โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

หมื่นภพสยบใต้หล้า

นิยาย Dek-D

อัพเดต 26 พ.ค. 2567 เวลา 10.50 น. • เผยแพร่ 26 พ.ค. 2567 เวลา 10.50 น. • Kawebook
เมื่อการถือครองพลังที่ยิ่งใหญ่ เปรียบเสมือนดาบสองคม! จากอัจฉริยะเทียมฟ้ากลายเป็นไอ้โง่ของสำนักได้อย่างไร… เขาจะสามารถพลิกกลับมาเป็นตำนานอีกครั้งได้หรือไม่?

ข้อมูลเบื้องต้น

เมื่อการถือครองพลังที่ยิ่งใหญ่ เปรียบเสมือนดาบสองคม! จากอัจฉริยะเทียมฟ้ากลายเป็นไอ้โง่ของสำนักได้อย่างไร… เขาจะสามารถพลิกกลับมาเป็นตำนานอีกครั้งได้หรือไม่?

นิยายหมื่นภพสยบใต้หล้า

เจ้าของลิขสิทธิ์ต้นฉบับ : 书旗小说(Shuqi Xiaoshuo)

ประพันธ์โดย : 化十 แปลและเรียบเรียงโดย : J.GOH (เทพทัต โกว)

สองปีก่อน ‘หลินโม่’ คือนามของเด็กหนุ่มผู้สอบเข้ามาเป็นอันดับหนึ่งของสำนัก

และถูกกล่าวขานว่าจะเป็นตำนานคนต่อไป… ทว่าสองปีให้หลัง เขากลับกลายเป็นไอ้โง่รั้งท้ายของสำนัก

เกิดอะไรขึ้นกับอัจฉริยะผู้นี้กันแน่?

แม้หลินโม่จะโดนคำดูถูกและเหยียดหยามมากเพียงใด เขาก็ยังมีสหายที่เชื่อใจ จึงทนกัดฟันสู้ฝึกฝนต่อไป

.

เพราะเขารู้ดีอยู่แก่ใจ ในดินแดนที่ความแข็งแกร่งถูกกำหนดจาก ‘ปราณวิญญาณ’

เด็กหนุ่มได้ถือครองวิญญาณกลายพันธุ์แสนพิเศษที่หาได้ยากยิ่ง อนาคตของเขาคือยอดวีรบุรุษคนต่อไปอย่างไม่ต้องสงสัย

ทว่า…มันก็เปรียบเสมือนดาบสองคม เพราะโอกาสที่ปลุกพลังนี้ขึ้นมาให้สำเร็จนั้น นับว่าน้อยยิ่งกว่าหนึ่งในหมื่น!

.

แต่แล้วความพยายามทั้งหมดก็ไม่ได้ทอดทิ้ง เมื่อเขาได้หลุดเข้าไปในหนังสือศักดิ์สิทธิ์

และปลุกพลังสุดยิ่งใหญ่ที่หลบซ่อนเอาไว้ จนทั่วทั้งปฐพีต้องสยบลงแก่เขา…

ระดับการบำเพ็ญ

ระดับฝึกร่าง

ระดับหลอมปราณ

ระดับสร้างฐานราก

ระดับกำเนิด

ระดับจินตัน

ระดับครึ่งก้าวจินตัน

ระดับผสานวิญญาณ

(ระดับการฝึกร่างมีทั้งหมด 9 ขั้น ระดับที่เหลือแบ่งเป็น ขั้นต้น ขั้นกลาง ขั้นท้าย)

----------------------------------

แนะนำนิยายสนุก สุดมันส์ อยากอ่านเรื่องไหน กดที่รูปได้เลย

แมลงน่ารำคาญแห่งสายนอก

เทียนซิงเฟิงหยุน

เมืองหลินโจว สำนักเทียนซิงสายนอก

รุ่งอรุณในฤดูใบไม้ร่วงนำพาความเย็นสบายเข้ามาไม่ขาดสาย ศิษย์ทุกคนของสายนอกต่างรอคอยการทดสอบครั้งสุดท้ายอย่างเคร่งเครียด ความสำเร็จและความล้มเหลวในการสอบครั้งนี้ เกี่ยวโยงไปถึงคะแนนของการประเมินครั้งสุดท้ายในเดือนหน้า

“มีคนหมดสติขณะทดสอบ!”

ตรงทางเข้าสนามทดสอบ เด็กหนุ่มคนหนึ่งถูกหามออกมา

ซวี๋อี้ ผู้เป็นอาจารย์ใหญ่ของสายนอกและอาจารย์พิเศษกลุ่มห้ารีบพาคนเข้ามาอย่างรวดเร็ว เมื่อเห็นเด็กหนุ่มที่นอนหงายอยู่บนพื้น สีหน้าก็เปลี่ยนเป็นเขียวคล้ำด้วยความโกรธ ไอ้เจ้าแมลงน่ารำคาญที่สมควรตาย เพื่อที่จะไม่ให้เขาฉุดคะแนนรวมของกลุ่มห้าลง ถึงได้เจาะจงจัดให้เขาเข้าไปยังสนามทดสอบที่สองที่มีอัตราความสำเร็จที่ค่อนข้างสูงเป็นพิเศษ สุดท้ายคิดไม่ถึงว่าจะมาเป็นลมหมดสติในขณะทดสอบเสียได้

เด็กหนุ่มมักจะขาดเรียนวิชาการฝึกตนขั้นพื้นฐานอยู่บ่อยๆ ถึงแม้ว่าจะเข้าเรียน แต่ก็จะเข้าฌานนอนหลับอยู่เสมอ คะแนนรวมของการประเมินในทุกๆ เดือนก็ได้อันดับสุดท้ายจากทั้งสายนอก

หลับ…

หนังตาของซวี๋อี้กระตุกทีหนึ่ง พลางเอียงหูตั้งใจฟังอีกครั้ง เพียงได้ยินเสียงลมหายใจหนักๆ ของหลินโม่ ซวี๋อี้ก็พลันกำหมัดแน่น เส้นเลือดดำบนหน้าผากเต้นตุบๆ

ไอ้เจ้าแมลงน่ารำคาญนี่…

ไม่สิ ชื่อของไอ้เจ้าแมลงน่ารำคาญนี้ถือเป็นความอัปยศของแมลง ไอ้หนุ่มนี่ก็คือขยะชิ้นหนึ่ง เป็นขยะไร้ประโยชน์ ถึงขั้นนอนหลับในขณะทดสอบ

ซวี๋อี้นึกสงสัย ในตอนที่สอบวัดระดับเข้าสำนักมาเมื่อปีก่อน ผู้รับผิดชอบการสอบวัดระดับตาบอดไปแล้วหรือไง คะแนนการสอบวัดระดับของเจ้าขยะนี่ได้ถึงอันดับที่หนึ่ง ทั้งยังมีวิญญาณกลายพันธุ์ระดับหายากที่สุดไว้ในครอบครองอีกด้วย

