“เดอะ คอฟฟี่ คลับ” ดึงจุดขายกาแฟพรีเมียม คัดสรรวัตถุดิบคุณภาพ มาตรฐานระดับโลก
เดอะ คอฟฟี่ คลับ (The Coffee Club) ตอกย้ำจุดขายร้านกาแฟแบบออลเดย์ไดนิ่งชั้นนำ ชูจุดเด่นเครื่องดื่มกาแฟรสชาติเยี่ยมทั้งแบบร้อน เย็น และปั่น หลากหลายที่รังสรรค์จากวัตถุดิบคุณภาพทั้งเมล็ดพันธุ์กาแฟระดับพรีเมียม ส่วนผสมต่าง ๆ โดยเฉพาะนมที่มีหลากชนิดให้เลือกตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์การดื่มกาแฟผู้บริโภคทุกกลุ่ม รวมถึงความสำคัญในเรื่องของคุณภาพในการให้บริการทั้งในเรื่องของบาริสต้าที่ได้รับการเทรนนิ่งอย่างมืออาชีพ และอุปกรณ์ในการทำกาแฟที่เป็นไปตามมาตรฐานของออสเตรเลีย เพื่อให้ลูกค้ามั่นใจถึงมาตรฐานและรสชาติของเมนูกาแฟทุกแก้วในทุกสาขาที่เหมือนกัน ล่าสุดเปิดเมนูกาแฟใหม่เอาใจคอกาแฟเลิฟเวอร์ เริ่มต้นด้วย 4 เมนูกาแฟแพลนต์เบสกับนมทางเลือกจากธัญพืชและพืชสำหรับสายรักสุขภาพ ได้แก่ ลาเต้เย็นนมข้าวโอ๊ต คาปูชิโน่เย็นนมอัลมอนด์ คาปูชิโน่เย็นนมมะพร้าว และคาราเมลเย็นนมถั่วเหลือง ตามมาด้วย อีก 2 เมนูใหม่สำหรับผู้ที่ชอบดื่มกาแฟในรสชาติที่แปลกใหม่ ที่มาพร้อมความสดชื่นและมีประโยชน์ ได้แก่ เอสเพรซโซ่แพสชั่นโทนิค และเอสเพรซโซ่น้ำส้ม ที่พร้อมเสิร์ฟครอบคลุมทั้งการนั่งในร้าน เดลิเวอรี และ Grab & Go ผ่านทั้ง 31 สาขาทั่วประเทศ ทั้งนี้เชื่อมั่นว่าการออกเมนูกาแฟใหม่จะมาช่วยกระตุ้นยอดขาย โดยตั้งเป้าสัดส่วนเมนูกาแฟเติบโตเพิ่มขึ้นจากเดิมอยู่ที่ 20% ตอกย้ำภาพการเป็นร้านกาแฟแบบออลเดย์ไดนิ่งชั้นนำที่พร้อมส่งมอบโมเมนต์ดี ๆ ที่มีได้ทุกวันสำหรับลูกค้าทั้งคนไทยและต่างชาติต้องมาเยือน
นางนงชนก สถานานนท์ ผู้จัดการทั่วไป เดอะ คอฟฟี่ คลับ ภายใต้การดำเนินการของบริษัท เดอะ ไมเนอร์ ฟู้ด กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า เดอะ คอฟฟี่ คลับ ในฐานะร้านกาแฟแบบออลเดย์ไดนิ่ง นอกจากการให้บริการอาหารและเครื่องดื่มรสชาติดีมีความหลากหลายตลอดทั้งวัน อีกหนึ่งหัวใจหลักที่ทำให้ร้านมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักไปทั่วโลกกว่า 30 ปี คือ “กาแฟ” ที่ถือเป็นจุดเด่นของร้าน โดยเครื่องดื่มกาแฟของ เดอะ คอฟฟี่ คลับ ลูกค้าสามารถเลือกเมล็ดพันธุ์กาแฟที่ต้องการได้ โดยมีให้เลือก 2 ประเภทด้วยกัน ได้แก่ ซิกเนเจอร์เบลนด์ (Signature Blend) ที่นำเข้าจากออสเตรเลีย