โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เจาะกองทุน S&P 500 ETF ที่ Buffett แนะนำทุกคนให้ลงทุน

Passive Way

อัพเดต 23 มิ.ย. 2566 เวลา 10.23 น. • เผยแพร่ 23 มิ.ย. 2566 เวลา 03.02 น. • Passive Way by Jitta

“ในมุมมองของผม สำหรับคนส่วนใหญ่สิ่งที่ดีที่สุดที่ควรทำคือครอบครอง กองทุนดัชนี S&P 500 แน่นอนว่าผู้คนจะพยายามขายสิ่งอื่นให้คุณ เพราะมันจะทำให้พวกเขาได้เงินมากกว่าเดิม”

– Warren Buffett

หากจะพูดถึง นายแบก ของการลงทุนเชิงรับ (Passive Investment) ตั้งแต่เริ่มแรกจนถึงปัจจุบัน ชื่อของปู่ Warren Buffett จะโผล่ขึ้นมาในหัวเสมอ

และไม่ใช่แค่ในหัวของนักลงทุนเท่านั้น ชื่อของปู่ยังไปปรากฎในเซิร์ซเอนจินด้วย ถ้าคุณกดค้นหาคำว่า Index Fund หรือ S&P 500 ETF

นายแบกการลงทุนเชิงรุกของเรา ถึงกับเคยเดิมพันครั้งใหญ่ ระหว่างการลงทุนเชิงรับ (Passive Investment) และการลงทุนเชิงรุก (Active Investment) แบบไหนจะชนะ โดยยอมใช้เวลาพิสูจน์การเดิมพันครั้งนี้กว่า 10 ปีซึ่งเป็นระยะเวลาที่ยาวเพียงพอที่จะพิสูจน์ผลตอบแทนว่า การลงทุนอิงดัชนี S&P 500 กับ การลงทุนแบบเฮดจ์ฟันด์ ที่ซื้อขายหุ้นบ่อยๆสุดท้ายในระยะยาวการลงทุนแบบไหนจะเป็นผู้ชนะ

ผลการต่อสู้จะทำให้คุณทึ่งถึงขุมพลังแห่งการลงทุนเชิงรับ (Passive Investment) ซึ่งเป็นการลงทุนแบบเรียบง่ายที่คุณไม่ต้องทำอะไรมาก แต่ก็ช่วยสร้างความมั่งคั่งและผลตอบแทนที่น่าพอใจในระยะยาวให้กับคุณได้จริง

หากคุณอยากฟังเรื่องราวนี้ แบบละเอียดพร้อมข้อมูลที่เจาะลึกมากยิ่งขึ้น เราได้เล่าเรื่องราวนี้ในรูปแบบพอดแคสต์ไว้แล้ว คุณสามารถเข้าไปฟังได้ที่ Passive Way Story – การเดิมพันครั้งใหญ่ของ Buffett ระหว่าง Passive vs Active

จากเรื่องราวทั้งหมดนี้ก็คงสรุปสั้นๆ ได้ว่า Warren Buffett เป็นนายแบกการลงทุนเชิงรับ และยังเป็นแฟนตัวยงของการลงทุกใน Index Fund โดยเฉพาะอย่างยิ่งกองหุ้นสหรัฐฯ ชื่อดังอย่าง S&P 500 แต่กองไหนที่อยู่ในพอร์ต Berkshire Hathaway ของปู่บ้าง ไปดูกัน

เลือก S&P 500 ETF ให้ปังตามแบบ Buffett

ย้อนกลับไปถึง Index Fund ที่ปู่ Buffett เคยลงทุนในตอนที่ท้าเดิมพัน Passive vs. Active ปู่เลือก Vanguard 500 Index Fund Admiral Shares (VFIAX) โดยสิ่งที่ปู่ให้ความสำคัญเป็นอันดับแรกและพูดถึงอยู่บ่อยๆ คือ อัตราค่าใช้จ่ายรวม (Expense Ratio)

VFIAX มีอัตราค่าใช้จ่ายรวมเพียงแค่ 0.04% เท่านั้น หมายความว่าถ้าคุณลงทุน 10,000 ดอลลาร์สหรัฐ จะถูกเก็บค่าธรรมเนียมเพียง 4 ดอลลาร์สหรัฐ ต่อปีเท่านั้น ค่าธรรมเนียมที่น้อยจะทำให้คุณได้รับผลตอบแทนจากการลงทุนได้เต็มเม็ดเต็มหน่วยมากยิ่งขึ้น

ซึ่งหากนำกองทุนแบบ Passive ไปเทียบกับกองทุนแบบ Active จะแตกต่างกันมากเพราะกองทุนแบบ Active ส่วนใหญ่จะมีอัตราค่าใช้จ่ายรวมอยู่ที่ประมาณ 1-2% ซึ่งเป็นผลตอบแทนที่จะกัดกินผลตอบแทนไปมากกว่าการลงทุนแบบ Passive