เดิมทีคิดว่าเป็นก้อนหยกบริสุทธิ์ สุดท้ายกลับกลายเป็นก้อนมูล

เวลาผ่านไปสองปีแล้ว ศิษย์ที่เข้าสำนักมาในตอนนั้น การบำเพ็ญที่แย่ที่สุดต่างก็อยู่ประมาณขั้นที่ห้า และคนที่สูงไปกว่านั้นการฝึกร่างก็บรรลุไปถึงขั้นที่แปดกันแล้ว

ทว่าไอ้เจ้าขยะนี่ ระยะเวลาสองปีเต็มๆ เพิ่งจะมาฝึกร่างจากขั้นที่หนึ่งก้าวไปขั้นที่สอง สร้างสถิติการฝึกตนที่ช้าที่สุดตั้งแต่เริ่มก่อตั้งสายนอกขึ้น เรื่องนี้จึงกลายเป็นเรื่องอัปยศที่สุดที่ซวี๋อี้ต้องเจอตลอดชีวิตในการเป็นอาจารย์ และยังกลายเป็นเรื่องน่าขบขันของอาจารย์คนอื่นๆ อีกด้วย

ยังดีที่หลังจากการประเมินครั้งสุดท้ายในเดือนหน้าผ่านไป เจ้าขยะนี่ก็จะหายสาบสูญไปจากสายนอกตลอดกาลแล้ว เมื่อนึกถึงตรงนี้ ซวี๋อี้ก็เผยยิ้มขึ้น ไม่สนใจดูหลินโม่อีกต่อไป หลังจากสั่งให้ศิษย์ส่วนหนึ่งมาคอยดูหลินโม่ก็หันหลังจากไป

“เจ้าขยะนี่ ฉุดคะแนนกลุ่มห้าของพวกเราลงอีกแล้ว”

“ถ้าอย่างนั้น พวกเราถอดเสื้อผ้าเขาออกให้หมดแล้วจับเขามัดไว้ดีไหม? ถึงอย่างไรเขาก็หมดสติอยู่แล้ว ไม่รู้หรอกว่าใครเป็นคนทำ” ศิษย์คนหนึ่งยิ้มเยือกเย็น ทำให้ศิษย์คนอื่นได้แต่กะพริบตาปริบๆ

ส่วนคนที่เหลือยิ้มอย่างรู้ใจกัน รู้สึกคันไม้คันมือขึ้นมาทันที

ทันใดนั้น กลิ่นอายเย็นยะเยือกก็จู่โจมเข้ามา

ศิษย์ทั้งสามพร้อมใจหันกายกลับมา พลันรู้สึกบางอย่าง ราวกับมีของแหลมคมจ่ออยู่ที่แผ่นหลัง พวกเขาจึงค่อยๆ หันหน้ากลับไป

มีเด็กหนุ่มผมยาวสวยราวกับหิมะคนหนึ่งกำลังเดินมาจากที่ไกลๆ อุณหภูมิรอบกายลดฮวบลงในพริบตา ศิษย์ทั้งสามคนอดไม่ได้ที่จะตัวสั่นระริกขึ้นด้วยความเหน็บหนาว

กลิ่นอายเย็นยะเยือกอบอวลไปทั่วรอบกายของเด็กหนุ่ม ประดุจน้ำแข็งหมื่นปีที่ไม่เคยละลาย

เด็กหนุ่มเงยหน้าขึ้น องค์ประกอบทั้งห้าบนดวงหน้าละเอียดงดงาม จนทำให้ผู้คนที่เดินผ่านต่างต้องหยุดฝีเท้าลง ใบหน้าสวยไร้ที่ตินั่นทำให้ผู้หญิงทุกคนต่างอิจฉา หากไม่ใช่เพราะชุดฝึกตนที่เขาสวมอยู่นั้นเป็นของผู้ชายล่ะก็ จะต้องถูกคนอื่นคิดว่าเป็นหญิงงามล่มเมืองอย่างแน่นอน

“เหลิง…เหลิงอู่เหยียน…”

ศิษย์ทั้งสามกลืนน้ำลายลงอย่างยากลำบาก

ท่ามกลางศิษย์ของสายนอก เหลิงอู่เหยียนเป็นคนที่ได้รับความนิยมมากที่สุดโดยไม่ต้องสงสัย ไม่ใช่เพียงเพราะหน้าตาของเขา ทว่าศักยภาพของเขายังแข็งแกร่งจนน่าตกใจ นับประสาอะไรกับการฝึกร่างที่บรรลุไปถึงขั้นที่เจ็ด ตอนทดสอบเข้าสำนักยังพบว่า ภายในร่างเขามีปราณวิญญาณธาตุคู่น้ำและไฟไว้ในครอบครองอีกด้วย

ผู้ฝึกตนที่มีปราณวิญญาณไว้ในครอบครอง ไม่ว่าจะเป็นศักยภาพหรือพลังความแข็งแกร่ง ต่างจะต้องดีกว่าผู้ฝึกตนธรรมดา ผู้ฝึกตนที่มีปราณวิญญาณได้หนึ่งรูปแบบ จะถือว่าเป็นระดับสูง ส่วนผู้ที่ครอบครองปราณวิญญาณธาตุคู่นั้นถือเป็นสิ่งที่หาได้ยากที่สุด

เหมือนกับเหลิงอู่เหยียนคนนี้ เขาถูกสำนักเทียนซิงสายในจองตัวเอาไว้ตั้งนานแล้ว ถึงแม้ว่าจะไม่เข้าร่วมการประเมินครั้งสุดท้ายก็สามารถเข้าเป็นศิษย์สายในได้อย่างราบรื่นอยู่ดี

“เขา…เขาหมดสติไปตอนกำลังทดสอบ อาจารย์ซวี๋ให้พวกเรามาดูเขาที่นี่” ศิษย์คนแรกเอ่ยขึ้นอย่างอ้ำๆ อึ้งๆ

“ไสหัวไปซะ!” เหลิงอู่เหยียนพูดออกมาเพียงประโยคเดียว

ศิษย์ทั้งสามไม่กล้าพูดอะไรมากอีกต่อไป จึงรีบหันหลังเร้นกายหนี แอบดีใจอยู่ลึกๆ ว่ายังดีที่ไม่ได้ลงมือ หากเหลิงอู่เหยียนเจอเข้าล่ะก็ พวกเขาต้องถูกถลกหนังเป็นแน่ ศิษย์กลุ่มห้าของสายนอกต่างรู้ดี ว่าที่เจ้าขยะหลินโม่นี้ยังอยู่รอดปลอดภัยมาได้ถึงสองปี ไม่มีใครกล้าเข้าไปหาเรื่องกับเขานั้น สาเหตุสำคัญที่สุดคือข้างกายเขามีเหลิงอู่เหยียน ผู้มีพลังอันน่ากลัวอยู่อย่างไรล่ะ

พูดกันตามหลักแล้ว คนที่มีพรสวรรค์ดั่งเช่นเหลิงอู่เหยียนไม่สมควรมาเกลือกกลั้วอยู่กับขยะอย่างหลินโม่ถึงจะถูก ทว่าทั้งสองกลับคบหาเป็นสหายกัน อีกทั้งเหลิงอู่เหยียนก็ยังเชื่อฟังและทำตามที่หลินโม่บอกทุกอย่างอีกด้วย

หลินโม่ที่หลับลึกไปค่อยๆ ตื่นขึ้นมาเงียบๆ

“ตื่นแล้วหรือ?” เสียงของเหลิงอู่เหยียนช่างมีเอกลักษณ์โดดเด่น

“อืม!”

