โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

วิ่งสู้ฟัดวันสิ้นโลก(เหมียวววว)

นิยาย Dek-D

อัพเดต 29 ส.ค. 2566 เวลา 23.11 น. • เผยแพร่ 29 ส.ค. 2566 เวลา 23.11 น. • เอี้ยนหงษ์
ข้ามฟ้าเด็กน้อยวัยเตาะแตะ มีพี่ชายที่เลี้ยงดูแทนพ่อแม่ พี่ชายขนฟูทั้ง 2 มีความฉลาดเกินแมวทั่วไป ข้ามฟ้าเด็กน้อยวัย 2 ขวบต้องหาทางช่วยพ่อกับแม่ มาเอาใจช่วยฟ้าด้วยนะฮับบบบบบ!!!!

ข้อมูลเบื้องต้น

ณ บ้านชั้นเดียวติดกับเชิงเขา ตั้งอยู่ชานเมือง บ้านหลังนี้เป็นของเก้าทัพและภรรยาของเขาข้าวฟ่างทั้งคู่แต่งงานกันมาได้ 2 ปีแล้ว เก้าทัพและข้าวฟ่าวทำงานให้กับศูนย์วิจัย ข้าวห่างเป็นนักวิทยาศาสตร์ระดับหัวกะทิ แต่ชอบความสันโดษเขาจึงเลือกใช้ชีวิตอยู่ที่บ้านแถบชานเมือง ไม่ได้พักที่ศูนย์วิจัย

เก้าทัพเป็นทหารที่ได้รับการฝึกเพื่อคุ้มกัน กลุ่มของนักวิจัยที่ข้าวฟ่างทำงานร่วมอยู่ด้วย ทั้งคู่ตกหลุมรักกันเพราะความใกล้ชิด และความไม่สนใจตำแหน่งงานที่ถูกเสนอให้ หลังจากคบหากันมาได้ปีกว่า ความรักสุกงอม เก้าทัพขอข้าวฟ่างแต่งงาน

หลังจากแต่งงานทั้งคู่ขอลดภาระงานที่จะต้องปฏิบัติ โดยใช้ข้ออ้าง เขาอยากให้ชีวิตอยู่ร่วมกันให้มากที่สุด ทางต้นสังกัดของหน่วยงานทั้งสองคน ก็อนุญาต

แต่ในความจริงแล้วเขาทั้งคู่กำลังทำการทดลองในสิ่งที่เหนือธรรมชาติ สาเหตุมาจากความอยากมีลูก เขาจึงทำการทดลองสิ่งที่ชีวิตน้อยๆให้เกิดขึ้นมา ทั้งคู่เริ่มทดลองมาได้เกือบปีกว่า แต่ผลการทดลองยังไม่มีความคืบหน้า แต่พวกเขาก็ไม่ย่อท้อ ยังทำการทดลองต่อไป

จนเมื่อ 5 เดือนที่ผ่านมาเกิดหมอกควันกระจายไปทั่วทุกเมือง ผู้คนเริ่มมีอาการป่วยเพิ่มมากขึ้น ภายในตู้กระจกที่มีสิ่งมีชีวิตตัวน้อยๆ ตั้งแต่ 5เดือนที่ผ่านมา ผลการทดลองกับพัฒนาขึ้นอย่างน่าตกใจ แต่สิ่งมีชีวิตหน้าตาน่ารักยังไม่ลืมตามาดูโลก

เก้าทัพกับข้าวฟ่างก็ยังไม่ท้อ ยังทำการทดลองเก็บผลของการเปลี่ยนแปลงในแต่ละวันต่อไป

"แคก แคก แคก"

"พี่เก้าไม่สบายไปพักก่อนเถอะฟ่างสรุปผลเอง"ข้าวฟ่างบอกผู้เป็นสามี

ข้าวฟ่างคิดว่าพรุ่งนี้เขาควรพาสามีไปหาคุณหมอ ข้าวฟ่างมีลางสังหรณ์ไม่ดีเลย ที่เขาย้ายมาอยู่แถวชานเมืองเพราะเหตุผลบางอย่างที่ทั้งเขาและสามีรับรู้มา

ในสถาบันวิทยาศาสตร์ที่เขาทำงานอยู่มีการทดลองตัวยาที่คืนสภาพร่างกายที่ตายแล้วของเซลต่างๆให้กับมามีชีวิตอีกครั้ง แต่ทุกอย่างอยู่ในขั้นการทดลอง ข้าวฟ่างคิดว่าตัวสารประกอบต่างๆที่นำมาทดลองยังไม่ได้คุณภาพ

"เหมียววว"

"ไหนใครมาหาฟ่างอีกแล้วเนี่ย โดนเจ้าของปล่อยออกมาหรือหนีมาวันนี้"ตรงหน้าข้าวฟ่างมีเจ้าเหมียวพันธุ์เปอร์เซียตัวสีดำขนฟู เป็นแมวของเพื่อนบ้าน ที่มักจะถูกทิ้งให้นอนข้างนอกบ้านบ้าง หลังคาบ้านบ้าง ข้าวฟ่างสงสาร มักจะซื้ออาหารมาไว้ให้เสมอ

"นี่เจ้าเหมียวดูนั่นสิ ในตู้นั่นคือน้องนะ น่ารักไหม"

"เหมียววว"เจ้าหมียวร้องตอบมา ข้าวฟ่างไม่แน่ใจ มันจะเข้าใจจริงไหม แต่พอมีเจ้าเหมียวอยู่ด้วย ข้าวฟ่างไม่รู้สึกเหงาเลยสักนิด

ข้าวฟ่างเห็นสามียังหลับอยู่ เขาจึงเตรียมตัวไปตลาด โดยมีเจ้าเหมียวขนฟูคลอเคลียอยู่ด้วยตลอดเวลา

"นี่เจ้าเหมียวรอฟ่างอยู่ตรงนี้นะ"

ข้าวฟ่างนำเจ้าเหมียวมาไว้ในบริเวณด้านนอกของบ้าน ให้มันได้วิ่งเล่นระหว่างรอเขากลับมา

……………………………..