แต่เรื่องที่หลายคนอาจจะไม่รู้ VFIAX ได้ถูกแตกเวอร์ชันออกมาเป็น ETF ด้วยเช่นกัน นั่นคือ Vanguard S&P 500 ETF (VOO) ซึ่งจะเคลื่อนที่ไปตามดัชนี S&P 500 และเป็นหนึ่งใน ETF ที่ปู่ Buffett พกเอาไว้ติดพอร์ต Berkshire Hathaway ของเขาจนถึงปัจจุบันนี้

สำหรับการลงทุนแบบ Passive การเลือกลงทุน ETF ตามฉบับ Buffett ไม่ได้เป็นเรื่องที่ผิด แต่เพราะอะไรที่ทำให้ VOO โดดเด่นถึงขนาดที่ Buffett เลือกลงทุนไปดูกันต่อ

Vanguard S&P 500 ETF (VOO)

กองทุน S&P 500 ETF ค่าธรรมเนียมต่ำการันตีด้วยบริษัทจัดการกองทุนที่แข็งแกร่งอย่าง Vanguard เคลื่อนที่ไปตามดัชนีอ้างอิงเป็นหนึ่งใน ETF ที่ใหญ่ที่สุด และก่อตั้งมาเป็นระยะเวลานานกว่า 10 ปีเต็ม

ETF วันเปิดตัว ETF อัตราค่าใช้จ่ายรวม มูลค่า AUM ผลตอบแทนย้อนหลัง 1 ปี VOO 7 SEP 2553 0.03% 317,763 +22.33%

หน่วย: ล้านดอลลาร์สหรัฐ ข้อมูลจาก etfdb ณ 21 มิถุนายน 2566

จริงๆ การลงทุนใน VOO ก็ค่อนข้างตอบโจทย์สำหรับการลงทุนที่เคลื่อนที่ไปตามดัชนี S&P 500 ได้สมบูรณ์แล้ว แต่สำหรับปู่ Buffett ที่มีความคิดรอบด้านและต้องการกระจายความเสี่ยงให้ลึกลงไปจนถึงเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ทำให้ VOO เพียงอย่างเดียวอาจจะไม่เพียงพอ

แล้วมีตัวไหนอีกที่ปู่เลือกมาใส่พอร์ตเพื่อการกระจายความเสี่ยง คำตอบนั้นคือ SPDR® S&P 500® ETF Trust (SPY) เป็นอีกตัวหนึ่งที่อยู่ในพอร์ต

SPDR® S&P 500® ETF Trust (SPY)

กองทุนประเภทเดียวกับ VOO ถูกออกแบบให้เคลื่อนที่ไปตามดัชนีอ้างอิง SPY เป็นกองทุน ETF แรกที่จดทะเบียนในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปี 2536 และได้รับความนิยมมากที่สุดสำหรับนักลงทุนที่ต้องการลงทุนตามดัชนีอ้างอิง ณ ปัจจุบัน SPY เป็น ETF ที่มีมูลค่า AUM สูงที่สุดในโลก ทำให้มีสภาพคล่องสูงมากสำหรับนักลงทุนรายใหญ่และรายย่อย

ETF วันเปิดตัว ETF อัตราค่าใช้จ่ายรวม มูลค่า AUM ผลตอบแทนย้อนหลัง 1 ปี SPY 22 JAN 2536 0.094% 411,463 +21.89%

หน่วย: ล้านดอลลาร์สหรัฐ ข้อมูลจาก etfdb ณ 21 มิถุนายน 2566

กระจายความเสี่ยง เพิ่มสภาพคล่อง

สำหรับเหตุผลที่ปู่ Buffett เลือกลงทุนทั้ง 2 ตัวแทนที่จะเป็นตัวเดียว สาเหตุแรกอาจจะเพราะว่าปู่ต้องการ กระจายความเสี่ยงระหว่างผู้ให้บริการกองทุน แม้ว่า ETF ทั้งสองจะติดตามดัชนีเดียวกัน แต่ก็จัดการโดยบริษัทที่แตกต่างกันออกไปหากบริษัทใดเกิดปัญหา (ถึงแม้ว่าจะมีโอกาสน้อยมากถึงมากที่สุด) ก็ยังมี ETF อีกบริษัทที่ถืออยู่ในพอร์ตให้อุ่นใจมากขึ้น

อีกสาเหตุคือ สภาพคล่อง (Liquidity) ปู่ Buffett เป็นคนที่ให้ความสำคัญในเรื่องสภาพคล่องเช่นกัน สังเกตได้จากพินัยกรรมที่ปู่ Buffett ทิ้งเอาไว้ให้ภรรยา ที่บอกให้กระจายการลงทุน 90% ไปใน S&P 500 Index Fund และอีก 10% ให้ลงทุนในตราสารหนี้ระยะสั้น ซึ่งสัดส่วน 10% คือส่วนที่เพิ่มสภาพคล่องให้พอร์ตโดยรวม