หลินโม่นวดคลึงระหว่างคิ้ว พลางเงยหน้าขึ้นแล้วเอ่ยถาม “ข้าหลับไปนานแค่ไหนแล้ว?”

“ตอนที่ข้ามา เจ้าก็หลับไปแล้ว” เหลิงอู่เหยียนยังคงถามต่อ “เป็นยังไงบ้าง? มีลางว่าปราณวิญญาณจะตื่นขึ้นมาบ้างหรือยัง?”

หลินโม่สำรวจปราณวิญญาณกลายพันธุ์ภายในจุดตันเถียนด้านล่างแล้วส่ายหน้าไปมา ตั้งสองปีมาแล้ว ทว่ายังคงไม่มีการเคลื่อนไหวเลยแม้แต่น้อย

หลินโม่สูญเสียพลังและเวลาไปมากเท่าไรก็ไม่รู้เพื่อที่จะปลุกมันขึ้นมา แม้แต่ปราณวิญญาณที่จำเป็นต่อการฝึกตนทั้งหมด ต่างก็ถูกถ่ายทอดไปให้มันจนหมด ที่เขามักจะหลับใหลอยู่บ่อยๆ นั้น ก็เป็นเพราะปราณวิญญาณกลายพันธุ์ดูดเอาพลังของเขาไปอย่างมหาศาล

สองปีที่อยู่สายนอก หลินโม่เอาแต่ฝึกร่างขั้นที่สองวนเวียนไปมาอยู่อย่างนั้น เป็นสองปีเต็มๆ ที่ประสบกับสายตาดูถูกเหยียดหยามมามากเท่าไรไม่รู้ แม้ว่าเขาจะไม่ได้สนใจ ทว่าความรู้สึกยาวไกลไม่มีที่สิ้นสุดนั้น แท้จริงแล้วมันช่างทรมานเขาเหลือเกิน

“ข้ากำลังไตร่ตรองอยู่ว่า ควรจะละทิ้งมันไปได้แล้วหรือไม่…”หลินโม่เอ่ยขึ้นพลางถอนหายใจ

“ปราณวิญญาณพื้นฐานแบ่งเป็นธาตุทอง ไม้ น้ำ ไฟ และดิน ความสัมพันธ์ของธาตุพื้นฐานทั้งห้ารูปแบบนี้ก่อให้เกิดวิญญาณกลายพันธุ์ขึ้น แบ่งออกเป็น ลำแสงสีทองแหลมคม พลังชีวิต น้ำแข็งเหมันต์ ความว่างเปล่า และผืนดินหนา นี่คือห้ารูปแบบของวิญญาณกลายพันธุ์ ตั้งแต่ในอดีตเป็นต้นมา ภายในร่างจะสามารถเกิดวิญญาณกลายพันธุ์รูปแบบใดขึ้นก็ได้หนึ่งรูปแบบ ทุกคนต่างเป็นผู้มีพรสวรรค์หายากในรอบร้อยปี ข้าเชื่อว่า ปราณวิญญาณกลายพันธุ์ของเจ้าในไม่ช้าก็จะตื่นขึ้นมาอย่างแน่นอน” เหลิงอู่เหยียนกล่าวขึ้นอย่างมุ่งมั่น

“มันง่ายขนาดนี้ที่ไหนกัน ความน่าจะเป็นในการปลุกปราณวิญญาณกลายพันธุ์ได้สำเร็จนั้นมีน้อยกว่าหนึ่งในหมื่น…” หลินโม่ส่ายหน้าไปมา

“แม้ว่าเจ้าจะไม่มีวิญญาณกลายพันธุ์ เจ้าก็แข็งแกร่งอยู่ดี!” เหลิงอู่เหยียนเอ่ยขึ้น

ในสายตาของศิษย์สายนอก หลินโม่คือคนไร้ประโยชน์คนหนึ่ง ทว่าเหลิงอู่เหยียนรู้ว่า หากไม่ใช่เพราะหลินโม่มุ่งมั่นตั้งใจอยากปลุกปราณวิญญาณกลายพันธุ์ให้สำเร็จล่ะก็ จากความอัจฉริยะของหลินโม่ ก็คงแหกกฎเข้าสายในไปตั้งนานแล้ว

ยิ่งไปกว่านั้น หลินโม่แตกต่างจากคนอื่นมาตั้งแต่เด็ก

ตอนแปดขวบ เหลิงอู่เหยี่ยนผู้เป็นเด็กกำพร้า ค้างคืนอยู่ที่เมืองเทียนซิง ดันบังเอิญไปเจออสูรระดับต่ำที่กำลังบาดเจ็บอยู่

แม้ว่าตอนนี้เหลิงอู่เหยียนจะฝึกร่างไปถึงขั้นที่แปดแล้ว ก็ยังไม่กล้าพูดได้ว่าเขาจะสามารถฆ่าอสูรระดับต่ำที่กำลังบาดเจ็บตัวหนึ่งได้ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเรื่องเมื่อปีนั้น เดิมทีเขาคิดว่าจะต้องตายอย่างอนาถไปแล้ว แต่จู่ๆ หลินโม่ที่อายุรุ่นราวคราวเดียวกับเขาก็ปรากฏตัวขึ้น

ในตอนนั้นแววตาทั้งสองของหลินโม่ราวกับดวงอาทิตย์ร้อนระอุที่พร้อมแผดเผา ฝ่าเท้าที่ยืนอยู่กลางอากาศ เสื้อคลุมที่พลิ้วไหวราวกับเต้นระบำ ดูลึกลับน่าค้นหา ราวกับเทพเจ้าลงมายังผืนโลก เพียงนิ้วนิ้วเดียวแตะลงบนหน้าผากของอสูรระดับต่ำตนนั้น ชั่วพริบตาลำแสงสีทองก็โจมตีพาดผ่านหัวของมันไป อสูรระดับต่ำตายลงอย่างน่าอนาถในทันที

ฉากในวันนั้น เหลิงอู่เหยียนจะไม่มีวันลืมไปชั่วชีวิต

----------------------------------

เพื่อไม่ให้พลาดทุกการอัปเดตก่อนใคร

กด'ติดตาม'ตรงนี้ไว้ได้เลยย~ _

.

.

