสูงกว่าที่นักวิเคราะห์ประเมินไว้ โดยคาดหวังว่าฟีเจอร์ที่ขับเคลื่อนด้วย AI จะช่วยสนับสนุนการเติบโตของผู้ใช้งาน ส่วนหุ้น Lockheed Martin เพิ่มขึ้น 7.0% หลังปรับเพิ่มคาดการณ์ยอดขายและกำไรประจำปี ขณะที่หุ้น Union Pacific ปรับตัวขึ้น 3.6% หลังรายงานผลประกอบการไตรมาสสูงกว่าคาด โดยได้รับแรงหนุนจากการปรับราคา แม้ยังเผชิญผลกระทบจากต้นทุนเชื้อเพลิงที่สูงขึ้น