"เหมียวว นุดไปช้าจัง เรารอเบื่อแล้วนะ"เจ้าเหมียวตัวนี้มีชื่อที่เจ้าของเรียกว่า เฉาก๊วย แต่มันไม่ชอบชื่อนี้เลย และมันก็ไม่ชอบอยู่บ้านมนุษย์พวกนั้นด้วย มันเลยแอบหนีมาบ้านข้าวฟ่างบ่อยๆ แรกๆเจ้าของยังมาตามบ้าง แต่หลังๆมันหนีมาบ่อยเจ้าของเลยไม่ตาม ในบ้านหลังนั้นยังมีแมวตัวอื่นๆอีกหลายตัว

แต่เจ้าของต้องไปทำงาน ไม่มีเวลาเล่นกับมัน บ่อยครั้งก็ไม่มีอาหารเทไว้ให้ มันทั้งหิวทั้งร้อนเลยหาทางหนีออกมา วันแรกที่มันหนีมา มันไปแอบที่รถของข้าวฟ่าง หลังจากนั้นมันก็ตามติดข้าวฟ่างตลอดเวลา

"นุดมายาง"เจ้าเหมียววิ่งไล่ตะปบผีเสื้อที่บินอยู่บริเวณบ้าน

"เหมียววว เหมียวว เหมียวว"เจ้าเหมียวพยายามดิ้น เพื่อให้มนุษย์ปล่อยตนเอง

"ปล่อยเรานะเจ้ามะนุดนิสัยไม่ดี เราไม่ไป เราจะอยู่รอมะนุดใจดี"ถึงเจ้าเหมียวพยายามบอกแต่เสียงที่ส่งออกมามีแค่เหมียววว

"เอ๊ะ!นี่น้อง ทำอะไร "ข้าวฟ่างกลับมาพอดีกำลังเจอเจ้าเหมียวทั้งดิ้นทั้งร้องเหมียวๆ

"ก็เจ้าเฉาก๊วยหนีมาหลายวันแล้ว จะพากลับบ้าน"

"มะ แมวของคุณเหรอ'ข้าวฟ่างถามออกไปทั้งๆที่พอจะรู้อยู่แล้ว เจ้าขนฟู เป็นแมวของบ้านนี้

"ก็ใช่ไง"เจ้าของแมวอุ้มแมวจากไป เจ้าเหมียวยังคงร้องและดิ้นอยู่ตลอด ข้าวฟ่างมองภาพนั้นอย่างสะเทือนใจ เขาสงสารเจ้าเหมียวมากแต่ไม่สามารถทำอะไรได้ ข้าวฟ่างรู้สึกผิดถ้าเขาเอาเจ้าเหมียวไว้ในบ้าน มันจะไม่ถูกจับกลับไปแน่นอน

ข้าวฟ่างสัญญากับตัวเอง ถ้าเจอเจ้าเหมียวอีกครั้ง เขาจะไม่ให้คนพวกนั้นตามเจออีก

……………………………………….

ข้าวฟ่างดูข่าวสถานการณ์ต่างๆ ข้าวฟ่างมันใจว่าเรื่องร้ายแรงกำลังเกิดขึ้น วันนี้เขาเข้าไปสั่งของกินของใช้มากมายมากักตุนไว้

"พี่เก้าเป็นยังไงบ้าง โห่พี่ยังตัวร้อนมากเลย"ข้าวฟ่างเดินไปจับตัวสามี ตัวของเก้าทัพนั้นร้อนมาก เรียกยังไงก็ไม่มีการตอบรับ ข้าวฟ่างโทรตามหมอที่พอจะรู้จักเป็นการส่วนตัว ขอให้มาดูอาการสามี

"คุณหมออาการสามีผมเป็นยังไงบ้างครับ"

"อาการคล้ายกับโรคที่ระบาดในตอนนี้เลยครับ ผมจะฉีดยาลดไข้ไว้ให้กับจัดยารักษาอาการเบื้องต้นไว้ก่อน เพราะในโรงพยาบาลเองก็ทำแบบนี้ เราหาสาเหตุของโรคยังไม่เจอครับ ยังไงคุณข้าวฟ่างต้องระวังการติดต่อด้วยนะครับ"คุณหมอจัดยาให้เสร็จก็กลับไป

ข้าวฟ่างจัดข้าวของทุกอย่างพร้อมเขียนรายละเอียดชี้แจง เขามีลางสังหรณ์ที่ไม่ดีนัก นี่ก็ผ่านมา 8 วันแล้วสามีข้าวฟางยังไม่มีวี่แววจะตื่นขึ้นมาเลย ไปโรงพยาบาล คุณหมอให้กลับมารักษาเองที่บ้าน โดยการไปรับยา เนื่องจากมีคนไข้ล้นโรงพยาบาล

"มิ๊วววว"ข้าวฟ่างได้ยินเสียงร้องของสัตว์ เขารีบวิ่งออกมาดูหน้าบ้าน ข้าวฟ่างคิดว่าเจ้าเหมียวน่าจะหนีมาได้แล้ว

"เอ๋!ไม่ใช่หรอกเหรอ มาจากไหนละเจ้าจิ๋ว"เสียงร้องที่ได้ยินเป็นเสียงของแมวแต่ไม่ใช่เจ้าเหมียวขนฟู แต่เป็นเจ้าจิ๋วตัวน้อย ข้าวฟ่างนำเจ้าจิ๋วเข้ามาในบ้านดูแลให้ความอบอุ่น ป้อนนมจนพุงป่อง ดูแล้วเจ้าจิ๋วนี่น่าจะเกิดได้ไม่นาน

"เราชื่ออะไรดีนะ ตัวสีขาวแบบนี้เป็นแมวไทย ชื่อเจ้ากะทิละกันน่ารักดี"

"มิ๊ววววว"เจ้าแมวน้อยร้องตอบรับ มันถูกแม่ทิ้งไว้ในพงหญ้าหน้าบ้านข้าวฟ่าง มันเพิ่งเกิดได้ไม่กี่วัน แม่ก็ทิ้งไปแล้ว ด้วยความอยากมีชีวิตรอด มันจึงพยายามส่งเสียงร้อง แม้มันลืมตาได้ไม่นานแต่สัญชาตญาณในตัวมันบอกให้ได้รับรู้ ถ้ามันอยากมีชีวิตรอดมันต้องร้อง แล้วมันก็ทำสำเร็จ

"กะทิแม่ข้าวฟ่างจะพาไปรู้จักกับน้องนะ"ข้าวฟ่างอุ้มมิ๊วน้อยไปยังห้องทดลองชั้นใต้ดิน

ในตู้กระจกใสมีเจ้าก้อนตัวน้อยหลับตาพริ้มอยู่ สิ่งที่อยู่ในตู้กระจกคือ ลูกของข้าวฟ่างและเก้าทัพแต่เป็นสิ่งที่เขาทั้งคู่ทดลองขึ้นมาจากการปลูกถ่ายยีนส์ของทั้งคู่ลงไป เริ่มแรกเขาคิดว่าการทดลองล้มเหลวเพราะไม่มีความเจริญเติบโตเกิดขึ้น แต่เมื่อไม่นานมานี้ ที่มีเหตุการณ์ของการเกิดฝุ่นควันที่ปกคลุมไปทั่วโลก

การเจริญเติบโตก็เกิดขึ้น ถ้าการทดลองสำเร็จตู้กระจกจะปลดล็อคอัตโนมัติ ข้าวฟ่างและสามีต่างเฝ้ารอวันนั้น แต่สิ่งที่เหนือความคาดหมาย เด็กน้อยในตู้กระจกใสกำลังเติบโตขึ้นมา และจากทารกตัวน้อย ในเวลานี้กลับมีร่างกายของเด็กวัย 1 ขวบนอนหลับอยู่

"กะทินี่เป็นน้องของหนูนะ เขายังไม่ลืมตาเลย ถ้าแม่เป็นอะไรไปหนูต้องดูแลน้องนะ เด็กคนนี้มีชื่อว่า ข้ามฟ้า หนูต้องรักและดูแลน้องแทนพ่อกับแม่นะครับ"ข้าวฟ่างมันใจว่าอีกไม่นานเขาต้องติดเชื้อแบบที่สามีได้รับ แต่เขาอาจจะบ้าไปแล้วก็ได้ ที่ฝากความฝันและความหวังทั้งหมดไว้กับแมว

///////////////////////////////❤️

ยังไม่ได้แก้คำผิด????????????????????????

