โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

'สมเด็จ' ประเทศที่มีแต่ชนชั้นสูง-ผู้บงการ!

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 20 ก.ย 2566 เวลา 10.10 น. • เผยแพร่ 20 ก.ย 2566 เวลา 09.50 น.

ไล่เลียงเพียง 10 วันของการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีฮุน มาแนต หรืออดีต“เอกอุดมกิตติเทศาภิบาลบัณฑิต” คำเรียกนำหน้านามของเขาซึ่งถูกนำมาใช้ไม่กี่เพลาหลังการเลือกตั้ง พลันก็ถูกเปลี่ยนไปเป็นบรรดาศักดิ์ใหม่คือ

สมเด็จมหาบวรธิบดีฮุน มาแนต

พลัน ก็เปลี่ยนเรียกขานกันใหม่แบบง่ายๆ ว่า สมเด็จธิบดีฮุน มาแนต

สงสัยว่านี่คือ “บรรดาศักดิ์” ใหม่หรืออย่างไร เนื่องจากขณะเวลาก่อนฮุน มาแนต จะขึ้นเครื่องไปอินโดนีเซียภายใน 48 ชั่วโมงนั้น สมเด็จเจ้าฟ้าเวียงกง สมโอล รัฐมนตรีสำนักพระมหาราชวังก็ถวายพระราชสาสน์แด่พระองค์

แต่มาโดยทางใดกัน?

พระบาทสมเด็จพระบรมนาถนโรดม สีหมุนี ประทับอยู่ ณ กรุงปักกิ่ง แต่สามารถลงลายพระหัตถ์ในพระราชกฤษฎีกาพระราชทานบรรดาศักดิ์ชั้น “สมเด็จ” แก่นายกรัฐมนตรีกัมพูชาฮุน มาแนต ได้อย่างทันท่วงที

จริงๆ เริ่มไม่มีใครให้ความสำคัญในเรื่องนี้อีกต่อไปแล้ว

เพราะพระราชอำนาจในพระองค์แลถูกใช้อย่างพร่ำเพรื่อดังที่ทราบภายในไม่กี่เดือนที่ผ่านมา มีการรับรองตำแหน่งนายกฯ แก่ฮุน มาแนต ก่อนรัฐสภาจะโหวตรับรองและอื่นๆ

ไม่มีใครตั้งคำถามว่าทำไมจึงเกิดขึ้นได้

แต่มีคำถามว่าทำไมกษัตริย์เขมรคล้ายเจีย/เสมือนพระองค์ถูกลดพระราชอำนาจลงไปเรื่อยๆ ตั้งแต่ที่ฮุน มาแนต ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี? ทั้งๆ ที่ผู้นำเขมรหนุ่มคนใหม่ ดูจะแสดงอากัปกิริยาต่อพระมหากษัตริย์กัมพูชาอย่างหาที่สุดไม่ได้

หรือว่า เรื่องนี้มีผู้สำเร็จราชการที่เหนือขึ้นไปจากพระองค์

“คนนั้น?” และเขาคือใครกันที่ช่างกล้า? ช่างกระไร นี่เป็นเรื่องที่ไม่บังควรจะจ้วงจาบในการวิพากษ์อย่างยิ่ง!

แต่ก็เริ่มมีบางฝ่ายที่พูดถึง “พระอำนาจ” หรือกฎหมายพิเศษจากมือที่มองไม่เห็น!

ก่อนอื่น ใครเล่าเกี่ยวกับบรรดาศักดิ์ชั้นสมเด็จของเขมร ว่ามีที่มาแต่ใด? และเหตุไฉนจึงถูกนำมาปลุกใช้อย่างเอิกเกริกในปัจจุบัน คือสมัยที่กษัตริย์พระบาทนโรดม สีหนุ สละราชสมบัติไปเล่นการเมืองให้เรียกตนเองว่า “ประธานประเทศ” ซึ่งเหนือกว่านายกรัฐมนตรีแต่ไม่ใช่ประธานาธิบดี

เจ้าชายสีหนุเห็นว่านายซึน ซานน์ ซึ่งได้ทำงานก่อตั้งธนาคารแห่งชาติกัมพูชาและกำกับกระทรวงการคลังจนเกิดวินัยการเงินและทำให้กัมพูชาวิวัฒนาการเทียบเท่าอารยประเทศ จึงกราบทูลพระบาทนโรดม สุระมฤทธิ์ พระบิดาของพระองค์และเป็นกษัตริย์เขมรเวลานั้น

พระราชทานบรรดาศักดิ์ “สมเด็จ” แก่นายซึน ซานน์ เป็น “สมเด็จบวรเศรษฐา” บวรแปลว่า ประเสริฐ ล้ำเลิศ ดีงาม, ส่วนเศรษฐา หมายถึง เศรษฐกิจนั่นเอง