ขอให้ทุกท่านสนุกกับการอ่านนิยายนะคะ

เฟิงหลิงเหยียน

“ไม่พูดเรื่องพวกนี้แล้ว พรุ่งนี้จะต้องทดสอบประวัติศาสตร์แล้ว ช่วยข้าทบทวนด้วย” หลินโม่โบกมือไปมา

“อืม” เหลิงอู่เหยียนพยักหน้าพลางเอ่ยว่า “ห้าร้อยปีก่อน ทวีปหงเหมิงเกิดเรื่องที่ส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงที่สุดขึ้น จะขอสรุปต้นตอของเหตุการณ์และจุดจบของเรื่องนี้อย่างง่ายๆ ก็แล้วกัน”

“ห้าร้อยปีก่อน กฎแห่งสวรรค์ถูกทำลาย ทวีปหงเหมิงประสบกับภัยพิบัติได้รับความเดือดร้อน เผ่าพันธุ์มนุษย์ทุกข์ทรมานแสนสาหัส สิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือพลังแห่งฟ้าดินแห้งขอดไป ผู้ฝึกตนของเผ่ามนุษย์สูญเสียการบำเพ็ญ อสูรที่เดิมทีถูกผนึกเอาไว้ในดินแดนรกร้างได้ทำลายเปิดผนึกออกมา ผู้คนในทุกประเทศของทวีปหงเหมิงล้วนถูกสังหารแทบสิ้น แม้แต่ราชวงศ์ของประเทศที่ยิ่งใหญ่และแข็งแกร่งก็ยากที่จะรอดพ้นไปได้”

“เมื่อเผ่าพันธุ์มนุษย์ใกล้ล่มสลาย มหาจักรพรรดิชิงหลีได้ถือกำเนิดขึ้น แล้วสังหารสามจอมอสูร เขากำจัดอันตรายของเผ่าพันธุ์มนุษย์เอาไว้ได้ กลายเป็นยุครุ่งเรืองของมวลมนุษย์อีกครั้ง มหาจักรพรรดิชิงหลีได้สร้างพระราชวังศักดิ์สิทธิ์ชิงหลีขึ้น และคัดเลือกผู้มีความสามารถเข้ามาบำเพ็ญในพระราชวังศักดิ์สิทธิ์ จักรพรรดิทั้งสามที่มาจากพระราชวังชิงหลีนั้น ได้รับคำสั่งจากมหาจักรพรรดิชิงหลีให้เรียกเผ่ามนุษย์เพื่อมาร่วมกันสร้างสำนักเรียนขึ้นที่ใจกลางเมือง และฝังเส้นโลหิตชีพจรวิญญาณลงในทุกสำนักเพื่อสร้างพลังแห่งฟ้าดิน”

“เผ่าพันธุ์มนุษย์ใช้สำนักเรียนในการสืบทอดพลังปราณ เพื่อกลับเข้าสู่เส้นทางแห่งการฝึกตนอีกครั้งและรวบรวมปราณวิญญาณออกมา ขออธิบายตรงนี้อีกเล็กน้อย คนที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในประวัติศาสตร์คือจักรพรรดิไก้หลี ตามตำนานบอกว่า เขามีปราณวิญญาณกลายพันธุ์สี่ธาตุ ทั้งยังปลุกสัตว์โบราณยิ่งใหญ่ทั้งสี่ออกมาได้ ความแข็งแกร่งเป็นอันดับหนึ่งจากในสามจักรพรรดิ”

“ต่อมา เผ่าพันธุ์มนุษย์ได้ฟื้นคืนสภาพ ในที่สุดเมื่อสามร้อยปีก่อนจึงนำอสูรแกร่งกลับคืนสู่ดินแดนรกร้างได้สำเร็จ แล้วปิดผนึกโลกเอาไว้ตลอดกาล ปัจจุบันในทวีปหงเหมิงแม้ว่าจะยังมีอสูรหลงเหลืออยู่มาก แต่ส่วนใหญ่ล้วนเป็นระดับต่ำซึ่งไม่สามารถคุกคามเผ่าพันธุ์มนุษย์ได้อีกต่อไป” หลินโม่เอ่ย

เหลิงอู่เหยียนพยักหน้าเล็กน้อยพลางถามต่อ “ช่วยอธิบายเรื่องการแบ่งแยกระดับการบรรลุโดยภาพรวม และความแตกต่างระหว่างผู้ฝึกตนธรรมดากับผู้ฝึกปราณวิญญาณที่อยู่ในระดับเดียวกันให้ข้าที”

“ตอนนี้รู้เรื่องระดับการบรรลุแล้ว ว่าแบ่งเป็นระดับฝึกร่าง ระดับหลอมปราณ ระดับสร้างฐานราก และระดับกำเนิด หลังจากระดับกำเนิด ว่ากันว่ายังมีระดับจินตัน แต่เป็นเพราะพลังแห่งฟ้าดินได้เหือดแห้งไป ทำให้จินตันรวมตัวกันได้ยาก ระดับในการฝึกร่างแบ่งเป็นเก้าขั้น และจะยากขึ้นในทุกขั้น ซึ่งร่างกายก็จะแข็งแกร่งทวีขึ้นอีกเท่าตัวด้วย ผู้ฝึกตนธรรมดาที่ฝึกร่างไปจนถึงขั้นที่เก้าจะมีพละกำลังสูงสุดอยู่ที่หนึ่งพันชั่ง ทว่าผู้ฝึกปราณวิญญาณจะพัฒนาไปได้ถึงประมาณสองพันชั่ง ผู้ฝึกปราณวิญญาณกลายพันธุ์นั้นจะมีพละกำลังสูงยิ่งขึ้น” ความรู้พื้นฐานเหล่านี้ หลินโม่ท่องจำไว้ได้ขึ้นใจมาตั้งนานแล้ว

วือ…

เสียงแตรสัญญาณดังขึ้นจากที่ไกลๆ

“การทดสอบรอบสองใกล้จะเริ่มแล้ว เจ้ารีบไปเถอะ” หลินโม่บอกเป็นนัยให้เหลิงอู่เหยียนรู้ “ข้าจะไปฝึกตนที่ห้องพลังปราณเสียหน่อย”

เหลิงอู่เหยียนพยักหน้า พลางหันกายจากไป

ห้องพลังปราณคือห้องที่สำนักเทียนซิงสร้างขึ้นมาโดยเฉพาะ เป็นสถานที่ที่อนุญาตให้เพียงศิษย์ของสำนักใช้ดูดซับพลังแห่งฟ้าดินในการบำเพ็ญ เนื่องจากตั้งอยู่ในระยะของเส้นโลหิตชีพจรวิญญาณ พลังปราณที่นี่จึงเข้มข้นกว่าโลกภายนอกมาก

ในยุคที่พลังปราณแห้งขอด ที่ที่มีพลังปราณคงอยู่นั้นล้ำค่าอย่างประเมินไม่ได้

เมื่อเทียบกับห้องพลังปราณของสายนอก หลินโม่ได้ยินมาว่าห้องพลังปราณของสายในนั้นเข้มข้นยิ่งกว่า ทว่าใช้ได้เฉพาะสายในเท่านั้น หากคิดอยากฝึกตนในนั้นล่ะก็มีเพียงวิธีเดียว นั่นก็คือ กลายเป็นศิษย์ของสายในนั่นเอง