ตอนที่ยังไม่ได้ตั้งชื่อ

ข้าวฟ่างกำลังแต่งตัวด้วยชุดทะมัดทะแมง คืนนี้เขาจะไปตามหาเจ้าเหมียวขนฟู ข้าวฟ่างรู้ดีว่าตัวเองอยู่ได้ไม่นานแล้ว เขาจะทำภารกิจทุกอย่างให้เรียบร้อย เขาต้องการไปช่วยเจ้าขนฟูออกมา อย่างน้อยข้าวฟ่างก็เบาใจได้ในระดับหนึ่ง อาหารในบ้านมีมากพอที่เจ้าเหมียวจะมีชีวิตไปอีกหลายปี

หลังจากโลกเกิดการเปลี่ยนแปลงเจ้าเหมียวน่าจะเรียนรู้การมีชีวิตได้ในระดับหนึ่ง ข้าวฟ่างหวังจริงๆว่า เจ้า 2 เหมียวจะช่วยเขาดูแลลูกน้อยได้เป็นอย่างดี

เหตุผลที่ข้าวฟ่างรู้ว่าในอนาคตจะเกิดอะไรขึ้น ช่วงระยะเวลาหลายวันที่ผ่านมา ข้าวฟ่างพยายามหาข่าวหาข้อมูล และนำชิ้นเนื้อของสามีบางส่วนทำการทดลองและเป็นตามที่เขาได้คาดคะเนไว้บ้างแล้ว

ในเวลานี้มนุษยชาติกำลังเข้าสู่การเปลี่ยนยุค เชื้อที่อยู่ในตัวทุกคนเป็นเชื้อร้ายที่กำลังกัดกินอวัยวะภายในร่างกาย และอีกไม่นานทุกคนที่ติดเชื้อกำลังจะตายและคนที่ตายแล้วจะลุกขึ้นมามีชีวิตอีกครั้ง

ข้าวฟ่างรับรู้ได้จากชิ้นเนื้อที่ควรจะย่อยสลายเมื่อถูกทิ้งไว้ แต่มันไม่ได้เป็นแบบนั้นเลย ชิ้นเนื้อกลับมามีการตอบสนองของเซลที่ควรตายแล้ว แต่มันกลับไม่ตายแค่เปลี่ยนสีและลักษณะ

และสามีของเขาเองก็เริ่มมีร่างกายที่เปลี่ยนไป จากผิวหนังที่เรียบ กลายเป็นรอยแตกและพร้อมที่จะหลุดออกจากร่างกายได้ตลอดเวลา ข้าวฟ่างจัดการทำห้องให้เป็นห้องนิรภัย บ้านหลังนี้ถูกสร้างโดยการออกแบบของตนและสามี

ตัวบ้านมีความแข็งแรงและมีห้องต่างๆไว้ใช้ประโยชน์ได้ในอนาคต โดยไม่ต้องกลัวเรื่องพลังงาน บ้านนี้มีแผงโซล่าเซลล์คุณภาพดีติดตั้งไว้ทั้งหลัง ที่ข้าวฟ่างและสามีทำบ้านไว้ในลักษณะแบบนี้เพราะพวกเขาทำงานในองค์กรที่มีชั้นความลับมากมาย เขาต้องระวังในความปลอดภัยไว้ก่อน

ข้าวฟ่างเสียดายอย่างเดียวเขาไม่มีโอกาสได้กอดลูกชายที่จะก้าวออกมาจากตู้กระจกที่ถูกทำขึ้นพิเศษ เพราะจากการคำนวณ ข้าวฟ่างน่าจะมีเวลาอยู่กับลูกได้อีกไม่นาน ไม่ทันที่ตู้กระจะเปิดออก

ข้าวฟ่างได้เตรียมอาหาร โรงเรือนที่มีผักปลอดสารพิษเจริญเติบโตอยู่ น้ำดื่มที่สะอาดถูกเจาะมาจากชั้นใต้ดิน เสื้อผ้าของลูกชายที่ถูกเตรียมไว้ทุกช่วงอายุ และสิ่งสำคัญคือข้าวฟ่างได้จดบันทึกข้อมูลต่างๆไว้ให้ลูกชาย รวมถึงข้าวฟ่างได้ทำโมโนแกรมเป็นรูปร่างตนเองกับสามีทิ้งไว้ให้ลูกชายได้ดูต่างหน้า

…………………………………….

ชายหนุ่มหน้าสวย รูปร่างเล็กอยู่ในชุดทะมัดทะแมงกำลังค่อยๆย่องไปบริเวณชั้น 2 พยายามหาเจ้าขนฟูสีดำ ที่ข้าวฟ่างเข้ามาได้โดยไม่มีใครเห็น นั่นเพราะเจ้าของบ้านไม่อยู่หลายวันแล้ว นั่นเป็นสาเหตุที่ทำไมข้าวฟ่างตัดสินใจที่จะมารับตัวเจ้าขนฟูไป มันต้องหิวต้องเหงาแน่ๆ เขาจะนำเจ้าขนฟูไปอยู่กับกะทิและลูกชาย

"อยู่ห้องไหนนะ เจ้าเหมียว อยู่ไหนข้าวฟ่างมารับแล้วนะ"ข้าวฟ่างเรียกด้วยเสียงไม่ดังมาก พยายามเดินไปทั่ว ไม่ให้มีการผิดพลาด ถ้าเขาพลาดในครั้งนี้คงหมดโอกาสที่จะช่วยเจ้าเหมียวแล้ว

เจ้าเหมียวที่ข้าวฟ่างตามหากำลังนอนคุดคู้อยู่ใต้บันไดบ้าน มันไม่ได้กินอาหารมาหลายวันแล้ว ตั้งแต่ที่มันถูกจับกลับมา มันกินน้อยมาก มันรู้สึกไม่อยากอยู่ที่นี่ มันพยายามหนีออกจากบ้านหลังนี้อยู่หลายรอบ แต่ก็ทำไม่สำเร็จมนุษย์เจ้าของขังมันไว้ให้อยู่แต่ในห้อง ตอนนี้แมวตัวอื่นๆที่อยู่ในบ้านหลังนี้มนุษ์เจ้าของพาพวกมันไปด้วย แต่ไม่ยอมพามันไป บอกแค่ว่าเป็การลงโทษที่มันเอาแต่ใจ ชอบหนีไปที่อื่น อาหารก็ไม่ได้เทไว้ ส่วนน้ำมันหากินจากในห้องน้ำ