ซึ่งตั้งแต่แต่งตั้งสมเด็จซึน ซานน์ สมัยสังคมราษฎรนิยม (1955-1970) ท่านซึน ซานน์ เองก็ไม่ได้ใช้ยศถาบรรดาศักดิ์นี้ในทางการเมืองแต่อย่างไร

เพียงแต่เป็นที่ทราบกันดีว่า สมเด็จซึน ซานน์ นั้น เป็นทายาทเจ้าผู้ครองเขตแคว้นกัมปูเจียกรอมในอดีตที่สืบกันมาตั้งแต่ยุคก่อน/หลังสมัยอินโดจีน เรียกว่ามีราชสกุล “เจ้านาย” เขมรชั้นผู้ปกครองบ้านเมือง

เมื่อเป็นเจ้านายเขมรเก่าในแคว้นเก่า เข้ามาพึ่งบารมีทำงานให้ราชวงศ์กัมโพชแห่งกัมพูชากลางก็ย่อมหรือสมควรจะได้รับตำแหน่งชั้นยศนี้ ซึ่งว่ากันตามตรง ควรได้รับการแต่งตั้งมานานแล้ว…

แม้อดีตกษัตริย์นโรดม สีหนุ ในบางครั้งจะไม่ค่อยจะถูกพระทัยในความเถรตรงของสมเด็จซึน ซานน์ อยู่บ้างก็ตาม

ซึ่งเรื่องนี้ก็ทำให้ลูกหลานอิสรชนหรือนักการเมืองกัมพูชาใต้บางนายเวลานั้น ที่เข้ามารับใช้เจ้านายราชสำนักกัมพูชากลางหลายชั่วอายุคนบ้างต่างค้างคาใจ แต่ในที่สุดก็ได้รับชั้นยศสมเด็จด้วยเช่นกัน

แม้จะเป็นยุคที่พระองค์กลับมาเถลิงราชสมบัติ(1993-2004) ร่วม 10 ปีนั้น คนหนึ่งคืออดีตเจ้าเมืองพระตะบอง และประธานรัฐสภายุค ’90 : สมเด็จเจ้าแสนโกศล ซึ่งบรรพบุรุษเคยปกครองกัมปูเจียกรอมและรับใช้ราชสำนัก ตลอดจนการเมืองยาวนาน

แต่ระบอบการเมืองเขมรนั้นเป็นเรื่อง “เครือข่าย-พวกพ้อง” ยุคสีหนุราชก็เช่นกัน สมัยนั้นทรงโปรดมากก็มี พลเอกยึก จูล่ง (พ่อตาสัม รังสี) กับนายแปน นุด ผู้ที่มีตำแหน่งเป็นนายกฯ กัมพูชามากวาระสุด

โดยยึก จูล่ง นั้น เคยเป็นแทนพระองค์ในเวทีเจรจาสันติภาพที่กรุงเจนีวา ครั้นบ้านเมืองสงบว่างเว้นก็ไปแสดงภาพยนตร์ที่พระองค์กำกับ เคยจับคู่กับเจ้าหญิงบุปผาเทวีในภาพยนตร์ถึง 2 เรื่อง ไม่แต่เท่านั้น เมื่อลี้ภัยอยู่ฝรั่งเศสแล้ว นายยึก จูล่ง เกิดมั่งคั่งร่ำรวยโดยลูกเขยและลูกสาวที่เป็นนักเก็งกำไรกองทุน

ดังนี้ อดีตนายพลคนนี้จึงอุปถัมภ์ช่วยเหลืออดีตสมเด็จนโรดม สีหนุ อดีตกษัตริย์เขมรผู้ตกทุกข์ได้ยากและพลัดถิ่น

ส่วนสมเด็จแปน นุด เคยเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์หลายครั้งและสมัยรัฐบาลพลัดถิ่นที่กรุงปักกิ่ง ทั้งสอง กว่าจะได้สมญาเป็น “สมเด็จ” นำหน้า ก็สนองราชย์มานานจนปลายอายุขัย เมื่อสิ้นไปก็มีคนกล่าวขานตามบรรดาศักดิ์นี้ว่า “3 สมเด็จ” “ซึน ซานน์-ยึก จูล่ง-แปน นุด”

แต่อนิจจา ครั้นถึงแก่อนิจกรรมนั้น แม้สมเด็จซึน ซานน์ ซึ่งเป็นรู้จักในหมู่ผู้นำตะวันตก และเป็นเคารพศรัทธาในหมู่ชนชาวเขมรที่ต่อสู้เพื่อบ้านเมืองยาวนานบริเวณชายแดน ทว่า ในพิธีศพวาระสุดท้ายที่ต้องประดับฉัตรและเครื่องอิสริยยศชั้น “สมเด็จ” นั้น ท่านซึน ซานน์ กลับมิได้รับการเชิดชูอย่างสมเกียรติแต่อย่างใด