“ถ้าข้าจะกลายเป็นศิษย์ของสายในได้ เช่นนั้นอย่างน้อยก็ต้องแย่งสามอันดับแรกในการประเมินครั้งสุดท้ายมาให้ได้ถึงจะมีโอกาส” หลินโม่พูดพึมพำ

ณ เวลานี้ ศิษย์สายนอกกลุ่มหนึ่งกำลังเดินเข้ามา คนแรกคือเด็กสาวหน้าตาสะสวย ศิษย์ชายหญิงคนอื่นต่างเกาะกลุ่มกันอยู่ข้างกายเธอ ทั้งกลุ่มพากันเดินไปพลางพูดคุยไปอย่างสนุกสนาน

“ศิษย์พี่เฟิง อาจารย์ซวี๋เพิ่งบอกว่า คะแนนในการทดสอบของพี่ครั้งนี้ไม่เลวเลย ติดห้าสิบอันดับแรกของสายนอกแล้ว เพียงแค่การประเมินครั้งสุดท้ายในเดือนหน้าราบรื่น การสอบเข้าสายในก็คงไม่มีปัญหาอะไรมากมายแล้วล่ะ”

“ทำไมถึงบอกว่าไม่มีปัญหาอะไรมากมายล่ะ อันดับเดิมของศิษย์พี่เฟิงในสายนอกได้ตั้งที่แปดสิบสาม จะเข้าสายในได้นั้นก็เป็นเรื่องที่แน่นอนอยู่แล้วล่ะ”

“ศิษย์พี่เฟิง หลังจากเข้าสายในไปแล้วต้องดูแลพวกข้าด้วยนะ”

ขณะที่กำลังพูดคุยกันสนุกสนาน สายตาของเฟิงหลิงเหยียนพลันไปเห็นหลินโม่ จึงเผลอหยุดเดินไปโดยไม่รู้ตัว เสียงหัวเราะคิกคักของเหล่าศิษย์ก็เงียบลงเช่นกัน

ในฐานะที่เป็นศิษย์กลุ่มห้าแห่งสายนอกก็ย่อมรู้จักหลินโม่อยู่แล้ว อีกทั้งความสัมพันธ์ของศิษย์เหล่านี้กับเฟิงหลิงเหยียนนั้นดีมาก เมื่อรู้ถึงความสัมพันธ์ที่ผ่านมาของหลินโม่และเธอ ว่าทั้งสองต่างมาจากต้นตระกูลเทียนซิง ตระกูลเฟิงและตระกูลหลินเป็นสหายที่เป็นพันธมิตรที่ดีต่อกันมานานหลายรุ่นแล้ว เป็นธรรมดาที่หลินโม่และเฟิงหลิงเหยียนจะมีความสัมพันธ์อันดีต่อกันมาตั้งแต่เด็ก ในตอนที่เข้าสายนอก เฟิงหลิงเหยียนก็มักจะจับมือถือแขนหลินโม่ให้ผู้อื่นเห็นอยู่บ่อยๆ

แต่ในภายหลัง ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ก็จืดจางเปลี่ยนไป

“เมื่อครู่ได้ยินอาจารย์ซวี๋บอกว่า เจ้าหลับไปตอนกำลังทดสอบหรือ?” เฟิงหลิงเหยียนจ้องหลินโม่พลางเอ่ยถาม

“อืม!” หลินโม่ตอบกลับเสียงเรียบ

“ข้านับถือเจ้าจริงๆ ในการทดสอบที่สำคัญขนาดนี้ คิดไม่ถึงว่าเจ้าจะหลับลงได้”

แววตาถากถางปรากฏขึ้นในดวงตาของเฟิงหลิงเหยียน “ในเมื่อเจ้าเลือกที่จะสละสิทธิ์ไปแล้ว เจ้าก็สละทิ้งแค่ของตัวเองก็พอ อย่าเป็นตัวถ่วงของเหลิงอู่เหยียนเลย เขากับเจ้าไม่เหมือนกัน เขายังมีอนาคตไกลและยิ่งใหญ่กว่า อย่าให้ความเห็นแก่ตัวของเจ้ามาทำร้ายเขาเลย”

“เจ้าว่าข้าเป็นตัวถ่วงของเหลิงอู่เหยียนอย่างนั้นหรือ?” หลินโม่สีหน้าขรึมลง

“หากไม่ใช่เจ้าล่ะก็เขาคงถูกเลือกให้เข้าสายในแล้ว ทำไมยังต้องดำเนินการประเมินครั้งสุดท้ายอีกล่ะ”

เฟิงหลิงเหยียนเอ่ยด้วยสีหน้าเย็นชา “ข้ารู้ว่าเจ้าน่ะหยิ่งยโส ตอนแรกที่เจ้าเข้าสำนักมาด้วยอันดับหนึ่งในการทดสอบ เข้าสำนักวันแรกก็ฝึกร่างทะลวงไปได้ถึงขั้นที่สอง ทำลายสถิติเร็วที่สุดของเทียนซิงสายนอกในรอบร้อยปีที่ผ่านมา แต่แล้วอย่างไรล่ะ? นั่นก็เป็นแค่ตำนานไปแล้ว สองปีที่ผ่านมา คะแนนรวมของเจ้าที่อยู่สายนอกกลับถอยไปอยู่อันดับรั้งท้าย จากสถานการณ์ของเจ้า คิดว่ายังเหลือโอกาสสอบเข้าสายในได้อยู่อีกอย่างนั้นหรือ? เหลิงอู่เหยียนเชื่อฟังและทำตามที่เจ้าบอกทุกอย่าง หากเจ้าไม่เข้าสายใน จากนิสัยของเขาแล้วก็คงไม่มีทางเข้าได้เช่นกัน”

แม้ว่าความสัมพันธ์ของพวกเราเมื่อสองปีก่อนนั้นจะดี แต่เนื่องจากการบำเพ็ญของหลินโม่หยุดชะงักไม่ก้าวหน้าจึงค่อยๆ ห่างหายกันไป ทว่าในใจของเขายังคงเห็นและปฏิบัติกับเฟิงหลิงเหยียนเป็นเพื่อนมาโดยตลอด แต่ในเวลานี้ หลินโม่ค้นพบว่าคนที่เคยคุ้นเคยกันนั้น ได้กลายเป็นคนแปลกหน้าต่อกันไปเสียแล้ว

“ทำไมเจ้าถึงยืนกรานว่าข้าจะสอบเข้าสายในไม่ได้ล่ะ?” หลินโม่เอ่ยอย่างเยือกเย็น

“ข้าไม่ได้ยืนกราน แต่ความจริงเป็นเช่นนี้ ตามคะแนนรวมสองปีที่ผ่านมานี้ของเจ้า นอกเสียจากว่าเจ้าจะสามารถสอบติดสามอันดับแรกได้ แต่เจ้าคิดว่าเจ้าจะสอบติดสามอันดับแรกได้หรือ? เอาเถอะ ข้าไม่อยากพูดอะไรกับเจ้ามากไปกว่านี้ หากข้าเป็นเจ้าล่ะก็ คงปล่อยเหลิงอู่เหยียนไป ให้เขาไปตามความฝันของเขาด้วยตัวเอง ไม่ใช่ผูกมัดเอาไว้ข้างกาย ให้พรสวรรค์ของเขาเสียไปโดยเปล่าประโยชน์” เฟิงหลิงเหยียนปรายตามองด้วยความเย็นชา พลางสาวเท้าก้าวไป