"หืออ เราหิวจนหูฝาดไปแล้วแน่ เรากำลังจะกลับดาวแมวแล้วสินะ เหมียวววว"

"เจ้าเหมียว"ข้าวฟ่างดีใจมาก โผลเข้าไปอุ้มเจ้าเหมียวออกมาจากใต้บันได

"เหมียว นุดมาช่วยเราแล้วเหรอ เหมียว"ข้าวฟ่างไม่เข้าใจในสิ่งที่เจ้าเหมียวพูดออกมา แต่ข้าวฟ่างรับรู้ได้ เจ้าเหมียวดีใจมากที่เห็นเขา คนหนึ่งแมวหนึ่งกำลังเดินอยูภายใต้แสงจากดวงจันทร์ที่ส่องลงมาเท่านั้น

"กะทิอยู่ไหน แม่กลับมาแล้ว"

"มิ๊วววว"กะทิลูกแมวไทยตัวน้อยได้ยินเสียงข้าวฟ่าง รีบวิ่งออกมาจากห้องแมว กะทิมองสิ่งมีชีวิตสีดำขนฟู ที่นุดแม่อุ้มมา มันเข้าใจด้วยสัญชาตญาณก้อนขนสีดำก้อนใหญ่นั้น เป็นสิ่งมีชีวิตประเภทเดียวกับมัน

กะทิเดินเข้าไปดมกลิ่นเจ้าขนฟูที่มาใหม่ ส่วนเจ้าเหมียวขนฟู คงยังไม่ชินกับน้อง จึงขู่กลับทุกครั้งต้องให้เจ้าเหมียวทั้ง 2 ตัวใช้เวลาเรียนรู้กัน แต่สำหรับข้าวฟ่างเวลากำลังจะหมดลง

…………………………………….

5 วันผ่านไป

ข้าวฟ่างเริ่มสังเกตเจ้าเหมียวทั้ง 2 ตัว เริ่มเข้าด้วยกันได้แล้ว ข้าวฟ่างพาเจ้าเหมียวเดินดูสิ่งของต่างๆที่เขาเก็บไว้ พร้อมกับบอกวิธีใช้ให้อีกด้วย ข้าวฟ่างสร้างอุปกรณ์ในการเปิดกระป๋องอาหารให้กับเจ้าเหมียว แค่เจ้าเหมียวนำกระป๋องมาวางระบบเซนเซอร์จะทำงานอัตโนมัติ

ในทุกวันข้าวฟ่างจะนำเจ้าเหมียวมาเจอกับน้องชายต่างสายพันธ์ที่นอนหลับตาอยู่ในน้ำสีฟ้าภายในตู้กระจกนิรภัย และในห้องนี้ยังมีโมโนแกรมที่เป็นรูปร่างของข้าวฟ่างและสามีอยู่ด้วย

สิ่งที่ข้าวฟ่างสังเกตเห็นคือ เจ้าเหมียว 2 ตัวของเขาฟังภาษามนุษย์เข้าใจ และมันเริ่มฉลาดขึ้นเรื่อย ข้าวฟ่างมั่นใจในเรื่องที่เจ้าแมวฉลาดขึ้น นั่นคงเป็นผลของการกลายพันธ์หลังจากที่สูดดมฝุ่นที่กระจายอยู่ทั่วโลก

สัตว์บางตัวได้รับการพัฒนาการเรียนรู้ของสมอง แต่ตัวไหนไม่สามารถพัฒนาได้ มันก็สิ้นใจลงในระยะเวลาไม่เกิน 3 วัน ข้าวฟ่างจับหนูมาทดลองก็พบผลลัพธ์ตามนั้น

"วันพรุ่งนี้แม่คงมาหาลูกไม่ได้แล้ว หนูต้องเติบโตเป็นคนดีมีชีวิตที่มีความสุขนะครับ ของทุกอย่างที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต แม่เตรียมไว้หมดแล้ว หนูจะมีพี่แมวอยู่เป็นเพื่อน หนูจะไม่เหงาเลย แม่กับพ่อรักหนูมากนะครับ"ข้าวฟ่างหันมองลูกชายที่หลับตาพริ้มอยู่เป็นครั้งสุดท้าย

ข้าวฟ่างเดินเข้าไปหาเจ้าเหมียวทั้งสอง "แม่ฝากน้องด้วยนะครับ ฟูฟูหนูเป็นพี่ต้องดูแลกะทิและข้ามฟ้านะครับ กะทิหนูต้องซนให้น้อยลง เชื่อฟังพี่ฟูฟูและดูแลน้องที่เกิดออกมาในไม่ช้า แม่คงไม่ได้เจอพวกลูกๆอีก "ข้าวฟ่างพูดจบเดินหันหลังเข้าไปอยู่ในห้องที่มีระบบป้องกันหนาแน่น ถ้าไม่ใช่ข้ามฟ้าที่มี DNA ตรงตามข้อมูล ของเครื่องตรวจจับภายในห้องนี้ ก็ไม่มีใครสามารถเปิดประตูได้

และตัวข้าวฟ่างเองก็ไม่สามารถเปิดประตูออกมาได้เช่นกัน ข้าวฟ่างต้องการขังตัวเองและสามีไว้ภายในห้องนั้น แต่เขาและสามีอยู่กันคนละห้อง สาเหตุจากเขาไม่ต้องการที่จะกินกันเอง

และใช่อย่างที่ข้าวฟ่างคิดไว้แล้ว เมื่อคนเจ็บที่นอนป่วยมาร่วมเดือน เซลดีเริ่มถูกทำลาย คนคนนั้นจะตื่นขึ้นมาอีกครั้งไม่ใช่ในฐานะคน แต่ในฐานะที่ทุกคนเรียกว่า ซอมบี้

และในเวลานี้สามีของข้าวฟ่างได้กลายเป็นซอมบี้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว เมื่อประมาณ 3 อาทิตย์ก่อน

"เหมียววววว เหมียวววววว"เสียงของเจ้าฟูฟูซึ่งเป็นชื่อใหม่ที่ข้าวฟ่างตั้งให้ เจ้าเหมียวขนฟูชอบชื่อนี้มาก

"นุดแม่ ล้มลงไปแล้วเหมียว"เจ้ากะทิร้องโวยวาย

"เหมียวหยุดวิ่งนะ นุดแม่บอกไว้แล้ว ห้ามเข้าไป"

"เหมียววววววว"สองแมวร้องประสานเสียง มันไม่สามารถช่วยข้าวฟ่างได้เลย ในทุกทุกวันเจ้า 2 เหมียวจะคอยวิ่งไปดูน้อง และมาอยู่หน้าห้องข้าวฟ่างทุกวัน แม้เข้าไปไม่ได้ แค่ขออยู่ใกล้ๆก็พอ

////////////////////////❤️

ยังไม่ได้แก้คำผิด อ่านเจอแจ้งได้นะคะ จะกลับมาแก้ให้ค่ะ????????????????????????????????