และสยามเบลนด์ (Siam Blend) ที่ปลูกจากทางภาคเหนือของไทย รวมถึงที่สูตรกาแฟที่ใช้ในทุกสาขาจะเป็นไปตามมาตรฐานสูตรจากออสเตรเลียที่ได้ถูกพัฒนาให้เหมาะสมกับคนไทยด้วยการทำให้มีความเข้มข้นมากขึ้น ในขณะที่ด้านส่วนผสมอื่น ๆ ในกาแฟก็ให้ความสำคัญไม่แพ้กัน เพื่อตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ โดยมีนมทางเลือกจากธัญพืชและพืชเพื่อคนรักสุขภาพ สำหรับกลุ่มลูกค้าที่แพ้นมวัว หรือกลุ่มลูกค้าแพลนต์เบส (Plant-based) ทั้งหมด 4 ชนิดให้เลือกสรร ได้แก่ นมข้าวโอ๊ต (Oat Milk) ที่ถือเป็นนมไฮไลท์ของร้านที่กำลังได้รับกระแสตอบรับอย่างดีจากลูกค้า โดยนมข้าวโอ๊ตของร้านใช้วัตถุดิบเป็นข้าวโอ๊ตนำเข้าจากออสเตรเลีย ซึ่งมีจุดเด่นคือความเข้มข้นของตัวนมและความหอมมัน พร้อมมอบรสสัมผัสใกล้เคียงกับนมวัวอย่างมาก ซึ่งพอนำมาผสมกับกาแฟก็ยังให้รสชาติความเข้มข้นของกาแฟได้อย่างชัดเจน จึงทำให้เป็นนมอีกชนิดที่ได้รับความนิยมใกล้เคียงนมวัวเนื่องจากสามารถทำกาแฟได้หลายรสชาติ ต่อด้วย นมถั่วเหลือง (Soy Milk) ที่มีความหอมมันน้อยลงมา รวมถึง นมอัลมอนด์ (Almond Milk) และนมมะพร้าว (Coconut Milk) โดยทั้งนมอัลมอนด์และนมมะพร้าว เหมาะกับคนที่ชอบดื่มกาแฟรสชาติเบา ๆ ที่ไม่ต้องการความมันมากแต่ยังต้องการกลิ่นความหอมเฉพาะตัวของนมขณะดื่ม
ล่าสุด เดอะ คอฟฟี่ คลับ ได้เปิดตัว 6 เมนูเครื่องดื่มกาแฟใหม่ เอาใจคอกาแฟเลิฟเวอร์ ประกอบด้วย 4 เมนูกาแฟแพลนต์เบสนมทางเลือกจากธัญพืชและพืช ได้แก่ ลาเต้เย็นนมข้าวโอ๊ต (Iced Latte Oat Milk) ตามมาด้วย คาปูชิโน่เย็นนมมะพร้าว (Iced Cappuccino Coconut Milk) และคาราเมลเย็นนมถั่วเหลือง (Iced Caramel Soy Milk) ในราคาแก้วละ 145 บาท และคาปูชิโน่เย็นนมอัลมอนด์ (Iced Cappuccino Almond Milk) ราคาแก้วละ 135 บาท รวมถึง 2 เมนูกาแฟผสมน้ำผลไม้และน้ำโทนิคใหม่ล่าสุด ได้แก่ เอสเพรซโซ่แพสชั่นโทนิค (Espresso Passion) และ เอสเพรซโซ่น้ำส้ม (Espresso Orange) ในราคาแก้วละ 130 บาท ซึ่งลูกค้าสามารถเลือกจับคู่เครื่องดื่มกับเมนูของว่างใหม่ล่าสุด อาทิ Cranberry Pie, Chocolate Delight Tart, Parisian Ham Brie Kraftkorn Sandwich, Filled Croissant – Yuzu, Truffle Honey Brie Croissant และ Truffle Mushroom Cranberry Cruffin หรือจะทานคู่กับ Sweet Breakfast 2 เมนูขนมหวานใหม่ล่าสุดอย่าง Pancake with Berry Homemade รวมถึง Strawberry Waffle Homemade เพื่อให้อิ่มท้องมากขึ้นได้