“เรื่องบางเรื่อง ใช่ว่าเจ้าเห็นแล้วจะต้องเป็นไปตามสิ่งที่เจ้าเชื่อแบบนั้นเสมอไป ไม่ใช่ว่าข้าจะต้องสอบติดสามอันดับแรกของสายนอกหรอกหรือ แค่นี้จะไปยากอะไร?” หลินโม่พูดจบก็เดินเฉียดผ่านเฟิงหลิงเหยียนไป

ฝีเท้าของเฟิงหลิงเหยียนหยุดชะงักไปชั่วครู่ เธอไม่ได้หันกลับไป ทว่ากลับมุ่งตรงไปข้างหน้า

“สอบติดสามอันดับแรกของสายนอกหรือ? ขี้คุยเสียจริงนะ”

“เวลาตั้งสองปีเพิ่งจะฝึกร่างได้ขั้นที่สอง แต่ก็อยากประกาศศักดาว่าจะสอบติดสามอันดับแรกของสายนอก นี่เป็นเรื่องตลกที่สุดในชีวิตตั้งแต่ที่ข้าเคยได้ยินมาแล้วล่ะ” ศิษย์ที่เหลือพากันหัวเราะเยาะ

เฟิงหลิงเหยียนไม่ได้เอ่ยอะไร

พูดเรื่องใหญ่โตใครก็พูดได้ แต่จะทำได้หรือไม่นั้นก็เป็นอีกเรื่อง แต่ด้วยพลังของหลินโม่ในตอนนี้ อย่าเพิ่งพูดถึงสามอันดับแรกของสายนอกเลย หากอันดับไม่ต่ำสุด ก็ถือว่าบุญแล้วล่ะ

----------------------------------

เพื่อไม่ให้พลาดทุกการอัปเดตก่อนใคร

กด'ติดตาม'ตรงนี้ไว้ได้เลยย~ _

.

.

ขอให้ทุกท่านสนุกกับการอ่านนิยายนะคะ

หนังสือศักดิ์สิทธิ์โบราณ

สายนอกกำลังจัดการทดสอบ เหล่าศิษย์ต่างมารวมตัวกันที่สนามทดสอบ ตอนนี้ห้องพลังปราณจึงว่างเปล่าไร้ผู้คน

เมื่อนั่งลงมุมหนึ่งในห้องพลังปราณจนได้ที่ หลินโม่จึงหลับตาลง

พลันพลังแห่งฟ้าดินก็ทะลักขึ้นมาต่อเนื่อง หลั่งไหลผ่านแขนขาทั้งสี่ เส้นโลหิต และชีพจรทั้งแปดเข้ามาอย่างไม่ขาดสาย ในที่สุดทั้งหมดก็ถ่ายทอดไปสู่บริเวณตันเถียน

สีหน้าของหลินโม่ขรึมลงเล็กน้อย สองปีที่ผ่านมาเพื่อที่จะปลุกปราณวิญญาณกลายพันธุ์ ทุกครั้งที่ฝึกตนก็ต้องอาศัยพลังแห่งฟ้าดินเป็นตัวนำทาง แต่มันไม่มีการเคลื่อนไหวมานานแล้ว ตอนนี้จึงตั้งใจจะทิ้งมันไปแล้วเตรียมตัวเลื่อนขั้นบำเพ็ญ ทว่าสุดท้ายปราณวิญญาณกลายพันธุ์นี้ กลับดูดพลังแห่งฟ้าดินทั้งหมดไปอย่างรุนแรง

ชั่วขณะหนึ่ง ในใจของหลินโม่เกิดความโมโหขึ้น อยากจะระงับเอาไว้ ทว่าแรงดึงดูดในจุดตันเถียนนั้นน่าหวาดกลัวเกินไป เดิมทีก็ไม่มีทางสูบพลังปราณได้แม้แต่น้อย จึงทำได้เพียงมองดูมันหลั่งไหลเข้ามา

“สองปีที่ผ่านมา เจ้ารู้จักแต่เรียกร้อง แต่กลับไม่รู้จักตอบแทน ข้าอยากรู้ว่าเจ้าจะทำอะไรได้บ้าง” หลินโม่เอ่ยถามด้วยสีหน้าเยือกเย็น

ตูม!

ทันใดนั้น เกิดเสียงระเบิดดังสั่นสะเทือนขึ้นภายในจุดตันเถียน ราวกับเสียงแห่งการเริ่มต้นของโลกที่แฝงไปด้วยความลึกลับอย่างไม่มีที่สิ้นสุด

แรงดึงดูดอันทรงพลัง ดึงเอาจิตใจของหลินโม่เข้าไป

ท่ามกลางความชุลมุนวุ่นวายที่ไม่สิ้นสุด สายฟ้าศักดิ์สิทธิ์นับพันร้องคำรามผสานกึกก้อง ทุกๆ ครั้งที่อัสนีฟาดลงจะปลดปล่อยพลังทำลายล้างฟ้าดิน ภายใต้ความโกลาหลของสายฟ้าศักดิ์สิทธิ์ ผืนดินค่อยๆ แยกออกจากกัน

ท้องนภาสั่นไหว ดวงอาทิตย์ร้อนแผดเผาสาดส่องตรงลงมา ดวงดาวและดวงจันทร์กะพริบเปล่งประกาย เสียงของเหิงกู่ซวนดังกึกก้อง

โครม!

ท่ามกลางแผ่นดินใหญ่ ต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์โบราณแตกออกจากผืนดิน ทะยานขึ้นสู่ฟากฟ้า ราวกับจะทะลวงท้องนภา

พื้นพิภพแตกแยกออกจากกัน ภูเขาศักดิ์สิทธิ์ผุดขึ้นจากพื้นดินอย่างต่อเนื่องไม่มีที่สิ้นสุด ก่อเกิดแม่น้ำแห่งเทพและความหลากหลายของพลังแห่งฟ้าดิน

ครืน…

เสียงคำรามสะท้านฟ้าแผ่กระจายกึกก้องไปทั่วโลก สิ่งมีชีวิตโบราณถือกำเนิดขึ้นต่อเนื่อง

หลินโม่รู้สึกตกใจมากกับภาพที่เกิดขึ้นตรงหน้า นี่คือการปรากฏตัวครั้งแรกของสัตว์โบราณในตำนานเก่าแก่ที่มีบันทึกเอาไว้ในหนังสือโบราณ แต่ขั้นตอนในการบันทึกนั้นยังเทียบไม่ได้กับสิ่งที่ได้เห็นด้วยตาตัวเอง