ตอนที่ยังไม่ได้ตั้งชื่อ

หนึ่งเดือนผ่านไป ข้าวฟ่างกลายร่างเป็นซอมบี้โดยสมบูรณ์แบบ เจ้าเหมียวทั้งสองก็ยังคงทำกิจวัตรประจำวันเหมือนเดิม มันจะไปดูน้องและมานอนหน้าห้องข้าวฟ่างทุกวัน ถึงแม้ข้าวฟ่างรูปลักษณ์จะเปลี่ยนไปพวกมันก็ยังคงมานอนหน้าห้องเสมอ

ห้องที่ข้าวฟ่างอยู่จะเป็นห้องที่เป็นกระจกใส แต่เป็นกระจกนิรภัย และคนข้างในไม่สามารถเห็นคนข้างนอกได้ ห้องของเก้าทัพก็เช่นกัน ข้าวฟ่างสร้างห้องนี้มาเพื่อเอาไว้สังเกตสิ่งมีชีวิตที่เขาจะทำการทดลองในอนาคต แต่สุดท้ายกลายเป็นเขาและสามีที่อยู่ในห้องนี้เสียเอง

"เหมียววว พี่ฟูเราไปข้างนอกกันไหม"เจ้ากะทิเริ่มเบื่อการอยู่ในบ้าน

"ง๊าวววว จำที่นุดแม่สั่งไว้ได้ไหม ห้ามออกไปข้างนอกมันอันตราย"ฟูฟูทำเสียงขู่เจ้าน้องชายขนสั้น

"เหมียววววแค่นี้ก็ต้องดุด้วย"เจ้ากะทินอนจ๋อยอยู่กับพื้นต่อไป

……………………………………

เจ้าฟูฟูเดินสำรวจบริเวณบ้านอย่างรู้ความ ตัวมันเองยังคิดว่า มันฉลาดมากขึ้น เข้าใจภาษามนุษย์ รู้จักวิธีเปิดประตู ล็อกประตูบ้านได้เอง มันยังสอนน้องชายทำสิ่งต่างๆได้ด้วย ทุกวันมันจะเข้าไปรอน้องชายคนเล็กที่ยังไม่ตื่นมาสักที

"เหมียววว เบื่อจังเลย พี่ฟูไม่อยู่แล้ว เราไปข้างนอกแป๊บเดียวไม่เป็นอะไรหรอก"เจ้ากะทิแมวซ่ามองไม่เห็นพี่ชายขนฟู มันรีบวิ่งออกจากบ้านอย่างไว

เจ้ากะทิยังเป็นแมวเด็กอายุแค่ 3 เดือน มันจึงมีความอยากรู้อยากเห็น ในบ้านข้าวฟ่างได้ทำโมโนแกรมสถานที่ต่างๆ รวมถึงสิ่งของแต่ละอย่างมีชื่อเรียกว่าอะไร พร้อมทั้งเสียงอธิบายเป็นเสียงของข้าวฟ่างเอง แค่เอาสิ่งของชนิดนั้นมาวางให้เซนเซอร์ตรวจจับ ก็สามารถรู้ชื่อและวิธีใช้ได้ หรือใส่ชื่อสิ่งที่ต้องการอยากรู้

แต่สำหรับเจ้ากะทิแมวเด็ก มันยังอยากออกไปข้างนอกเพื่อจะได้เจอกับโลกกว้าง กะทิเริ่มเดินออกมาห่างจากบ้านของข้าวฟ่างมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่มีเสียงของสิ่งมีชีวิตเลยตลอดเส้นทางที่กะทิเดินมา

"เหมียววว ไม่มีอะไรเลย เหมียวว"เจ้ากะทิรู้สึกผิดหวัง มันคิดว่าถ้าออกมาจะเจอมนุษย์ที่จะคอยเกาคางให้มันเหมือนที่นุดแม่ ทำให้มันทุกวัน

ฮึมมมมมมมมม ครื่นนนนนน เปรี้ยงงงงงง

อากาศเริ่มเปลี่ยนกระทันหัน จากอากาศที่แดดออกอยู่ดีๆ ฝนก็เทลงมา เจ้ากะทิเป็นแมวไม่เคยมีประสบการณ์ชีวิต ไม่เคยใช้ชีวิตอยู่ด้านนอก มันเริ่มลนลานวิ่งไปทางซ้ายทีทางขวาทีเพื่อหาที่หลบภัย มันยังไม่มีความเข้าใจเรื่องฤดูกาล ฝนนี้ก็เป็นฝนแรก ตั้งแต่มันเกิดมา

แมวสีขาวปลอม เข้าไปหลบอยู่ในลังไม้เก่าๆข้างถังมากมายที่มันไม่รู้จัก ขนของเจ้ากะทิตอนข้าวฟ่างเจอแรกๆนั้น จะมีสีขาว พอเริ่มโตมาเรื่อยๆ จนตอนนี้มันอายุ 3 เดือน ขนของกะทิเริ่มมีสีน้ำตาลแซมไปทั่วขนสีขาว

"พี่ฟูอยากกลับบ้าน กลัว กลัว เหมียววววว"เจ้ากะทินอนขดตัวในลังไม้ ตัวสั่นเทาไปด้วยความกลัวเสียงฟ้าร้อง ฟ้าผ่า มันกลัวมาก มันได้แต่วิงวอนขอให้มีใครมาช่วยทันที แต่เหมือนคำขอมันสูญเปล่า มันนอนสั่น ลิ้นห้อย จนฝนได้หยุดตก นานนับหลายชั่วโมงกว่าฝนจะหยุด

"เหมียยยว ไม่มีฮึมๆๆแล้วเหมียว"เจ้ากะทิค่อยๆออกจากที่ซ่อน ลังไม้ช่วยให้มันมีที่แอบแต่ไม่ได้ช่วยมันไม่เปียก ตัวของมันเปียกโชกไปด้วยน้ำฝน

"เหมียวววว กลับบ้าน ไม่เอาแล้ว กลับบ้าน"เจ้ากะทิไม่สนใจโลกภายนอกอีกแล้ว มันสนใจจะกลับบ้านอย่างเดียวเท่านั้น แต่อนิจจาน้ำฝนได้ชะล้างกลิ่นของมันหมดไปแล้ว มันจำทางกลับบ้านไม่ได้