SPY เป็น ETF ที่มีมูลค่า AUM สูงที่สุดในโลกถึงแม้ว่าจะมีอัตราค่าใช้จ่ายรวมที่สูงกว่าแต่ด้วยระยะเวลาก่อตั้งที่นานกว่า (เพราะเป็น ETF ตัวแรกที่จดทะเบียนในตลาดหุ้นสหรัฐฯ) ทำให้ค่อนข้างมั่นใจได้ว่า SPY จะยังอยู่ไปตลอดและเป็นตัวเลือกที่ดีที่จะช่วยเพิ่มสภาพคล่อง

หากจะให้อธิบายถึงความสำคัญของสภาพคล่องต่อนักลงทุนรายย่อย และนักลงทุนรายใหญ่สามารถเข้าใจได้ผ่านงานปาร์ตี้โดยเปรียบเทียบง่ายๆ ได้ดังนี้

หากคุณอยู่ในปาร์ตี้และคุณมีมันฝรั่งอย่างนึงที่คุณกินจนอิ่มแล้ว และต้องการไปแลกอย่างอื่นมาเช่น โค้กสักกระป๋อง หรือ หมากฝรั่งสักชิ้น หากงานปาร์ตี้มีคนอยู่ในงานหลายคน การหาคนที่ต้องการมันฝรั่งก็ไม่ใช่เรื่องยาก และคุณจะได้สิ่งที่คุณต้องการได้อย่างรวดเร็ว

แต่หากไม่ค่อยมีคนอยู่ในงานปาร์ตี้สักเท่าไรนัก คุณอาจพบปัญหาในการหาคนแลกขนมด้วย หรือร้ายที่สุดคือคุณอาจจะแลกขนมกับคนอื่นไม่ได้เลย ซึ่งเหมือนหุ้นที่มีสภาพคล่องน้อยและอาจไม่มีใครต้องการหุ้นตัวนั้นแบบจริงๆ

ในโลกของการลงทุน ‘ปาร์ตี้’ ก็คือตลาดหุ้น หากหุ้นหรือ ETF มีสภาพคล่องสูง หมายความว่า มีผู้ซื้อและผู้ขายจำนวนมาก คุณสามารถขายหุ้นของคุณได้อย่างรวดเร็วและง่ายดายทุกเมื่อที่คุณต้องการ และคุณจะได้ราคาที่ยุติธรรมสำหรับหุ้นเหล่านั้น

แต่ถ้าหุ้นหรือ ETF ไม่มีสภาพคล่องมากเหมือน ‘ปาร์ตี้ที่ไม่ค่อยมีคน’ คุณอาจต้องใช้เวลานานเพื่อหาผู้ซื้อเมื่อคุณต้องการขายหุ้นของคุณ และมีโอกาสที่คุณจะต้องลดราคาหุ้นหรือ ETF ของคุณลง หรือขายมันไม่ได้เลยในภาวะตลาดที่ไร้สภาพคล่อง

ดังนั้น สภาพคล่องจึงมีความสำคัญต่อทั้งนักลงทุนรายย่อยและนักลงทุนสถาบันขนาดใหญ่ เพราะจะส่งผลต่อความรวดเร็วในการซื้อหรือขายหุ้น รวมไปถึงจำนวนเงินที่คุณจะได้รับจากการขายออกไปนั่นเอง นี่คือเหตุผลทั้งหมดที่ทำให้ปู่ Buffett ให้ความสำคัญกับสภาพคล่องด้วยเช่นเดียวกัน

การตัดสินใจเลือกตามปู่เป็นทางเลือกที่ไม่เลวสำหรับผู้ที่ต้องการให้พอร์ตเคลื่อนที่ไปตามดัชนี S&P 500 แต่แน่นอนว่าปัจจุบันมี ETF ที่ถูกออกแบบมาให้เคลื่อนที่ไปตามดัชนีดังกล่าวมากมาย ทำให้คุณมีตัวเลือกมากยิ่งขึ้น และแน่นอนว่าในแต่ละอันก็จะมีความแตกต่างกันออกไป

หวังว่าวันนี้คุณจะได้รู้จักกับ 2 ETF ที่อยู่ในพอร์ต Berkshire Hathaway เหตุผลที่ทำให้ปู่ Buffett เลือกลงใน 2 ตัวแทนที่จะเป็นตัวเดียว และไม่แน่ว่าหลังอ่านบทความนี้จบคุณอาจได้คำตอบแล้วว่าควรเลือกลงทุนใน ETF ตัวไหนดี

S&P 500 ETF

หากคุณอ่านบทความแล้วชอบ อย่าลืมกรอกอีเมลเพื่อติดตาม Passive Way Newsletter ได้ที่หน้าเว็บไซต์แล้วเราจะคอยอัปเดตบทความใหม่ๆ ให้กับคุณเสมอ

อ้างอิง

อ่านเพิ่มเติม

เปิดคู่มือ (กล้า) ลงทุนจาก Warren Buffett ลงทุนอย่างไรท่ามกลางความกลัว

การเดิมพันครั้งใหญ่ของ Buffett ระหว่าง Passive vs Active – Episode 01

คุณกำลังเข้าใจกฎ ‘อย่าขาดทุน’ ของ Warren Buffett ผิด

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...