จู่ๆ โลกโบราณก็พังทลายลง กลายเป็นรูปแบบเวทย์มากมายนับร้อยพัน สลับที่แทนกันไปมา ในที่สุดจึงรวมตัวกันกลายเป็นส่วนหนึ่งของหนังสือแห่งโลกศักดิ์สิทธิ์

หนังสือแห่งโลกศักดิ์สิทธิ์ถูกแบ่งออกอีกครั้ง กลายเป็นประตูใหญ่ทั้งห้าบานที่แฝงความหมายโบราณเอาไว้

ประตูใหญ่ห้าบานมีสีต่างกันออกไป เริ่มจากบานแรก แบ่งเป็นสีทอง เขียวมรกต น้ำเงิน แดง และเทา

กลิ่นอายลมปราณที่แผ่กระจายออกจากประตูใหญ่แต่ละบานก็แตกต่างกัน ประตูใหญ่สีทองอบอวลอัดแน่นไปด้วยความมุ่งมั่น ประตูใหญ่สีเขียวมรกตเปล่งประกายไปด้วยพลังชีวิตอันฮึกเหิม ประตูใหญ่สีน้ำเงินไหลเวียนคล้ายกับคลื่นน้ำ ประตูใหญ่สีแดงพลิ้วไหวราวกับเปลวไฟที่ลุกโชน ประตูใหญ่สีเทาทั้งหนักทั้งหนาและแข็งแกร่ง

เสียงของหลิงกู่ซวนดังออกมาจากประตูทุกด้าน สะท้อนทับกันไปมา

เมื่อมองประตูใหญ่ทั้งห้าบาน หลินโม่อดไม่ได้ที่จะเดินเข้าไป เขาไม่ได้เคลื่อนไหวด้วยตัวเอง ทว่าแรงดึงดูดบางอย่างท่ามกลางความมืดมิดนั้น ดึงให้เขามุ่งตรงไปสู่ประตูใหญ่สีทองบานแรกทีละก้าว

ทันทีที่สัมผัสนิ้วลง เสียงลึกลับดังกึกก้องไปทั่วจิตใจของหลินโม่ และแล้วการเชื่อมต่ออันน่าพิศวงก็เกิดขึ้น

แกร็ก!

ทันใดนั้นประตูใหญ่สีทองก็เปิดออก ลำแสงแหลมคมเปล่งออกมาพร้อมท่วงทำนองจังหวะโบราณ ในชั่วพริบตาก็พุ่งทะลุร่างของหลินโม่ไป

หลินโม่แข็งทื่อไปทั้งร่าง รู้สึกแค่ว่ามีบางอย่างกำลังก่อกำเนิดขึ้นในร่างกาย นั่นคือวิญญาณกลายพันธุ์ที่ไม่ได้เคลื่อนไหวมาเป็นระยะเวลาสองปี ซึ่ง ณ เวลานี้ถูกปลุกขึ้นมาแล้ว

ใจกลางประตูใหญ่สีทองที่เปิดอยู่ ทุกส่วนมืดสนิทจนมองไม่เห็นด้านในว่ามีอะไรกันแน่ แต่หลินโม่กลับรู้สึกได้ว่า ในประตูบานใหญ่นั่นแฝงไปด้วยกลิ่นอายเข้มข้นของลมปราณโบราณและพลังอันน่าสะพรึงกลัว

หลินโม่เดินเข้าไปอย่างประหลาดใจ ครั้นเมื่อถึงทางเข้า ก็ถูกพลังบางอย่างที่มองไม่เห็นผลักกลับออกมา

หลังจากลองอยู่หลายครั้ง ผลลัพธ์ก็ยังเหมือนเดิม

หลินโม่หันไปมองประตูอีกสี่บานที่เหลือ การที่พลังวิญญาณกลายพันธุ์สามารถตื่นขึ้นมาได้ เป็นเพราะประตูใหญ่สีทองปลดปล่อยแสงโบราณอันแหลมคมนั้นออกมา เมื่อดูรูปลักษณ์ภายนอกของประตูทั้งสี่แล้วต่างมีส่วนเกี่ยวข้องกับพลังวิญญาณทั้งสี่รูปแบบอย่างคลุมเครือ ด้านในคงไม่มีวิญญาณทั้งสี่อยู่ใช่ไหม?

เดิมทีตั้งใจจะเข้าไปดู ทว่าสุดท้ายประตูทั้งสี่บานกลับถูกพลังที่มองไม่เห็นปิดกั้นเอาไว้ หมดหนทางที่จะเข้าใกล้ได้

หลินโม่พยายามอยู่หลายครั้ง แต่ก็ยังถูกพลังที่มองไม่เห็นนั่นขวางกั้นเอาไว้ ในที่สุดจึงทำได้เพียงทิ้งความตั้งใจนี้ไป

เมื่อปล่อยวางจิต หลินโม่ก็กลายเป็นลำแสงพุ่งทะยานขึ้นกลางอากาศ ครั้นมองจากด้านบนลงไป ประตูทั้งห้าซ้อนทับกันตามลำดับ ราวกับส่วนหนึ่งของหนังสือศักดิ์สิทธิ์โบราณ…

ภายในห้องพลังปราณ

หลินโม่หลับตาลงและนั่งสมาธิ

ลำแสงสีทองสาดส่องออกมารอบกายอย่างต่อเนื่องด้วยความรวดเร็ว โอบพันรอบด้านของหลินโม่ราวกับเปิดวังวนขึ้นก็ไม่ปาน ลำแสงดูดกลืนพลังแห่งฟ้าดินโดยรอบอย่างบ้าคลั่ง เห็นเพียงพลังแห่งฟ้าดินถูกเกี่ยวพันเข้ามา รวมตัวกันเป็นมัดแล้วหลั่งไหลเข้าสู่ภายในร่างของหลินโม่

ทันใดนั้นพลังแห่งฟ้าดินมหาศาลก็ถูกถ่ายทอดเข้ามาไม่หยุด ลำแสงสีทองที่พันรัดรอบกายของหลินโม่ยิ่งนานเข้าก็ยิ่งแข็งแกร่ง

ชั่วพริบตา พลังแห่งฟ้าดินของห้องพลังปราณก็ถูกดูดซับเอาไปจนหมด พลังดูดซับของแสงสีทองนั้นแกร่งจนเหนือความคาดหมายของหลินโม่ เห็นเพียงแรงถูกดูดซับผ่านลงไปใต้พื้นของห้องพลังปราณ

ในส่วนล่างสุด เส้นโลหิตชีพจรวิญญาณเส้นเล็กๆ ถูกตัดฝังเอาไว้

เมื่อแรงดูดซับเข้าสู่เส้นโลหิตชีพจรวิญญาณ พลังบริสุทธิ์ถูกดูดออกจากด้านในอย่างบ้าคลั่ง พลังมหาศาลถูกดึงแยกออกมา แล้วไหลเข้าสู่ร่างกายของหลินโม่

ลำแสงสีทองที่โอบรัดรอบกาย นานเข้าก็ยิ่งหนาแน่น ในที่สุดก็กลายเป็นรังไหมแสง กระแสอากาศรอบด้านได้รับผลกระทบ เกิดเสียงสวบสาบขึ้น เพียงพริบตาเมื่อเส้นโลหิตชีพจรวิญญาณเส้นสุดท้ายถูกดูดแสงออกมา

ตูม!