"เหมียวววววว พี่ฟูช่วยด้วย หงึ หงึ เหมียววว"เจ้ากะทิเดินโซซัดโซเซไปเรื่อยๆ ทั้งเหนื่อยทั้งหิว

"กรี๊ดดดดดดด ปล่อยนะ มากัดฉันทำไม กรี๊ดดดดด ใครก็ได้ช่วยที"ภาพของผู้หญิงคนหนึ่งถูกตัวประหลาดกัดกิน เจ้าตัวเหม็นเนื้อเละพวกนั้น กะทิรู้จักดี

ข้าวฟ่างได้ทำรูปร่างของซอมบี้ทิ้งไว้ให้ลูกชายมีขนทั้งสอง เอาไว้คอยสอนน้องชาย มันมีชื่อเรียกว่า ซอมบี้ และรูปร่างหน้าตามันเหมือนกันกับข้าวฟ่าวและเก้าทัพเวลานี้

"ตัวเหม็น พวกตัวเหม็น มันจะกินทิ หนี หนี เหมียวววว"กะทิถูกสอนให้หนีถ้าเจอกับมนุษย์เนื้อเปื่อยพวกนี้ ถ้าไม่หนีกะทิจะเป็นอาหารชั้นดีของมัน

กะทิพยายามหาที่แอบซ่อน แต่เจ้าตัวเหม็นพวกนี้จมูกดีมาก

"เหมียววว ยังตามมาอีกเหนื่อยแล้วนะ นุดแม่ช่วยด้วย"กะทิพยายามกระโดดหนีสุดชีวิต มันอยากกลับบ้านไม่อยากถูกกิน จังหวะที่นึกถึงมนุษย์แม่กะทิจำได้ว่า ข้าวฟ่างเคยสอนไว้ ถ้าหนีไม่ได้ให้ทำตัวกลมกลืนกับพวกตัวเหม็น

กะทิคิดได้ดังนั้นจากที่มันเอาแต่วิ่งและกระโดดหนี มันกลับตัวพุ่งเข้าใส่ซอมบี้ พยายามพุ่งเพื่อเอาเลือดของซอมบี้มาติดตัวเองให้มากที่สุด

กะทิพุ่งใส่ซอมบี้อยู่แบบนั้น จนขนสีขาวของมันเต็มไปด้วยน้ำเลือดน้ำหนองของซอมบี้มันเป็นแมวที่รักสะอาดก็จริง แต่เวลานี้มันต้องเอาชีวิตรอด

"ตัวเหม็นจางงง เหมียววว มันจะงดเลียขนเด็ดขาด จนกว่ามันจะกลับบ้านไปอาบน้ำที่เครื่องฆ่าเชื้อ ข้าวฟ่างทำที่อาบน้ำไว้ให้ลูกชายขนยาวทั้งสอง แค่ไปยืนเนื้อตัวก็จะสะอาด จะมีละอองน้ำออกมาทำความสะอาด หลังจากสะอาดแล้ว มันจะเดินไปเข้าตู้อบขน แค่นี้ตัวมันก็หอมแล้ว

กะทิเดินไปเรื่อยๆ เวลานี้เจ้าพวกตัวเหม็นไม่มีตัวไหนเลยจะมาสนใจมัน นั่นเพราะกลิ่นของพวกมันคล้ายกัน กะทิเดินไปหยุดอยู่หน้าร้านสะดวกซื้อ มันเริ่มมองหาอาหารที่มันพอจะกินได้ และโชคดีเวลานี้อาหารแมวยังมีอยู่อีกมาก ไม่มีใครมาเอาไป

เจ้ากะทิผู้เป็นแมวเคยสบายมาก่อน มันอยากกินอาหารในกระป๋องแต่ทำไม่ได้ เพราะที่นี่ไม่มีที่เปิดแบบที่มนุษย์แม่ทำไว้ให้ มันจึงใช้ฟันของมันฉีกถุงอาหารเม็ดออกมากินปะทังความหิว

"เหมียวววว บ้านนุดแม่ไปทางไหนจะกลับทางไหน"เจ้ากะทิเริ่มง่วงแล้ว มันจำเป็นต้องหาที่นอน มันเดินไปข้างร้านสะดวกซื้อ เจอกับกองลังกองใหญ่ มันรีบเดินเข้าไปนอนในลังที่ขนาดพอดีกับตัวมัน

กะทิกำลังนอนหลับเพาะอาการเพลียที่สะสมมาทั้งวัน แม้สภาพของเมืองนี้เริ่มเปลี่ยนไป มีซากปลักหักพังเกิดขึ้นมา รถยนต์ที่ควรจอดเป็นระเบียบกับจอดขวางทางระเกะระกะมากมาย

สถานที่ที่เคยมีมนุษย์อาศัยอยู่ บัดนี้เมืองไปทางไหนไม่มีแม้แต่สุนัขสักตัว ผู้คนคงแอบอยู่ในบ้านหรืออพยพไปรวมกันอยู่ในที่ ที่ปลอดภัย แต่มันจะมีสถานที่ แบบนั้นจริงๆเหรอในช่วงเวลาที่โลกเปลี่ยนแปลงแบบนี้

กะทิเริ่มขยับตัว หลังจากนอนไปได้หลายชั่วโมง มันเริ่มหิวอีกครั้ง กะทิเดินออกาจากกองลังเปล่าพวกนั้น เดินกลับเข้าไปหาของกินในร้านสะดวกซื้ออีกครั้ง

กรรรร!!!

เสียงที่กะทิไม่คุ้นกำลังส่งเสียงอยู่ด้านนอกร้านสะดวกซื้อ กะทิเริ่มกินอิ่ม มันเริ่มให้ความสนใจกับเจ้าของเสียงที่ร้องอยู่ด้านนอก เจ้าตัวที่ร้องส่งเสียงนั้นน่าเกรงขามมาก นั่นคือความคิดของกะทิ

เจ้าพวกหน้าเละเดินได้พวกนั้นไม่เข้ามาบริเวณที่เจ้าตัวใหญ่ส่งเสียงอยู่เลย กะทิพยายามเดินเข้าไปใกล้ๆ เจ้า 4 ขาตัวนั้นเพื่อขอความช่วยเหลือ มี 4 ขาเหมือนกับเขา มีขนเหมือนกัน ต้องเป็นเหมือนเขากับพี่ฟูแน่เลย กะทิคิดแบบนั้น

"เหมียววววว รู้จักบ้านนุดแม่ไหม พากลับหน่อยสิ เหมียววววว"กะทิพยายามส่งเสียงร้องเหมียวๆออกมา แต่เจ้าสีขาไม่ได้ตอบอะไรกะทิสักประโยค แต่กลับกันมันกลับวิ่งพุ่งใส่กะทิอย่างเร็ว มันเข้าใจว่า เจ้าก้อนสีน้ำตาลตรงหน้าคืออาหาร

ด้วยสัญชาตญาณกะทิรีบวิ่งหลบทันที มันพยายามวิ่งหนีสุดกำลังแต่เจ้า 4 ขาตัวนั้นมีความไวพอๆกับเจ้ากะทิ

"เหมียววววว ปล่อยเราไปนะ ทิอยากกลับบ้านเหมียววว"

///////////////////////////❤️
ยังไม่ได้แก้คำผิด เจอคำผิดแจ้งได้ค่ะ จะกลับมาแก้ให้????????????????????????

