โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

ดับสลด! รถไฟบดขยี้รถหรูไกล 500 เมตร อัดติดสะพานไม่เหลือซาก เจ้าหน้าที่เสี่ยงชีวิตช่วยไม่ทัน

สยามนิวส์

เผยแพร่ 04 ต.ค. 2566 เวลา 02.17 น. • ทีมข่าวสยามนิวส์
เมื่อช่วงดึกของค่ำคืนที่ผ่านมา (3 ต.ค. 2566) ศูนย์วิทยุมูลนิธิชุมพรการกุศลสงเคราะห์ จ.ชุมพร ได้รับแจ้งว่า เกิดเหตุรถไฟชนรถยนต์เก๋ง บริเวณถนนทางตัดรถไฟรอยต่อระหว่างตำบลปากแพรกและตำบลสวี อ.สวี จ.ชุมพร โดยเมื่อถึงที่ที่เกิดเหตุพบรถไฟขบวน 170 ยะลา-กรุงเทพอภิวัตร จอดอยู่ห่างจากถนนตัดรถไฟบ้านในโหยง ประมาณ 300 เมตร

เมื่อช่วงดึกของค่ำคืนที่ผ่านมา (3 ต.ค. 2566) ศูนย์วิทยุมูลนิธิชุมพรการกุศลสงเคราะห์ จ.ชุมพร ได้รับแจ้งว่า เกิดเหตุรถไฟชนรถยนต์เก๋ง บริเวณถนนทางตัดรถไฟรอยต่อระหว่างตำบลปากแพรกและตำบลสวี อ.สวี จ.ชุมพร โดยเมื่อถึงที่ที่เกิดเหตุพบรถไฟขบวน 170 ยะลา-กรุงเทพอภิวัตร จอดอยู่ห่างจากถนนตัดรถไฟบ้านในโหยง ประมาณ 300 เมตร

บริเวณตู้นอนชั้น 2 รอยต่อตู้พักช่วงหัวขบวนจอดอยู่บนสะพานเหล็ก โดยพบรถเก๋งยี่ห้อ bmw สีเทา ทะเบียน ภล 82 กรุงเทพมหานคร ถูกตู้รถไฟเบียดติดอยู่กับเหล็กสะพานสภาพพังยับ กู้ภัยตรวจสอบเบื้องต้นพบว่ามีผู้เสียชีวิตติดอยู่ในรถ 1 รายเป็นผู้ชาย ไม่สามารถนำร่างออกมาได้

และพบอีกว่ารถยนต์เก๋ง bmw คันเกิดเหตุติดแก๊ส ทำให้หน่วยกู้ภัยต้องให้ความระมัดระวัง โดยต้องประสานรถน้ำของเทศบาลตำบลนาโพธิ์ พร้อมทั้งหน่วยกู้ภัยนำถังดับเพลิงมาแสตนบาย อีกทั้งหัวรถไฟเกิดความเสียหายไม่สามารถเคลื่อนที่ได้ ทางเจ้าหน้าที่การรถไฟจึงประสานให้รถไฟขบวน 172 เดินทางจากสุไหงโกลก ปลายทางกรุงเทพฯ มาดึงลากรถไฟคันเกิดเหตุออกจากจุดเกิดเหตุ

โดยใช้เวลาในการวางแผนปฏิบัติเก็บกู้เป็นเวลานานหลายชั่วโมง เนื่องจากทุกฝ่ายต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ด้วย แต่สุดท้ายนำร่างผู้เสียชีวิตออกจากตัวรถได้สำเร็จ ตรวจสอบเบื้องต้นทราบว่าผู้เสียชีวิตคือ นายสราวุธ อายุ 22 ปี ทำงานอยู่ที่ฟาล์มเลี้ยงกุ้งแห่งหนึ่ง

อย่างไรก็ตาม ได้มีข้อมูลเพิ่มเติมว่าปกติแล้ว ผู้เสียชีวิตจะใช้รถจักรยานยนต์ แต่วันดังกล่าวได้ขับรถยนต์ bmw ซึ่งเป็นของลุงตนเองและเป็นอดีตกำนัน ส่วนสาเหตุนั้นอยู่ในระหว่างการสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงว่าเหตุการดังกล่าวเกิดขึ้นได้อย่างไร

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...