ปัจจุบัน เดอะ คอฟฟี่ คลับ ให้บริการเครื่องดื่มเมนูกาแฟหลากหลายทั้งแบบร้อน เย็น และปั่น ที่รังสรรค์จากเมล็ดกาแฟซิกเนเจอร์เบลนด์และเมล็ดกาแฟสยามเบลนด์ ไม่ว่าจะเป็น แฟลตไวท์ อเมริกาโน่ เอสเพรซโซ่ อัฟโฟกาโต้ ลาเต้ คาปูชิโน่ มัคคิอาโต้ มอคค่า ฯลฯ เป็นต้น ซึ่งลูกค้าสามารถเลือกว่าจะดื่มเป็นกาแฟที่มีคาเฟอีนปกติ กาแฟไม่มีคาเฟอีน (Decaf Coffee) ในขณะเดียวกันลูกค้ายังสามารถเพิ่มเติมส่วนผสมอื่น ๆ อาทิ การเพิ่มช็อตกาแฟ หรือจะเป็นเพิ่มไซรัปรสชาติต่าง ๆ รวมถึงวิปครีม ตลอดจนไอศกรีม ฯลฯ ได้ตามต้องการอีกด้วย
“ทั้งนี้ เดอะ คอฟฟี่ คลับ มีสัดส่วนยอดขายจากการขายเมนูกาแฟ คิดเป็น 60% โดยส่วนใหญ่เป็นกลุ่มลูกค้าช่วงวัยทำงาน และนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยเชื่อมั่นว่าการออกเมนูกาแฟใหม่ทั้งหมดนี้จะมาช่วยกระตุ้นยอดขายได้เป็นอย่างดี ซึ่งในปี 2565 ได้ตั้งเป้าสัดส่วนเมนูกาแฟให้เติบโตเพิ่มขึ้นจากเดิมที่ 20% ด้วยการออกแคมเปญทางการตลาด ทั้งโปรโมชันในรูปแบบต่าง ๆ เพื่อกระตุ้นการรับรู้และการบริโภคของลูกค้าให้มากขึ้นตลอดทั้งปี ผ่านทั้ง 31 สาขาทั่วประเทศ ครอบคลุมทั้งการนั่งในร้าน เดลิเวอรี และ Grab & Go ย้ำภาพการเป็นร้านกาแฟแบบออลเดย์ไดนิ่งชั้นนำที่พร้อมส่งมอบโมเมนต์ดี ๆ ที่มีได้ทุกวันสำหรับลูกค้าทุกคน” นางนงชนก กล่าวสรุป
ด้าน นางสาวกรรฑิมา ไผ่สะอาด บาริสต้า เทรนเนอร์ เดอะ คอฟฟี่ คลับ เปิดเผยว่า สำหรับเมล็ดกาแฟที่ใช้ในร้าน เดอะ คอฟฟี่ คลับ ทั้ง 2 ประเภท เริ่มต้นที่ ซิกเนเจอร์เบลนด์ (Signature Blend) เป็นการผสมผสานสายพันธุ์อาราบิก้า (Arabica) และโรบัสต้า (Robusta) เข้าด้วยกัน โดยอาราบิก้านำเข้าจากประเทศบราซิล และประเทศโคลอมเบีย ซึ่งจะมีความเข้มข้น และความหอมเฉพาะตัว ในขณะที่โรบัสต้านำเข้ามาจากประเทศอินเดีย ซึ่งจะให้ความกลมกล่อมพอดี โดยเมล็ดกาแฟทั้งหมดจะถูกนำมาคั่วเพื่อให้เป็นมาตรฐานเดียวกันในโรงงานของ เดอะ คอฟฟี่ คลับ ที่ออสเตรเลีย และถูกบรรจุในตู้เย็นที่มีการรักษาอุณหภูมิไว้ที่ 25 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นระดับอุณหภูมิเดียวกันกับที่ใช้ในออสเตรเลีย เพื่อคงรสชาติความสดใหม่มากที่สุด ตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทางร้าน เดอะ คอฟฟี่ คลับ ทั่วประเทศไทย ทั้งนี้เมล็ดกาแฟซิกเนเจอร์เบลนด์จะถูกนำไปคั่วระดับปานกลาง (Medium Roast) เหมาะกับคนที่ชื่นชอบกาแฟรสเข้มกำลังดี ไม่จัดเกินไป เนื่องจากจะมีความเปรี้ยวเล็กน้อย แต่ยังให้สัมผัสความหวานชุ่มฉ่ำของเนื้อกาแฟ เหมาะสำหรับผู้บริโภคที่ชื่นชอบการดื่มกาแฟนมอย่างแฟลต ไวท์ หรือลาเต้ รวมถึงกาแฟดำอย่างอเมริกาโน่ ในขณะที่ สยามเบลนด์ (Siam Blend) เป็นเมล็ดกาแฟพันธุ์อาราบิก้าจากดอยแม่สรวย จังหวัดเชียงราย ถือเป็นเมล็ดกาแฟพันธุ์ไทยที่ช่วยอุดหนุนเกษตรกรไทยที่ได้รับการปลูกและพัฒนาให้เข้ากับพฤติกรรมการบริโภคกาแฟของคนไทยที่มีความชื่นชอบกาแฟรสชาติเข้มข้น และหวานมันโดยเมล็ดกาแฟสยามเบลนด์จะถูกคั่วในระดับเข้ม (Dark Roast) เหมาะกับผู้บริโภคที่ชื่นชอบกาแฟเข้มข้น เนื่องจากรสชาติจะไม่หลงเหลือความเปรี้ยว และให้รสชาติสัมผัสของกาแฟหนักแน่น เหมาะสำหรับสำหรับคนที่ชื่นชอบการดื่มกาแฟคาปูชิโน่ และเอสเปรสโซ่
“นอกจากเมล็ดพันธุ์กาแฟรวมถึงวัตถุดิบคุณภาพชั้นนำ เดอะ คอฟฟี่ คลับ ยังให้ความสำคัญในเรื่องของคุณภาพในการให้บริการทั้งในเรื่องของบุคลากรและอุปกรณ์ในการทำกาแฟ โดยมีการกำหนดมาตรฐานต่าง ๆ เช่น การกำหนดมาตรฐานในการบดกาแฟไม่เกิน 30 วินาที ด้วยการตั้งค่าช็อต (Shot) และมีการตรวจเช็คทุก 4 ชั่วโมง อุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับการทำกาแฟต้องมีการควบคุมมาตรฐานอุปกรณ์ และเปลี่ยนแปลงอุปกรณ์เพื่อให้ได้มาตรฐานอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็น เครื่องบด หรือน้ำที่ใช้จากเครื่องกรองโดยเฉพาะเท่านั้น รวมถึงสิ่งสำคัญคือบาริสต้าของ เดอะ คอฟฟี่ คลับ ทุกคนทุกสาขาจะผ่านเทรนนิ่งอันเป็นไปตามมาตรฐานประเทศออสเตรเลียทั้งหมด โดยบาริสต้าทุกคนจะมีความชำนาญในการชงกาแฟ รวมถึงสามารถแนะนำลูกค้าเพื่อให้ได้รสชาติกาแฟที่ถูกปากมากที่สุด ดังนั้นลูกค้าสามารถมั่นใจในมาตรฐานของกาแฟทุกแก้วในทุกสาขาของ เดอะ คอฟฟี่ คลับ ได้แน่นอน” นางสาวกรรฑิมา กล่าวทิ้งท้าย
สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อฝ่ายประชาสัมพันธ์ เดอะ คอฟฟี่ คลับ (The Coffee Club) โทรศัพท์ 02-365-6999 เฟซบุ๊กแฟนเพจ https://www.facebook.com/thecoffeeclubthailand หรือเว็บไซต์ https://thecoffeeclub.co.th/