ตอนที่ยังไม่ได้ตั้งชื่อ

เจ้ากะทิวิ่งหนีมาแอบอยู่ในมุมมืดในซอยใกล้กับร้านสะดวกซื้อ มันไม่เข้าใจเลยเจ้า 4 ขาตัวนั้น ทำไมถึงจะทำร้ายเขา

เจ้าตัวโต 4 ขาที่เจ้ากะทิคิดว่าเป็นพวกเดียวกับมัน แท้ที่จริงมันก็เป็นหมาจรเจ้าถิ่นที่อาศัยอยู่บริเวณนี้ เพียงแต่ว่ามันไม่ได้กลายพันธ์เหมือนเจ้ากะทิและฟูฟู มันกลายเป็นหมาซอมบี้ที่กินทั้งซอมบี้ด้วยกัน และสิ่งมีชีวิตอื่นๆ

ที่บริเวณนี้จึงมีซอมบี้น้อยมาก เพราะถูกเจ้า 4 ขาจัดการนำมันลงท้องเพื่อเป็นอาหารของมันไปแล้วเจ้ากะทิหนีมาจนมุมอยู่ในซอยนี้มันพยายามหาทางหนีไป แต่ทำไม่ได้

"เหมียวว เหมียวว เหมียววว"ออกไปนะนี่คือสิ่งที่เจ้ากะทิกำลังสื่อสาร มันทั้งร้อง ทั้งขู่จนขนของมันพองขึ้นทั้งตัว หางตั้ง หูบิน แสดงอาการที่จำเป็นจะต้องต่อสู้ แต่มันเป็นแมวเด็ก ซึ่งเกิดได้แค่ 3 เดือน ถ้าเทียบกับคน 2 ขวบเท่านั้น

"เหมียววว เหมียววว เหมียวว"กะทิหนีไม่ได้อีกแล้วมันตัดสินใจสู้ สาเหตุที่หมาซอมบี้ตัวนี้ไล่กัดกินมัน การพรางตัวเป็นพวกเดียวกับซอมบี้ไม่ได้ผล นั่นเพราะเจ้าหมาตัวนี้มันกินทุกอย่าง แม้แต่ซอมบี้

กรรรรรรรรรรช!!!!!!

ฉั๊วะๆๆๆฉับๆๆๆๆๆๆๆผลั๊วะ

เจ้ากะทิหลับตาปี๋ มันคิดว่ามันตายแน่ๆคราวนี้ แต่เมื่อลืมตาขึ้นมา มันพบกับสิ่งที่มันคิดถึงและอยากเจอมากที่สุด

"เหมียววววววพี่ฟู เหมียววว"เจ้ากะทิดีใจมากมันกระโดดโลดเต้น วิ่งไปรอบๆตัวพี่ชายที่มาช่วยแต่มันลืมสังเกตว่า พี่ชายไม่ได้มาตัวเดียว

"เหมียวววว เหมียวววว"เมื่อมันมองดูดีๆคนที่มาช่วยมันด้วย คือน้องชายไร้ขนของมันนี่เอง

"เหมียวว น้องงง น้องตื่นแล้ว"และคนที่ถือดาบตัดหัวเจ้าหมาซอมบี้ ก็คือข้ามฟ้า น้องชายของเขาที่เพิ่งจะตื่นได้ไม่ถึงวัน แต่ต้องออกมาตามหาพี่ชายตัวกลางที่หายออกจากบ้านมา

ผั๊วะๆๆๆๆๆๆๆๆ

"บอกแล้วใช่ไหม ไม่ให้ออกมาง๊าวววว"พี่ชายอย่างฟูฟูโมโหเจ้ากะทิมาก ออกมาแบบนี้ได้ยังไง มันใช้ขาหน้าตบหัวเบาๆเป็นการสั่งสอน

"หยุกกกก อย่าเยาะกานติ"น้องข้ามฟ้ารีบวิ่งมาห้ามพี่แมวที่กำลังหยุมหัวกัน

"เหมียววว"กะทิจะเข้าไปคลอเคลียน้องชายที่ใส่ชุดหมี มันน่าจะอุ่น ดูนุ่มจัง แต่ถูกพี่ชายอย่างฟูฟูเหยียบไว้ เพราะตัวเจ้ากะทิเลอะเทอะมาก

"พิฟูเยากลับบ้านกาน น้องหิวแย้ว"ข้ามฟ้าเพิ่งออกมาจากตู้กระจกเองนะ

"เหมียววว เราจะเดินกันไปเหรอ น้องลองใช้ความสามารถพิเศษสิ เหมียววว"ข้ามฟ้าตื่นขึ้นมาพร้อมกับพลังความสามารถพิเศษ เขาสามารถนึกคิดสร้างสรรค์สิ่งของได้ทุกอย่างตามใจปรารถนา แต่เขาต้องเคยเห็นรูปร่างของมัน มันจะสามารถปรากฏออกมาจากฮ่วงมิติ

"จำงายดี ม่ายอยากเดิง มันกลายมากเยยนะพิฟู"ข้ามฟ้าเพิ่งจะเกิดเองนะ ขาเขายังสั้นอยู่เลย ตอนวิ่งมาตอนแรกเพราะตกใจ แต่ตอนนี้ความตกใจหายไปหมดแล้ว

แต่เด็กที่เพิ่งออกจากตู้กระจก ยังไม่รู้จักโลกใบนี้เลย แถมมีพี่ชายเป็นแมว 2 ตัว ความฉลาดของพี่ชายที่กลายพันธ์ได้ไม่กี่เดือนเองทั้งคนและสัตว์มองหน้ากันไปมา

"พี่เคยเห็นนุดแม่ เปิดดูเจ้าสี่เหลี่ยมมีล้อวิ่งได้นุดแม่อยากซื้อให้น้อง ลองนึกถึงแบบพวกนี้แต่เอาเล็กๆพอ ดีไหม เหมียววว"ฟูฟูชี้ให้น้องชายดูรถยนต์ที่จอดระเกะระกะ ให้น้องลองจินตนาการออกมา

"ดีเบย เอาแบบอันนี้นะ ฉีดำๆ เอาเย็กๆ อืมมมมมมมม ปุ๋ง!!!!!!"