รังไหมแสงระเบิดออก

ความหนาแน่นราวกับห่าฝนของลำแสงสีทอง ทำลายกระแสอากาศเสียหาย ฝุ่นละอองมหาศาลลอยฟุ้งกระจายไปทั่วผนังโดยรอบ

เมื่อฝุ่นสลายจางไปแล้ว ผนังสี่ด้านของห้องลมปราณราวกับถูกอาวุธนับไม่ถ้วนแทงทะลุก็ไม่ปาน เกิดรูพรุนมหาศาลมากเกินบรรยาย

เมื่อรู้สึกถึงการบำเพ็ญที่เลื่อนขั้นขึ้นของตนเอง หลินโม่ก็เผยรอยยิ้มขึ้น การฝึกตนเมื่อกี้ ทำให้การฝึกร่างจากขั้นที่สองของเขาทะลุไปสู่ขั้นที่ห้าแล้ว ขณะเดียวกันก็ตระหนักได้ถึงพลังมหาศาลของวิญญาณกลายพันธุ์เช่นกัน

สาเหตุที่ผู้ฝึกปราณวิญญาณนั้นเหนือกว่าผู้ฝึกตนธรรมดา เป็นเพราะปราณวิญญาณสามารถช่วยให้ผู้ฝึกตนดูดรับพลังได้มากยิ่งขึ้น ซึ่งปราณวิญญาณกลายพันธุ์นั้นแข็งแกร่งเหนือยิ่งกว่า แต่หลินโม่รู้สึกได้ว่า ปราณวิญญาณรุ่ยจินดูดซับพลังได้มากกว่าที่คิดเอาไว้ คาดไว้ในใจว่าอาจเป็นไปได้ที่จะมีส่วนเกี่ยวข้องกับหนังสือศักดิ์สิทธิ์โบราณในร่าง

เมื่อเห็นสภาพของห้องพลังปราณ รอยยิ้มของหลินโม่พลันหายไป ห้องพลังปราณกลายเป็นแบบนี้ไปแล้ว ไม่แน่ว่าผู้รับผิดชอบสายนอกอาจตามให้เขาไปชดใช้ค่าเสียหาย หลินโม่จึงฉวยโอกาสตอนไม่มีใครเห็น รีบหนีจากห้องพลังปราณไปอย่างรวดเร็ว

การทดสอบของสายนอกเป็นอันเสร็จเรียบร้อย เหล่าศิษย์พากันทยอยแยกย้าย ศิษย์บางคนที่ออกไปนานแล้วก็รีบมุ่งไปยังห้องพลังปราณเพื่อเตรียมฝึกตนแข่งกับเวลา

ศิษย์กลุ่มแรกสุดที่ไปถึงห้องพลังปราณต่างพากันตกตะลึงไปทันที เมื่อเห็นรอยรูพรุนนับพันของห้องพลังปราณ

“ให้ตาย…”

“มันเกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่? ทำไมห้องพลังปราณถึงกลายเป็นแบบนี้ไปได้?”

“คงไม่ไม่ได้มาจากการฝึกตนใช่ไหม?” ศิษย์คนหนึ่งเอ่ยขึ้นอย่างเงียบๆ

“เกิดจากการฝึกตนอย่างนั้นหรือ? เจ้าก็ช่างคิดได้แปลกเหลือเกิน กำแพงทั้งสี่ด้านของห้องพลังปราณล้วนตัดมาจากหินอัคนีดำทั้งนั้น เพียงพอที่จะต้านทานความเสียหายจากการฝึกร่างขั้นที่แปดได้ แม้จะเป็นเหล่าผู้ฝึกตนที่ฝึกร่างขั้นที่แปดก็ไม่มีทางใช้อาวุธไปทิ่มแทงทะลุเยอะได้ขนาดนั้น พูดอีกอย่างคือ ในสายนอกของเรา คนที่สามารถไปถึงระดับทำลายห้องพลังปราณได้นั้นก็มีเพียงศิษย์พี่ฉิวจวิ้นฉิวอันดับหนึ่งของสายนอกแล้วล่ะ”

“เจ้าหมายความว่าศิษย์พี่ฉิวเป็นคนทำงั้นหรือ?”

“เจ้าหุบปากไปซะ! ข้าแค่พูดว่าความสามารถบรรลุถึงระดับนี้ก็เท่านั้น ประโยคไหนกันที่เอ่ยเหมือนสิ่งที่เจ้าว่า ข้าไม่เคยพูดสักนิด”

“ใครเป็นคนทำ สายนอกจะจัดการสืบค้นเอง เดือนถัดไปก็จะดำเนินการประเมินครั้งสุดท้ายแล้ว เวลาเร่งด่วนสำคัญ อย่ามัวเสียเวลาเลย รีบไปฝึกกันเถอะ”

เมื่อได้ยินเช่นนั้น ศิษย์ตรงหน้าประตูก็ทยอยหลั่งไหลกันเข้ามาในห้องเพื่อฝึกตน

กลุ่มศิษย์ที่ตั้งใจจะพุ่งตัวหนีเมื่อกี้ก็กลับมานั่งทำสมาธิ แล้วเริ่มรวบรวมพลังลมเพื่อดูดซับพลังแห่งฟ้าดิน ทว่าดูดซับได้เพียงครู่เดียว กลับไม่เห็นถึงพลังแห่งฟ้าดินที่ไหลเข้าร่างเลยแม้แต่น้อย

“แปลกจริง ทำไมข้าดูดซับไม่ถึงพลังแห่งฟ้าดินกัน?”

“ข้าก็เช่นกัน”

“สรุปแล้วมันเกิดอะไรขึ้นกันแน่? พลังแห่งฟ้าดินของห้องพลังปราณล่ะ?”

เสียงวิจารณ์จอแจดังขึ้นทั่วห้องพลังปราณ เหล่าศิษย์ต่างพากันซักถามกันไปมา สุดท้ายก็ไม่มีใครรู้ว่า สรุปแล้วเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ภายในห้องพลังปราณที่ไร้ซึ่งพลัง นี่เป็นครั้งแรกที่เกิดเรื่องขึ้นในรอบสองปีที่ผ่านมา

ณ เวลานี้ จู่ๆ เงารูปร่างงดงามอรชรก็ปรากฏขึ้นภายในห้องพลังปราณ

เสียงโหวกเหวกในห้องพลังปราณพลันเงียบลงในพริบตา

----------------------------------

เพื่อไม่ให้พลาดทุกการอัปเดตก่อนใคร

กด'ติดตาม'ตรงนี้ไว้ได้เลยย~ _

.

.

ขอให้ทุกท่านสนุกกับการอ่านนิยายนะคะ

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...