ส่วน “สมเด็จเจ้าแสนโกศล” นั้น ได้สิ้นชีวิตในยุคต้นที่บ้านเมืองเขมรเริ่มมีชั้นสมเด็จเฟื่องฟูและโอฬาริกในการแสดงความยิ่งใหญ่ที่อิสรชนชั้นสมเด็จเหล่านี้ตาย อาทิ สมเด็จชั้นพระราชาคณะและสมเด็จนักการเมืองของพรรคซีพีพี/ประชาชนกัมพูชา

สรุป สมัยสีหนุมี สมเด็จในที่นี้ไม่รวมพระสังฆราช 4 รูป และ 2 ใน 4 นั้น มีเชื้อแถวเจ้านายอยู่แล้ว แต่สมัยกษัตริย์สีหมุนีในระบอบฮุนเซนนั้นต่างไป

แต่ปัจจุบันนั้นต่างไปมาก ดังที่ทราบ ฮุน มาแนต นั้นใช้เวลาเพียง 10 วันก็ได้รับการแต่งตั้งเป็นชั้นสมเด็จจากพระมหากษัตริย์ที่ยังประทับ ณ ประเทศอื่น เป็นการทำงานที่รวดเร็วเหมาะสมต่อยุคสมัย

อีกเฉพาะในตระกูลของสมเด็จอัครมหาเสนาบดีเดโชฮุน เซน เองนั้น ลำพังตระกูลนี้ตระกูลเดียว ก็มีสมาชิกเป็น “สมเด็จ” ถึง 5 ชีวิต ตั้งแต่สมเด็จฮุน เนียง บิดาสมเด็จฮุน เซน, สมเด็จฮุน เนง พี่ชาย, สมเด็จพฤติกิตติบัณฑิตบุนรานีฮุนเซน-ภรรยา และลูกชายคนโตหมาดๆ ที่ได้รับการพระราชทานตำแหน่งนี้ สมเด็จมหาบวรธิบดีฮุน มาแนต

เป็นที่เชื่อว่าในรัชกาลนโรดมสีหมุนี ซึ่งมีผู้รากมากดีและผู้มีบุญหนักศักดิ์ใหญ่เต็มบ้านเต็มเมือง น่าจะมี “สมเด็จ” เขมรอีกหลายรายในประเทศประเทืองนี้ที่เต็มไปด้วยอภิสิทธิ์ชน

กล่าวคือ นอกจากตำแหน่งชั้น “สมเด็จ” แล้ว กัมพูชายังมีคำนำหน้านามสำหรับคหบดีหรือเศรษฐี ซึ่งถือเป็นบรรดาศักดิ์เฉพาะชนชั้นนี้เท่านั้น คือคำว่า “ออกญา” โดยรวมๆ ตั้งแต่ริเริ่มกันมากลางปี 2000/สหัสวรรษ

จนถึงบัดนี้หรือราว 20 ปี เขมรมี “ออกญา/เนียะออกญา” เศรษฐี-เศรษฐินี ร่วมครึ่งร้อยเข้าไปแล้ว โดยเศรษฐีหนุ่มที่อายุน้อยที่สุดคือราว 19 ปี!

เป็นที่ทราบว่า บุคคลใดที่ได้รับตำแหน่ง “ออกญา” หรือ “โลกจุมเตียว” (ท่านผู้หญิง) จากผู้นำสมเด็จฮุน เซน นั้น พวกเขาต้องบริจาคเงินเพื่อแลกกับ “เหรียญตรา” แห่งตำแหน่งดังกล่าว ราวหนึ่งล้านบาท!

นัยทีก็คือ การซื้อตำแหน่งชนชั้นทางสังคมนั่นเอง

ในยุคของระบอบฮุนเซนวันนี้ จึงมีแต่ ออกญา พณหัวเจ้าท่าน (ฯพณฯ) และสมเด็จ จนราวกับไม่มีพื้นที่ให้บุคคลชนชั้นอื่นในประเทศนี้อีกต่อไป

นี่คือสัญญาณอันตราย

เป็นที่ทราบกันว่า ปัญหากัมพูชาที่เรื้อรังยาวนานแต่ครั้งอดีตว่าด้วยปัญหาเชิงโครงสร้างทาง “ชนชั้น” ไล่มาตั้งแต่สมัยสีหนุราช การถือกำเนิดระบอบพลพต/เขมรแดงที่รื้อทิ้งโครงสร้างนี้ด้วยการ “กำจัด” ชนชั้นทั้งหมดของประเทศยกเว้นชาวนาอย่าง “สุดโต่ง”

บนเส้นทางต่างๆ ของการสร้างระบอบฝันทางการเมืองที่ผ่านมาในแต่ละยุค ล้วนแต่สร้างความเหลื่อมล้ำระหว่างทุนศักดินากับชนชั้นล่าง จนในที่สุดก็วนกลับไปหาโศกนาฏกรรมในอดีตซึ่งเพิ่งผ่านไปในสมัยเขมรแดงและผู้นำปัจจุบันก็ต่างประสบบทเรียน “ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์” ด้วยตนเอง

ทว่า เมื่อเหลือรอดมาได้ กลับนำประเทศไปสู่จุดเดิมอีกหรือไม่?

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...