'--'

'--'

'--'

สิ่งที่ปรากฏตรงหน้าของกลุ่มสิ่งมีชีวิตตัวน้อย มันคือกล่องสี่เหลี่ยม รูปร่างของกล่องเหมือนถังไอติมเปิดโล่ง จากสีดำที่อยากได้ กลายเป็นสีรุ้งสดใส

''แหะๆๆๆแบบงี้ก็ได้แหยะ"ข้ามฟ้าจะไม่บอกให้พี่ฟูฟูรู้เด็ดขาด ตอนที่เขากำลังคิดในสิ่งที่อยากได้ ตาดวงโตของเขาเห็นเข้ากับถังไอศกรีมในร้านสะดวกซื้อ มันก็เลยออกมาแบบนี้ นั่งได้แหละ แค่ไม่เท่

"เหมียวววว ขึ้นๆกลับบ้านกันเหมียววว"กลุ่มก้อนทั้งสามลงไปนั่งในกล่องสี่เหลี่ยมมีล้อ ความโชคดีสำหรับพวกเขา เจ้ากล่องมีล้อใบนี้ สามารถเคลื่อนที่ได้ตามคำสั่งของข้ามฟ้า

"เหมียวววว เร็วจัง"เจ้ากะทิตัวเล็กสุด มันจึงนั่งด้านหน้าข้ามฟ้า ข้ามฟ้านั่งคุ่กับฟูฟู เจ้าสี่เหลี่ยมมีล้อพาทั้งหมดมาตามทางที่ข้ามฟ้าออกคำสั่ง จะมีบ้างที่เลี้ยวผิด เลยทางเข้าบ้าง เพราะน้องน้อยของเขา ยังเรียนรู้ได้ไม่มาก แค่สื่อสารได้ก็นับว่าเก่งแล้ว

การจัดการกับหมาซอมบี้วันนี้ เป็นการสอนของพี่ใหญ่อย่างฟูฟู ข้าวฟ่างบอกวิธีจัดการซอมบี้พวกนี้ด้วยการตัดหัว และนี่คือสาเหตุที่ทำให้เจ้าฟูฟู รู้ถึงความสามารถของน้องชาย

ฟูฟูตรวจความเรียบร้อยรอบบ้านแล้วมันกำลังกลับเข้าไปนอนหน้าห้องข้าวฟ่างตามเดิม เจ้าเหมียวขนฟูค้นพบกับความผิดปกติ เจ้าน้องชายตัวดีหายไปจากที่นอน ด้วยสัญชาตญาณ ฟูฟูรู้ทันที เจ้าน้องจอมดื้อของมันแอบไปข้างนอก

เจ้าฟูฟูกำลังจะออกไปตามหาเจ้ากะทิต้องหยุดชะงัก เพราะได้ยินเสียงดังฟู่ เสียงดังออกมาจากห้องน้องชายไร้ขน มันจึงรีบวิ่งไปดู แต่ตู้กระจกที่เคยมีน้องชายอยู่ถูกเปิดออก แต่ร่างที่เคยอยู่กับหายไป เจ้าฟูฟูตกใจมาก มันทำน้องหายไปทั้ง 2 เลย แต่เหมือนโชคช่วยไม่ให้มันสติแตกมากไปกว่านั้น

มันเห็นน้องชายที่เคยอยู่ในตู้กำลังนั่งกดภาพที่เป็นโมโนแกรมอยู่ มันรีบเข้าไปหาน้องชาย แต่ความพิเศษของน้องข้ามฟ้า อย่างแรกคือฟังเสียงของสัตว์เข้าใจ มันจึงสื่อสารกับน้องข้ามฟ้าได้ เจ้าฟูฟูรีบไปหาชุดที่นุดแม่เตรียมไว้มาให้ข้ามฟ้าได้สวมใส่

พร้อมกับกดปุ่มที่นุดแม่สั่งไว้เมื่อน้องตื่นมา ให้ทำอะไรให้น้องบ้าง ทุกอย่างที่ต้องทำจะถูกฉายเป็นภาพโมโนแกรมออกมา เจ้าเหมียวตัวใหญ่ทำตามทุกขั้นตอนโดยมีน้องชายนั่งมองเพื่อเรียนรู้อยู่ด้วย

ฟูฟูเตรียมเสื้อผ้าชุดหมีสีน้ำตาลให้น้องชาย พร้อมกับนมที่ถูกเตรียมไว้แล้วแค่กดปุ่ม นมที่ชงเสร็จแล้วออกมาจากตู้เก็บนมในทันที ฟูฟูเตรียมกระเป๋าสะพายน้องหมีเล็กให้ข้ามฟ้า ด้านในจะมีทั้งเสบียงของคนและแมวอยู่ เมื่อเตรียมทุกอย่างพร้อมแล้ว กำลังจะก้าวออกจากบ้าน

ข้ามฟ้าถามขึ้นเสียก่อนต้องไปหาใคร ต้องทำยังไง เจ้าฟูฟูพี่ใหญ่เล่าเรื่องเจ้ากะทิที่หายไป พร้อมกับข้างนอกมีคนตัวเละเทะเนื้อหลุดเต็มไปหมด นุดแม่สั่งไว้ ถ้าเจอกับพวกนี้ให้ฟันหัว และเจ้าฟูฟูก็นึกขึ้นได้ มันไม่มีมือจะฟันยังไง แต่น้องชายมีมือแต่ไม่มีมีด

ข้ามฟ้าถามถึงลักษณะของมีด ฟูฟูรีบฟ้าข้ามฟ้าไปกดปุ่มโมโนแกรม หลังจากข้ามฟ้าเห็นไม่กี่นาทีต่อมา ดาบยาวก็ออกมาจากอากาศที่ว่างเปล่า ฟูฟูลองทดสอบให้ข้ามฟ้าดูรูปอาหารเปียก ไม่กี่นาทีต่อมาอาหารเปียกก็มากองตรงหน้า

เจ้าฟูฟูอยากจะแกะกินเลยแต่นึกห่วงเจ้ากะทิจึงห้ามใจตัวเองแล้วรีบเดินทางออกมา

"อู๊ววววววววเย็งจางเยย"น้องข้ามฟ้านั่งหน้าโต้ลมผมปลิวเปิดหน้าผากโหนกออกรับลม

"หยุดดดดดด เหมียววว"ฟูฟูสั่งให้น้องข้ามฟ้าหยุดรถกระทันหัน

"เหมียววว"เจ้ากะทิขนเริ่มพองขึ้นทั้งตัว หูที่ตั้งกับบินไปด้านหลัง มันได้กลิ่นมนษย์ตัวเหม็น

"น้องเตรียมดาบออกมาเร็วเหมียววว"เจ้าฟูฟูสั่งให้น้องชายหยิบดาบเตรียมพร้อม กลิ่นเหม็นเริ่มทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ

///////////////////////////❤️

ยังไม่ได้แก้คำผิด ถ้าอ่านเจอแจ้งได้ค่ะ จะกลับมาแก้ให้????????????????????????

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...